เหลียวหลัง มองหน้า…ฟุตบอลไทย ปี 2018-2019

ปฏิทินกำลังจะเปลี่ยนจากปี 2018 ไปเป็น ปี 2019 เรื่องราวตลอดทั้งปีที่ผ่านมาของฟุตบอลไทยต้องถือว่า “ครบรสชาติ” จริงๆ

ว่ากันที่การบริหารงานของ สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ก่อน ต้องบอกว่าปี 2018 ถือเป็นปีที่ “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมฯ น่าจะถูกวิพากษ์หนักตลอดทั้งปี

เรื่องเด่นประเด็นดังที่สุดคือข่าว “วงแตก” ที่ต้องแยกทางกับอดีตเพื่อนรักอย่าง “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.ต.ท.พิสัณห์ จุลดิลก ที่ถูกเลิกจ้างในตำแหน่ง “เลขาธิการสมาคมฯ” !!!

นี่คือข่าวใหญ่ เพราะปกติแล้วตำแหน่ง “นายก” กับ “เลขา” ควรทำงานกันแบบ “คอหอย” กับ “ลูกกระเดือก” แต่นี่ดัน “แตกหัก” ทั้งที่คบกันมาตั้งแต่สมัย ร.ร.นายร้อยตำรวจ

การแฉข้อมูลต่างๆของ “บิ๊กเจี๊ยบ” หลังเดินออกจากสมาคมลูกหนังกลายเป็นประเด็น “ทอล์ฟ ออฟ เดอะ ทาวน์” อยู่หลายวัน โดยเฉพาะเรื่องเงินๆทองๆในมุ้งสมาคมฯ

แต่ที่สุดแล้วไม่มี “อาฟเตอร์ ช็อก” อะไรตามมา “บิ๊กอ๊อด” และทีมงานยังทำหน้าที่ต่อไป พร้อมกับมีมติแต่งตั้ง กรวีร์ ปริศนานันทกุล นั่งรักษาการตำแหน่งแม่บ้านสมาคมฯคนใหม่

ส่วนนโยบายที่เป็นประเด็นวิพากษ์แห่งปีนอกจากการยืนยันลดทีม “ไทยลีก” เหลือ 16 ทีมในปี 2019 ตามแผนเดิมแล้วคือ “โควตาอาเซียน” ที่เปิดเสรีให้ลงทะเบียนแบบไม่อั้น

การเพิ่มโควตาอาเซียนทำให้ต้องปรับ “โควตาต่างชาติ” ในไทยลีกใหม่เป็น 3+1+3” เพิ่มอาเซียนเล่นได้ 3 คน เท่ากับว่าถ้าสโมสรไหนใช้โควตาเต็มจะมีต่างชาติลงได้ถึง 7 คน

นโยบายนี้ถูกวิพากษ์อย่างมาก เรียกว่าเถียงกันตลอดทั้งปีทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ สมาคมฯ และ ไทยลีก ยืนยันว่าตั้งแต่ปี 2019 จะยึดระเบียบการแข่งขันใหม่ตามนี้

ขณะที่ผลงานของนักเตะทีมชาติไทยในแต่ละชุด ต้องยอมรับว่าปี 2018 คือ “ปีแห่งความน่าผิดหวัง” ผลงานแทบไม่เป็นไปตามเป้าหมายเลย

ทีมชาติไทยชุดใหญ่ภายใต้การคุมทีมของ มิโลวาน ราเยวัช ลงเตะไปทั้งหมด 11 เกม (นับเฉพาะ 90 นาที) ในตลอดปีนี้ ผลงานชนะ 5 เสมอ 4 แพ้ 2

ทีมชาติไทยประเดิมด้วยคว้ารองแชมป์ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์คัพ” ครั้งที่ 46 นัดแรกเสมอ กาบอง 0-0 ก่อนยิงจุดโทษชนะ 4-2 แล้วเข้าไปชิงชนะเลิศแพ้ สโลวาเกีย 2-3

ต่อจากนั้นเป็นคิวอุ่นเครื่อง “ฟีฟ่าเดย์” เปิดบ้านแพ้ จีน 0-2 บุกชนะ ฮ่องกง 1-0 เปิดบ้านชนะ ตรินิแดด แอนด์ โทเบโก 1-0

“ช้างศึก” ปิดท้ายปีด้วยทัวนาเมนต์ “ซูซูกิคัพ 2018” รอบแรก ชนะ ติมอร์ เลสเต 7-0 ชนะ อินโดนีเซีย 4-2 บุกเสมอ ฟิลิปปินส์ 1-1 ชนะ สิงคโปร์ 3-0

รอบรองชนะเลิศ นัดแรก บุกเจ๊า มาเลเซีย 0-0 นัด 2 เล่นในบ้านทำได้แค่เสมอ 2-2 รวมผล 2 นัดเสมอ 2-2 แต่ต้องตกรอบด้วย “กฎยิงประตูทีมเยือน”

ภาพรวมจากทั้งหมด 11 นัด แม้จะแพ้แค่ 2 เกม และไร้พ่ายติดต่อกันมา 8 นัดแล้ว แต่การชนะแค่ 5 นัดและเสมอถึง 4 นัด รวมถึงไม่ได้แชมป์อาเซียนถือเป็นผลงานที่น่าผิดหวัง

ส่วน “ช้างศึก” ชุดอื่นๆถือว่าบอบช้ำพอกัน ไล่จาก “ยู-23” ประเดิมเกมชิงแชมป์เอเชีย 2018 ด้วยการแพ้รวด ตกรอบแรก จนต้องปลด โซรัน ยานโควิช จากกุนซือในเวลาตามมา

“โค้ชโย่ง” วรวุธ ศรีมะฆะ ถูกเรียกกลับมาทำทีมใหม่แต่ไปล้มเหลวใน “เอเชี่ยนเกมส์ 2018” ด้วยการเสมอ 2 แพ้ 1 ตกรอบแรกเช่นกัน แล้วก็มีการปลดโค้ชอีกเหมือนเดิม

ด้านทีม “ยู-16” และ “ยู-19” ทำได้ดีที่สุดแค่ “เกือบ” ในเป้าหมาย “เยาวชนโลก” เพราะได้ลุ้นจนถึงนัดสุดท้าย แต่ยังไม่ดีพอที่จะทำให้ฝันเป็นจริง

“ยู-16” เกือบได้เข้ารอบสอง แต่ไปแพ้ ทาจิกิสถาน ในรอบแรกนัดสุดท้าย ส่วน “ยู-19” ผ่านเข้ารอบน็อกเอาท์ไปเล่นนัดชิงตั๋วเยาวชนโลก แต่แพ้ กาตาร์ ในช่วงต่อเวลา ฝันสลายทั้งคู่

ที่ดูจะมีรอยยิ้มหน่อยคือ “ทีมหญิง” ที่ตีตั๋วไป “ฟุตบอลโลกหญิง 2019” ได้สำเร็จ แม้จะเสียฟอร์มใน “เอเชี่ยนเกมส์” แต่เป้าใหญ่ถือว่าไม่พลาด

ด้านไทยลีกฤดูกาลที่ผ่านมา บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทำสถิติแชมป์ด้วยคะแนนมากที่สุด 87 คะแนน ส่วน สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด กลายเป็น “สิงห์บอลถ้วย” ได้ทั้งแชมป์เอฟเอคัพ ลีกคัพ

สำหรับนักเตะไทยต้องถือเป็นปีทองเมื่อมีผู้เล่น “โกอินเตอร์” ถึง 4 ราย ทั้ง ชนาธิป สรงกระสินธิ์ ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดบนเวที “เจลีก” ของญี่ปุ่น

รวมถึง ธีรศิลป์ แดงดา และ ธีราทร บุญมาทัน ที่ได้ไปซ่าในเจลีก และ กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ที่ไปไกลถึงลีกเบลเยียมกับทีม “โอเอช ลูเวิน”

เรื่องราวที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป สำหรับก้าวต่อไปของฟุตบอลไทยในปี 2019 มีอะไรให้น่าติดตามมากมาย โดยเฉพาะการบริหารงานปีสุดท้ายก่อนครบวาระของ “บิ๊กอ๊อด”

ทุกลีกจะลุกเป็นไฟ นอกจากลุ้นแชมป์และผลงานตามปกติแล้ว อันดับของแต่ละลีกจะมีผลต่อการเป็น “โหวตเตอร์” ในการเลือกตั้ง สมาคมฯ สมัยหน้าด้วย

น่าสนใจ “โควตาอาเซียน” ที่หวังจะเปิด “ตลาดอาเซียน” ให้ร่ำรวยอู้ฟู้ด้วยว่าจะ “เข้าเป้า” อย่างที่วาดฝัน หรือจะเป็นการปิดโอกาสนักเตะไทยให้พัฒนาอย่างที่หวั่นใจกัน

ส่วนทัพ “ช้างศึก” มีทัวนาเมนต์หลักๆสำคัญๆให้ได้ลุ้นตั้งแต่ต้นปีกับ “เอเชี่ยนคัพ 2019” ต่อด้วย “ยู-23 ชิงแชมป์เอเชีย 2020” รอบคัดเลือก (ไทยเป็นเจ้าภาพรอบสุดท้าย)

กลางปีลุ้นในเวทีใหญ่กับ “ฟุตบอลหญิงโลก 2019” ที่ฝรั่งเศส และปิดท้ายปลายปีที่ “ซีเกมส์” ครั้งที่ 30 ที่ฟิลิปปินส์

นอกจากนั้นยังมีทัวนาเมนต์ระดับเยาวชนทั้งชาย-หญิงในเกมชิงแชมป์เอเชีย รอบคัดเลือก และชิงแชมป์อาเซียนให้ตามลุ้น ตามเชียร์ กันตลอดทั้งปี

จากปีเก่าก้าวสู่ปีใหม่ ฟุตบอลไทยจะมีอะไรใหม่ๆให้ได้ชื่นใจ หรือยังผิดหวังแบบเดิมๆ แฟนบอลไทยโปรดรอติดตามด้วยใจระทึก

 

                                                             “บับเบิ้ล”

RELATED NEWS