เปิดคลังแสง “ช้างศึก” ตอน ปราการด่านสุดท้าย

ศึกฟุตบอล ชิงแชมป์ เอเชีย ได้ปะทุขึ้นแล้วโดยเกมเปิดสนามเจ้าภาพสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เสมอกับบาห์เรน 1-1 โดยเจ้าภาพเป็นฝ่ายตามตีเสมอได้จากลูกจุดโทษของ อาห์เหม็ด คาลิล ก่อนหมดเวลาเพียง 2 นาที

ทำให้สถานการณ์กลุ่ม เอ ทีมชาติไทยมีโอกาสขึ้นนำจ่าฝูง หากประเดิมสนามเกมแรกพบกับ อินเดีย และคว้าชัยชนะได้สำเร็จ

วันนี้เราจะวิเคราะห์ผู้เล่นแนวรับ ที่เป็นจุดขายของ โค้ชมิโลวาน เรเยวัช เพราะกุนซือชาวเซอร์เบียร์ยังคงยึดมั่นปรัชญาในการทำทีม “ช้างศึก” ให้มีเกมรับที่แข่งแกร่งและหาจังหวะโต้กลับ ดูจากการเลือกผู้เล่นของจะเห็นได้ว่าเขาพยายามที่จะเลือกนักเตะที่สามารถช่วยในเกมรับได้ดีไล่ตั้งแต่กองหลังไปจนถึงกองหน้า เรียกได้ว่า “รุกได้ก็ต้องรับได้ด้วย” ขุนพลแนวรับครั้งนี้ส่วนใหญ่จะเป็นชุดสู้ศึกอาเซียน คัพ 2018 ไม่ว่าจะเป็น กรกช วิริยอุดมศิริ , พรรษา เหมวิบูลย์ , เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว , สุพรรณ ทองสงค์ , มิก้า ชูนวลศรี แต่จะได้นักเตะอย่าง ทริสตอง โด , อดิศร พรหมรักษ์ และ ธีราทร บุญมาทัน มาช่วยเสริมและแก้จุดบอดของ”ช้างศึก”เชือกนี้

 

ธีราทร บุญมาทัน : แบ็คซ้ายเบอร์ 1 ของทีมชาติไทย “เจ้าอุ้ม” ถือเป็นผู้เล่นที่มีความครบเครื่องอีกหนึ่งคน จากการผ่านบอลที่แม่นยำ เติมเกมได้อย่างสนุก และท่าไม้ตายจากลูกตั้งเตะ แถมยังสามารถขยับขึ้นไปเล่นเป็นปีกหรือกองกลางตัวรับได้อีกด้วย และการได้ไปเก็บประสบการณ์จากวิสเซล โกเบ ทีมจาก เจ ลีก ที่มีนักเตะระดับโลก อย่าง อันเดรส อินิเอสตา,ลูคัส โพด็อลสกี ผมเชื่อว่า “อุ้ม” จะเข้ามาเติมเต็มในส่วนที่ทีมชาติไทยขาดไปได้อย่างแน่นอน

 

ทริสตอง โด : ใน อาเซียน คัพ ที่ผ่านมาตำแหน่งแบ็คขวาของทีมชาติไทย ดูจะขาดๆ เกินๆ แต่การได้ “โด” มาร่วมทำในศึกนี้จะทำให้แพงแบล็คโฟร์ของ ราเยวัช จะดูแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ด้วยพละกำลังที่ไม่มีหมดของ “ทริสตอง” จะช่วยให้เกทรุกและเกมรับของไทยมีสิทธิภาพมากขึ้น

 

เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว : กัปตันจากศึกอาเซียน “บอล” ผู้เล่นหนึ่งเดียวจากสโมสรสวาทแคท ด้วยทักษะการอ่านบอลที่เฉียบขาด ความดุดันในการตัดบอลทั้งภาคพื้นดินและทางอากาศ จึงไม่แปลกใจที่เขาจะยึดตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาฟของ “ช้างศึก” ในช่วงหลายปีหลัง

 

พรรษา เหมวิบูลย์ : เจ้าของความสูง 190 เซนติเมตร “โย่ง” จึงเป็นตัวเลือกแรกในแนวรับของทัพ “ช้างศึก” ในเวลานี้ “พรรษา” มีประสบการณ์ลงเล่นในระดับเอเชียจากการเล่นให้กับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในเวที AFC Championships league และยังมีส่วนสำคัญในการคว้าแชมป์ลีกของทีมต้นสังกัด ในรายการชิงแชมป์เอเชียหนนี้ “เจ้าโย่ง” จึงเป็นนักเตะคีย์แมนในเกมรับของทีมชาติไทย

 

อดิศร พรหมรักษ์ : ปราการหลังจาก เมืองทอง ยูไนเต็ด กลับมามีชื่อติดทีมชาติไทยอีกครั้ง “เจ้าเก่ง” เป็นกองหลังที่มีความแข็งแรง,การตัดสินใจเจ้าสกัดดีเยี่ยม และยังเล่นได้ทั้งเซ็นเตอร์และแบ็คขวา ไม่ว่าโค้ชจะให้เล่นตำแหน่งไหนเขาก็พร้อมที่จะทำตามบัญชาของกุนซือ

 

กรกช วิริยอุดมศิริ : “มิ้ง” แบ็คซ้ายวัย 30 ปี เพิ่เบิกำประตูแรกในสีเสื้อทีมชาติไทยไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ในศึก เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ อาวุธลับของ “มิ้ง” คือลูกฟรีคิก แต่การกลับมาของ “ธีราทร” จะส่งผลกระทบแต่เขามากน้อยเพียงใด หรือเราอาจจะให้ทั้งคู่ประสานงานกันทางริมเส้นทางกราบซ้าย ค่ำนี้คงจะได้รู้กัน

 

สุพรรณ ทองสงค์ : หนุ่มสุพรรณ ที่ชื่อว่า สุพรรณ แถมปัจจุบันยังเล่นให้กับทีมสุพรรณบุรี เอฟซี “เชน” ผลผลิตจาก อัสสัมชัญ ธนบุรี ที่สามารถผลักดันตัวเองขึ้นสู่ทำเนียบทีมชาติไทยชุดใหญ่ ด้วยความมุมานะ,ความพยายาม,ทุ่มเท จึงทำให้ฟอร์มของเขาไปเข้าตาของ ราเยวัช พร้อมใส่ชื่อเป็น 23 ผู้เล่นคนสุดท้ายลุยศึกใหญ่ครั้งนี้

 

มิก้า ชูนวลศรี : กองหลังลูกครึ่งไทย-เวลส์ ในฤดูกาลที่ผ่านมา “มิก้า” เป็นกำลังหลักของทีมแบงค็อก ยูไนเต็ด ที่ทำผลงานได้ดีจนคว้าอันดับที่ 2 และได้ตั๋วลุย AFC Champions League ในฤดูกาลหน้า ด้วยความแข็งแกร่ง,ถึงลูกถึงคน ทำให้เค้าเป็นผู้เล่นที่โดดเด่นในตำแหน่งแนวรับ

ส่วนผู้รักษาประตู 3 ราย ประกอบด้วย ฉัตรชัย บุตรพรม, ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน , สรานนท์ อนุอินทร์ แต่ก็ต้องบอกว่าเสียดายมากๆที่เราไม่มี “เจ้าตอง” กวิน ผู้รักษาประตูมือหนึ่งที่มีอาการบาดเจ็บในศึกครั้งนี้ แต่ทั้ง 3 คน ถือว่าเป็นยอดนายทวารของไทยในขณะนี้

ฉัตรชัย บุตรพรม : เจ้าของวลี “ฝันดี” ที่ดังไปทั่วแถบอาเซียน “บอย” เป็นผู้รักษาประตูฝีมือดีและช่วยให้เชียงรายคว้าบอลถ้วยรายการสำคัญของเมืองไทยทั้ง โยโยต้า ลีก คัพ และ ช้าง เอฟเอคัพ

 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน : ผู้รักษาประตูที่มีประสบการณ์ในระดับเอเชีย มากที่สุดใน 3 คน “แชมป์” รักษาฟอร์มของเขาได้ดีในการเล่นให้กับสโมสราแม้ว่าในทีมจะมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งต่างๆ แต่เขาก็ยังยึดมือหนึ่งเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

 

สรานนท์ อนุอินทร์ : ผู้รักษาประตูมือดีที่สร้างชื่อไว้กับทีมสวาทแคท แต่เมื่อเจ้าตัวย้ายซบทีมสิงห์ เชียงราย เขาก็แทบไม่ได้ลงเฝ้าเสาให้กับต้นสังกัด เนื่องจากต้องลีกทางให้กับ ฉัตรชัย บุตรพรม แต่ฝีมือของเขายังคงติดตาตรึงใจกุนซือทีมชาติไทย จึงเรียกเข้ามาติดทัพ “ช้างศึก” ลุยศึกชิงแชมป์อาเซียน และชิงเอเชีย

และทั้งหมดเป็นการเปิดคลังแสงของ “ช้างศึก” ไม่ว่าจะเป็น ทัพหน้า , กองหนุน และ ปราการด่านสุดท้าย โดยในช่วงค่ำวันนี้ (6 ม.ค.) เราจะได้รู้ว่าการลุย เอเชียน คัพ ครั้งแรกในรอบ 12 ปีของ ทีมชาติไทย จะเป็นยังไงบ้าง

 

 

บทความโดย : Santos (ศรายุทธ กล่ำถาวร)

ช่างภาพประจำสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย

RELATED NEWS