ผลงานระดับมาสเตอร์พีซของสโมสร อาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม ในการบุกไปยัดเยียดความปราชัยให้กับ เรอัล มาดริด 4-1 คา ซานติอาโก้ เบร์นาเบว กลายเป็นเรื่องช็อคของวงการลูกหนัง และน่าจะเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงต่อไปอีกนาน
ว่าแล้ววันนี้ทาง ขอบสนาม เราจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับสโมสร อาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม ว่าพวกเขามีดีขนาดไหนที่ถึงขั้นบุกมาปราบแชมป์เก่า 3 สมัยซ้อนได้อย่างเฉียบขาดขนาดนี้ ไปติดตามชมกันได้เลยอาแจ๊กซ์ ทีมนี้มีดีอะไร
ถ้าเราพูดถึงชื่อของสโมสร อาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม แน่นอนว่าแฟนบอลหลายคนจะมองไปที่การปั้นเด็กดาวรุ่งขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ก่อนที่จะถ่ายทอดออกไปประดับวงการฟุตบอลซึ่งที่ผ่านๆ มาทางสโมสรก็ทำได้ยอดเยี่ยมอยู่ตลอดมาจนกระทั่งเข้าสู่ยุคปัจจุบันที่เหล่าทีมสต๊าฟผู้ฝึกสอนก็ยังคงทำหน้าที่กันอย่างยอดเยี่ยมต่อไป จนสามารถดันเด็กหลายคนสู่ทีมชุดใหญ่ได้ไม่ว่าจะเป็น มัทไธจ์ส เด ลิกต์, เฟรงกี้ เดอ ยอง หรือว่าดอนนี่ ฟาน เด เบค ซึ่งนี้เป็นจุดเด่นและจุดดีของสโมสรแห่งนี้ที่ไม่เคยขาดของดีวัยเด็กเลย ซึ่งเมื่อเด็กๆ เหล่านี้ไปบวกกับแข้งระดับประสบการณ์ที่ผ่านร้อนในเวทีบอลยุโรปมาแล้วทั้ง ดูซาน ทาดิซ, ดาเล่ย์ บลินด์, ลาสเซ่ เชิน หรือนิโกลัส ตาญาฟิโก้ มันก็เลยทำให้เป็นส่วนผสมที่รสชาติกลมกล่อม สังเกตุได้จากผลงานในฤดูกาลนี้ ทั้งในบอลถ้วยยุโรปที่บุกปราบ เรอัล มาดริด แบบเหนือความคาดหมาย หรือถ้ามองไปในลีกฮอลแลนด์ พวกเขารั้งอันดับที่ 2 ตามหลังจ่าฝูง พีเอสวี อยู่ 5 คะแนน แต่แข่งน้อยกว่า 1 นัด ซึ่งทั้งหมดต้องยกความดีความชอบให้กับส่วนผสมทั้งหมดที่กล่าวมา ซึ่งเปรียบเสมือนวัตถุดิบดีๆ ที่มีอยู่ในมือ เอริค เทน ฮาก กุนซือของทีมในขณะนี้
กุนซือ สมองเพชร
ปัจจุบัน อาแจ๊กซ์ กุมบังเหียนโดยโค้ชที่มีนามว่า เอริค เทน ฮาก วัย 49 ปี โดยจุดเริ่มต้นงานด้านกุนซือคือการคุมทีม เอฟซี ทเวนตี้ ชุดอายุ 17 ปี ก่อนที่จะไต่เต้าขึ้นมาเป็นผู้ช่วยโค้ชในทีมชุดใหญ่ ซึ่งเมื่อวันเวลาผ่านไปบางครั้งการเป็นแค่ผู้ช่วยอาจไม่เพียงพอ อาการคันไม้คันมือจึงเกิดขึ้น ว่าแล้วงานแรกในฐานะผู้จัดการทีมคือการคุม โก เฮด อีเกิ้ล เมื่อฤดูกาล 2012-13 ซึ่งก็คุมทีมได้อยู่ 1 ฤดูกาล ก้ออกไปคุมทีม บาเยิร์น มิวนิค ชุดสำรอง ซึ่งเจ้าตัวฝึกปรือฝีมือได้อยู่ 2 ปี ก่อนจะกลับมารับงานคุมทีม อูเทร็ค ในลีกฮอลแลนด์อีกครั้ง ในช่วงฤดุกาล 2015 ถึง 2017 ก่อนที่ในเดือนธันวาคม 2017 เจ้าตัวจะตบปากรับงานคุม อาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม ก่อนที่จะค่อยๆ ปลูกฝังระบบการเล่นของเขากับเด็กๆ ในชุดนี้ ซึ่งสัญญาของเขามีกับทีมไปจนถึงปี 2020 ไม่รู้ว่าเจ้าตัวจะอยู่ครบสัญญาหรือไม่เพราะผลงานในตอนนี้น่าจะไปเข้าตาสโมสรที่ใหญ่กว่า อาแจ๊กซ์ เข้าให้แล้วจุดแข็ง
แน่นอนว่าอย่างที่บอกไป อาแจ๊กซ์ ทีมนี้เต็มไปด้วยดาวรุ่งที่น่าจับตามอง ซึ่งสิ่งที่ได้จากเหล่าเด็กน้อยกลุ่มนี้นั้นก็คือแรงพลังหนุ่มที่พร้อมวิ่งสุดชีวิต เชื่อฟังคำสั่งของผู้เป็นกุนซือ สั่งแบบไหนรับใช้แบบนั้น ไม่มีการงัดข้อให้เห็น และที่สำคัญพวกเขายังไม่มีอีโก้ของความเป็นซุเปอร์สตาร์ในตัว นี้จึงเป็นสิ่งที่ทำให้ อาแจ๊กซ์ เล่นเข้าขากันได้อย่างที่สุด นอกจากนั้นการเล่นเป็นทีมที่ว่าคือสิ่งสำคัญแล้ว หัวใจของนักสู้พวกเขามีอยู่กันอย่างเต็มเปี่ยม พร้อมสู้แบบถวายหัวจนวินาทีสุดท้าย ซึ่งมันส่งผลออกมาให้เห็นได้ชัด ใครจะคิดว่าพวกเขาแพ้คาบ้านต่อทีมอย่าง เรอัล มาดริด และจะกลับมาพลิกชนะและยิงได้ถึง 4 ประตู ที่ซานติอาโก้ เบร์นาเบว นี่แหละจุดเด่นและของดีของพวกเขาจุดอ่อน
เมื่อในทีมมีนักเตะที่อายุน้อยแน่นอนข้อเสียที่จะตามมานั้นก็คือเรื่องของประสบการณ์ นักเตะในทีมชุดนี้ของ อาแจ๊กซ์ ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่อายุเพียง 20 ต้นๆ เท่านั้น อย่างเช่นในเกมนัดล่าสุดกับ เรอัล มาดริด 11 ตัวจริงของพวกเขามีอายุเฉลี่ยอยู่เพียงแค่ 24 ปีเท่านั้น ซึงถ้าพูดในเรื่องของความเจนจัดในบอลถ้วยยุโรปนักเตะบางคนอาจจะเป็นฤดูกาลแรกด้วยซ้ำ ถ้าสมมุติการผ่านเข้ารอบต่อไปความกัดดันเริ่มถาโถมไหนจะต้องเจอกับสไตล์ฟุตบอลที่เขี้ยวลากดิน บางครั้งแค่คำว่า หัวใจ ในการวิ่งสู้ฝัดอย่างเดียว อาจจะยังไม่เพียงพอก็เป็นได้
สตาร์เด่น
มัตไตจ์ส เดอ ลิกท์ ปราการหลังวัย 19 ปีกำลังต้องเป็นที่จ้องมองของหลายทีมในยุโรป ด้วยรูปร่างที่ปราดเปรียว แข็งแกร่ง และอายุยังน้อย และสามารถขึ้นมาแบกทีมในแนวรับ อาแจ๊กซ์ ได้ตั้งแต่อายุ 18 ปี ชี้ชัดได้เลยว่าไอ้หนุ่มนี้ยังมีของอีกเยอะที่รอวันเวลาปล่อยออกมา เฟรงกี้ เดอ ยอง มิดฟิลด์ความหวังใหม่ของทีมชาติฮอลแลนด์ ในยุคปัจจุบันอย่างแท้จริง จากผลงานที่ผ่านมาสามารถโชว์ฟอร์มได้สะเด่าเหลือเกินน้องเอย จนถูกนำไปเปรียบเทียบว่านี่คือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ และริคาร์โด้ กาก้า เพราะเจ้าตัวสามารถเล่นได้ทั้งมิดฟิลด์ตัวรับ และรุก แน่นอนฤดูกาลเขาจะไปโชว์ลีลาที่ คัมป์ นู หลังจากถูก บาร์เซโลน่า เซ็นสัญญาล่วงหน้าไปแล้วที่ราคา 75 ล้านยูโร










