เรอัล มาดริด ผู้สร้างประวัติศาสตร์เป็นแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 3 สมัยซ้อน หมดลายไปแล้วเรียบร้อย หลังพ่ายคาบ้านต่อ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม 1-4 กระเด็นตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย ด้วยสกอร์รวม 2 นัด 3-5 นับเป็นฟอร์มที่ย่ำแย่เกินบรรยาย และ ยังไม่เห็นวี่แววว่า "ราชันชุดขาว" จะกลับมาเป็นทีมเดิม แบบที่หลายๆคนรู้จัก
หลังจากตกรอบ โกปา เดล เรย์ ด้วยน้ำมือของ บาร์เซโลน่า, ร่วง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย และ ลา ลีกา สเปน ก็ตามหลัง "เจ้าบุญทุ่ม" ถึง 12 คะแนน โอกาสจบซีซั่นด้วยมือเปล่า หากนับเฉพาะรายการหลักๆ มันมีหลายสาเหตุเหลือเกินที่ทำให้ มาดริด ฟอร์มออกทะเลจนกู่ไม่กลับ และ มันอาจจะมาจากเรื่องเหล่านี้
1. ไร้แผนรองรับ เมื่อต้องเสียนักเตะเบอร์ 1
ในโลกของกีฬาฟุตบอล การวางแผน ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ซึ่งการวางแผน ไม่จำเป็นจะต้องเป็นแท็คติค หรือ การจัดวางระบบ แต่เป็นการวางแผนในการทำทีมเพื่อความสำเร็จ ตามเป้าหมายของสโมสร
อย่างเช่นหาตัวแทนเข้ามาเป็นกำลังหลักแทนที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เพราะ เรอัล มาดริด ต้องลงฟาดแข้ง 3 ทัวร์นาเมนต์ตลอด 9 เดือน ฉะนั้นคุณจำเป็นต้องมีขุมกำลังที่พร้อมรบตลอดเวลา ..
การขาด โรนัลโด้ ไปนั้น ทำให้ เรอัล มาดริด จะขาดจำนวนการพังตาข่ายใส่คู่แข่ง 25 ประตู ต่อซีซั่นเป็นอย่างน้อย และ อย่างที่พวกเราได้เห็นคือ “ราชันชุดขาว” เจอสากกระเบือเข้าสิงห์ร่าง
ทั้ง แกเร็ธ เบล หรือ คาริม เบนเซม่า ขณะที่ โรนัลโด้ ซัดไป 19 ประตู ให้กับ ยูเวนตุส นำเป็นดาวซัลโวร่วมในศึก กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี
อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงแต่ โรนัลโด้ เท่านั้น ฟันเฟืองคนอื่นๆ ที่ มาดริด ปล่อยไป ก็กำลังทำผลงานได้ดีกับต้นสังกัดใหม่ อาทิ มาเตโอ โควาซิช มิดฟิลด์พลังงาน ซึ่งไปอยู่กับ เชลซี หรือ อาชราฟ ฮาคิมี่ ที่ช่วย โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ล่าแชมป์ บุนเดสลีกา เยอรมัน กับคู่แข่งอย่าง บาเยิร์น มิวนิค
จริงอยู่ที่ เรอัล มาดริด ก็ไปซื้อนักเตะใหม่มาร่วมทีม แต่คำถามคือมันช่วยทำให้ทีมดีขึ้น หรือ แย่ลง ?? เพราะ มาดริด ตัดสินใจไปดึง มาเรียโน่ ดิอาซ กลับมา ปรากฏว่าดาวยิงเบอร์ 7 คนใหม่ ปัจจุบัน ยิงได้เพียงแค่ 2 ประตู เท่านั้น ขณะที่ วินิซิอุส จูเนียร์ ดาวรุ่งดวงใหม่ ก็เหมือนแสงที่วูบวาบ แต่ไม่ได้มีความเฉียบคมอะไรอยู่เลย
2. นักเตะแกนหลักพากันฟอร์มตก
เชื่อว่าหลายคน คงเห็นกันได้ว่า นักเตะตัวหลักของ เรอัล มาดริด ไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่าฟอร์มที่ดีที่สุดของตัวเองเลย ดาวเตะที่คว้ารางวัล บัลลง ดอร์ มาอย่าง ลูก้า โมดริช พร้อมดีกรีเจ้าของรองแชมป์ ฟุตบอลโลก 2018 กลับมีกราฟผลงานที่ตกลงไปอย่างน่าใจหาย หรือ ต่อให้ดีขึ้นมา ก็ไม่อาจสามารถแบกโลกไว้ได้ทั้งใบ
ส่วน 2 กองหน้า ที่ต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้ง ในการทำประตูให้ "ราชันชุดขาว" เมื่อไร้เงา คริสเตียโน่ โรนัลโด้ อยู่ในทีม กลับทำไม่ได้ใกล้เคียงกันเลยแม้แต่น้อย
เทียบกันง่ายๆ โรนัลโด้ ยิงใน กัลโช่ ไปแล้ว 19 ประตู ขณะที่ เบนเซม่า+เบล รวมกัน นับเฉพาะ ลา ลีกา สเปน อยู่ที่ 18 ลูก น้อยกว่า "ซีอาร์ 7" ไปอีก
ขณะที่้เกมรับ ไม่ต้องพูดถึง ซีซั่นนี้ เรอัล มาดริด มีปัญหาเรื่องอาการบาดเจ็บในแผงแบ็กโฟร์ ค่อนข้างบ่อย อย่างการขาดหายไปของ มาร์เซโล่ มีผลอย่างยิ่ง, ราฟาเอล วาราน ก็ไม่ได้เป็นภูผาน้ำแข็งอย่างซีซั่นก่อนๆ แถมปราการหลังกัปตันทีมอย่าง เซร์คิโอ รามอส ก็ชอบไปเกณฑ์ทหารเหลือเกิน เพราะพี่แกชอบโดนไล่ออกอยู่เป็นประจำ
3. เกมรับที่อ่อนปวกเปียก
ผลงานเกมรับ ก็เป็นปัจจัยหลักเช่นกัน ที่ทำให้ เรอัล มาดริด ตกอยู่ในสถานการณ์อันย่ำแย่ และ ปีนี้มันเห็นชัดเจนกว่าซีซั่นที่ผ่านๆมา โดนเฉพาะการเก็บคลีนชีต เพราะหลังจากที่ลงเล่นไป 26 นัด ในศึก ลา ลีกา สเปน ฤดูกาล 2018-19 พวกเขาเสียไปถึง 31 ประตู มากที่สุดในบรรดาท็อปไฟฟ์
ยิ่งไปกว่านั้นตลอด 10 นัดที่ผ่านมา รวมทุกรายการ เรอัล มาดริด มีเกมรับที่เปื่อยยุ่ยยิ่งกว่ากระดาษทิชชู่เปียกน้ำ เพราะพวกเขาเก็บคลีนชีตได้เพียงแค่ 1 นัด จากการเปิดบ้านถล่ม อลาเบส 3-0
โดยเสียประตูไปถึง 15 ลูก และ สถิติที่น่าขายหน้า คือการเล่นในถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาเบว เรอัล มาดริด แพ้มาแล้ว 4 เกมรวด ยิงได้แค่ 2 ประตู แต่โดนคู่แข่งถลุงไปถึง 10 ตุง เรียกว่าข้าวไม่ต้องกิน ก็อิ่มประตูแล้ว
4. ขาด "เดอะ แบก"
การย้ายออกไปของ โรนัลโด้ เหมือนจะไม่ใช่ปัญหา เพราะช่วงออกสตาร์ทซีซั่น คาริม เบนเซม่า กับ แกเร็ธ เบล โดดเด่นเหลือเกิน แต่พอวันเวลาผ่านไป เห็นได้ชัดเลยว่านักเตะทั้ง 2 คนนี้ ไม่สามารถแบกรับภาระอันหนักอึ้งแบบที่ “ซีอาร์ 7” เคยทำมาตลอด 9 ปี อย่างที่ได้กล่าวไว้ในข้อก่อนหน้านี้ ทำให้ “ราชันชุดขาว” ขาดซูเปอร์สตาร์ระดับโลก ที่จะคอยพยุงทีมขึ้นมา ยามต้องเจอพายุลูกใหญ่โหมกระหน่ำ
หากให้วิเคราะห์ถึง เบนเซม่า เขาไม่ใช่ศูนย์หน้าประเภทที่จะลากเลื้อยไปเอง หรือ ใช้เทคนิคเฉพาะตัวล็อคหลบกองหลังเข้าไปยิง แบบที่ โรนัลโด้ ฝากผลงานไว้มากมาย แต่เขาเป็นประเภทอยู่ถูกที่ถูกเวลามากกว่า และ แก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ค่อนข้างดี จากบทสัมภาษณ์ที่บอกว่า เมื่อ โรนัลโด้ ออกไป ทำให้เขาเล่นสบายใจมากขึ้น แต่ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน "ไม่เคยเห็นจะเป็นแบบนั้น"
ส่วน แกเร็ธ เบล นับว่าเป็นความผิดหวังมากเลยจริงๆ ฝีเท้าแบบเขา มีทั้งความเร็ว, ความเฉียบคม และ มีเทคนิคอันยอดเยี่ยม ที่จะสามารถยกระดับทีมได้
แต่เปล่าเลย “วานรเทพ” ขาดความต่อเนื่องเอามากๆ เอาแค่เรื่องทำประตู นี่พี่แกยิงแค่ 2 ลูก จาก 10 นัดที่ผ่านมา ส่วน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กดไปเพียง 3 ประตู ต่างกันลิบลับกับ โรนัลโด้ ที่ยิงให้ มาดริด เกิน 10 ตุง ตั้งแต่ซีซั่น 2011
5. เพราะเจ้านายวางหมากพลาด
ใครๆก็รู้กิตติศัพท์ของ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสร เรอัล มาดริด เป็นอย่างดี ว่าเขาไม่ค่อยแคร์นักเตะระดับตำนานสักเท่าไหร่ เรียกง่ายๆว่า "หมดประโยชน์ก็จะเขี่ยทิ้ง" โดย คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เคยแฉว่าสาเหตุที่ย้ายออกจาก "ราชันชุดขาว" ก็เป็นเพราะประธานรายนี้ เนื่องจากไม่ได้เห็นเขาเป็นคนสำคัญเหมือนตอนซื้อมาใหม่ๆอีกแล้ว
ตอนที่ขาย โรนัลโด้ ออกจากทีมไป ไม่มีใครรู้หรอกว่าจะมีผลกระทบอะไรตามมาบ้าง แต่การวางหมากพลาดของ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ นั่นก็คือเขาทุ่มเงินซื้อนักเตะตัวดังๆ มาเสริมทัพแค่ 1 คน นั่นก็คือ ติโบต์ กูร์กตัวส์ เพื่อมาแทนที่ขวัญใจแฟนบอลอย่าง เคย์เลอร์ นาวาส
ซึ่ง กูร์กตัวส์ โดนสาปส่งมาตั้งแต่งอแงย้ายออกจาก เชลซี และ พอมาอยู่กับ มาดริด ฟอร์มอันเหนียวหนึบที่เคยสร้างเอาไว้ ก็กลายมาเป็นประตูน้ำ ที่คู่แข่งยิงตรงกรอบเมื่อไหร่ ก็เข้าเมื่อนั้น
พร้อมยังมีสถิติแย่ๆมากมาย ยกตัวเองให้เห็นกันง่ายๆ นับตั้งแต่ที่เจ้าตัวกลายร่างมาเป็น "ราชันชุดขาว" ก็ไม่เคยเอาชนะ บาร์เซโลน่า ในศึก เอล กลาซิโก้ ได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว
6. สปริตในทีม
สังเกตเห็นอะไรไหมครับ หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ เรอัล มาดริด เปลี่ยนแปลงจากฟอร์มเทพๆ กลายเป็นผลงานที่ห่วยแตกเหลือเกิน ถ้าหากเป็นภาษา "เกมเมอร์" ก็คงต้องบอกว่า มาดริด เล่นเหมือน "ไก่" นั่นก็คือเรื่องของสปิริตในทีม ถึงแม้คนภายนอกไม่อาจเห็นเหตุการณ์ตลอดว่ามีอะเกิดขึ้นภายในสโมสร เรอัล มาดริด มาบ้าง แต่กลิ่นตุๆมันก็ลอยมาให้ได้สูดดมแต่ไกล
เริ่มจากตอนที่ เรอัล มาดริด ไปคว้าตัว ติโบต์ กูร์กตัวส์ เข้ามาแทนที่ เคย์เลอร์ นาบาส นายทวารมือ 1 ซึ่งแทบไม่ได้ก่อสร้างความผิดพลาดใดๆ และ นาบาส ก็เคยให้สัมภาษณ์ไว้ดอกหนึ่ง ที่รับรู้ได้ถึงความรู้สึกผิดหวังว่า "ผมเปลี่ยนจากคนที่ คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 3 สมัยติดต่อกัน ไปเป็นคนที่ ไม่ได้ลงเล่นไปแล้ว"
ล่าสุด เมื่อไม่นานมานี้ ก็ได้เห็นรอยร้าวอีกครั้ง เมื่อ แกเร็ธ เบล ยิงจุดโทษพา เรอัล มาดริด เอาชนะ เลบันเต้ 2-1 ซึ่ง ลูคัส บาสเกซ แนวรุกรุ่นน้อง วิ่งเข้ามาดีใจด้วย
แต่ เบล แสดงสีหน้าไม่พอใจ และ ไม่แสดงอาการดีใจกลับไปด้วย เล่นเอาสาวก "ราชันชุดขาว" ไล่จวกถึงการกระทำของนักเตะรายนี้ยกใหญ่ ซึ่งเรื่องราวเหล่านั้น มันอาจส่งผลมาถึงฟอร์มของทีมในวันนี้
7. ซีเนอดีน ซีดาน คือเหตุผล
ยังจำวันที่ ราฟาเอล เบนิเตซ โดนไล่ออกจากตำแหน่งกุนซือ และ แต่งตั้ง ซีเนอดีน ซีดาน เข้ามากุมบังเหียน ได้ขึ้นใจ บรรยากาศทุกอย่างมันดูดีขึ้นผิดหูผิดตา เพราะด้วยชื่อเสียงของ "ซิซู" และ เป็นไอดอลของนักเตะหลายๆคน ทำให้ ซีดาน ได้ใจนักเตะไปตั้งแต่แรก
ด้วยชื่อเสียงและน้ำมือของ ซีดาน ทำให้ เรอัล มาดริด แข็งแกร่งอย่างมาก ไม่เชื่อก็ไปดูสถิติการป้องกันแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 3 สมัยเป็นทีมแรก และ ก็กลับมาคว้าแชมป์ ลา ลีกา สเปน ได้อีกครั้ง นับตั้งแต่ปี 2012 ก่อนจะอำลาตำแหน่งไปอย่างสวยๆ เมื่อจบซีซั่นที่ผ่านมา
หลังจาก ซีดาน ลาออก เรอัล มาดริด ก็ไปแต่งตั้ง ฆูเลน โลเปเตกี มาคุมทีม ซึ่งดีกรีคุมทีมชาติสเปน เหมือนจะไปได้สวย แต่สะเปะสะปะเหลือเกิน สุดท้ายแล้วก็ประคองไม่ไหว เขาโดนปลดออกจากตำแหน่งหลังจากแพ้ บาร์เซโลน่า เละเทะ 1-5
ก่อนจะไปแต่งตั้ง ซานติอาโก้ โซลารี่ เข้ามาคุมทีชั่วคราว แต่ดูแล้วคงไปไม่รอด เพราะพาทีมแพ้คาบ้าน 4 นัดรวด เป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี ฉะนั้นคนต่อไปที่จะเข้ามา นอกจากฝีมือแล้วต้องมีบารมีด้วย ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม