ปัจจุบันทุกคนให้การยกย่องและเห็นพ้องตรงกันว่า เวอร์จิล ฟาน ไดค์ คือกองหลังที่ดีที่สุดในโลก จากทุกสิ่งทุกอย่างที่พี่แกได้ทำนับตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับ ลิเวอร์พูล

แต่หารู้ไหมว่ากว่า เวอร์จิล ฟาน ไดค์ จะก้าวมาอยู่ในจุดๆ นี้นั้นพี่แกต้องเจออะไรมาบ้าง ? ผ่านร้อนผ่านหนาวมาขนาดไหน ? วันนี้ทาง 'ขอบสนาม' จะพาทุกท่านไปชมบทสัมภาษณ์พิเศษของ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ ถึง 'ชีวิตที่ผ่านมาก่อนจะมาเป็นผู้เล่นกองหลังที่ดีที่สุดในโลก'

จุดเริ่มต้นที่ต่ำต้อย

เวอร์จิล ฟาน ไดค์ เริ่มต้นเส้นทางนักฟุตบอลจากการเป็นเด็กปั้นของสโมสร วิลเล่ม ทเว ตอนปี 2009 ก่อนจะย้ายไปปลุกปั้นต่อกับ โกรนิงเก้น ในปี 2010 เขาไม่เคยมีความสุขและรู้สึกสบายใจเลยในช่วงนั้นจากปัญหาเรื่องการเติบโตทางร่างกาย 'เข่าผมไม่ค่อยดี และก็มีปัญหาที่ขาหนีบอีก ผมมีปัญหามากมาย แต่จากนั้นผมก็ได้เข้ารับการบำบัดเป็นเวลา 6 สัปดาห์ มันช่วยให้ผมเล่นได้ดีขึ้นหลังจากนั้น' หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าจริงๆ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ ไม่ได้ประจำการในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็กมาตั้งแต่ต้น จริงๆ มันก็มีหลายคนที่ถูกโยกตำแหน่งตอนโตขึ้น อาทิเช่น รุด ฟาน นิสเตลรอย เราอาจรู้จักเขาในฐานะตำนานดาวยิงจอมถล่มประตู แต่ตอนเด็กๆ พี่แกเคยเล่นในตำแหน่งกองหลังและมิดฟิลด์ตัวกลางมาก่อน ส่วน ฟาน ไดค์ เขาเริ่มต้นจากการเป็นแบ็กขวา 'ตอนอายุ 16 ปีผมเป็นผู้เล่นแบ็กขวาที่ช้ามากๆ และก็มีไม่มีคุณสมบัติดีพอที่จะเล่นเป็นเซ็นเตอร์แบ็ก ผมไม่เคยเล่นได้ดีเลยจนกระทั่งได้เล่นให้ วิลเล่ม ทเว ชุดยู-19 และได้เป็นกัปตันทีม จากนั้นทุกสิ่งมันก็เริ่มดีขึ้น ผมได้โอกาสเล่นให้ชุด ยู-23 บ้าง และจากนั้นก็เริ่มได้โอกาสที่ถี่มากขึ้น'

ชีวิตที่ดีขึ้นเรื่อย

จากนั้น ฟาน ไดค์ ก็ได้ย้ายไปอยู่กับ โกรนิงเก้น และก็ได้ก้าวขึ้นไปเล่นให้ทีมชุดใหญ่จากนั้นไม่นานและได้ลงสนามไป 66 เกม ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่ออนาคต ฟาน ไดค์ โดดเด่นมากเรื่องการอ่านเกมรวมไปถึงเติมเกมบุก มีทีเด็ดจากลูกโอเพ่นเพลย์และลูกนิ่ง และยิงได้ 7 ประตูตลอดช่วงเวลานั้น เมื่อฉายแววได้ดีขึ้นเป้าหมายของนักเตะในลีก ฮอลแลนด์ ส่วนใหญ่ก็คือการย้ายไปเล่นให้ทีมใหญ่ๆ อย่าง อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม, เฟเยนูร์ด หรือไม่ก็ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น จะนับเป็นธรรมเนียมของที่นั่นก็ว่าได้ ถึงแม้ ฟาน ไดค์ จะมีข่าวพัวพันกับ อาแจ็กซ์ แต่สุดท้ายพวกเขาก็เลือก ไมค์ ฟาน เดอร์ ฮูร์น ที่ปัจจุบันเล่นให้กับ สวอนซี ซิตี้ 'เส้นทางที่ผมเดินมันไม่เคยเหมือนกับนักเตะในลีกดัตช์สักเท่าไหร่ โดยปกติแล้วเส้นทางจาก โกรนิงเก้น ต่อไปคือการย้ายไปทีมใหญ่ใน ฮอลแลนด์ และจากนั้นค่อยย้ายไปต่างแดน ยกตัวอย่างเช่น หลุยส์ ซัวเรซ มา ฮอลแลนด์ และย้ายจาก โกรนิงเก้น ไป อาแจ็กซ์ และค่อยไป ลิเวอร์พูล แต่สำหรับผมสโมสรยักษ์ใหญ่เหล่านั้นไม่ต้องการตัวผม ทั้ง อาแจ็กซ์, เฟเยนูร์ด, พีเอสวี หรือไม่ก็ อาแซ่ด อัลค์มาร์ พวกเขาไม่มั่นใจในตัวผม ดังนั้นผมจึงจำเป็นต้องตัดสินใจ จะรอพวกเขาดีหรือจะย้ายไป เซลติก ดี ผมหวังว่านั่นจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด' ท้ายที่สุด เวอร์จิล ฟาน ไดค์ เลือกย้ายไป เซลติก ในปี 2013 และเหมือนจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกเพราะพี่แกยกระดับฝีเท้าตัวเองได้เป็นกองในหลายๆ ด้าน ทั้งความเข้าใจเกม, การเข้าปะทะและการเล่นลูกตั้งเตะ ตลอดจนประสบการณ์ในเวที ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนจะถูกเรียกตัวติดทีมชาติฮอลแลนด์ชุดใหญ่ครั้งแรกในปี 2015 จากนั้นชีวิตของ ฟาน ไดค์ ก็ก้าวกระโดดมากขึ้นอีกหลังจากได้สัมผัสกับประสบการณ์ใน พรีเมียร์ลีก โดยมี เซาธ์แฮมป์ตัน ที่หยิบยื่นโอกาสนั้นมาให้ช่วงซีซั่น 2015-16 แต่น่าเสียดายที่ เซาธ์แฮมป์ตัน ไม่ใช่ทีมหัวแถวของยุโรป อย่างไรก็ตามด้วยฟอร์มและแววที่ ฟาน ไดค์ ฉายไว้ได้ดีก็เลยทำให้ ลิเวอร์พูล เป็นทีมที่อยากได้ตัวไปร่วมทีม 'พวกเขามอบทุกสิ่งทุกอย่างให้กับผมและผมก็ต้องการตอบแทนทุกๆ อย่างกับพวกเขาเช่นกัน เมื่อคุณเล่นให้กับสโมสรแห่งนี้คุณต้องคิดอยู่เสมอว่าคุณคือส่วนหนึ่งของครอบครัว นั่นคือเหตุผลว่าทำไมผมถึงอยากเล่นให้สโมสรแห่งนี้'

ปัจจุบัน

เวอร์จิล ฟาน ไดค์ ย้ายมาด้วยค่าตัวสถิติโลกของตำแหน่งกองหลังที่ 75 ล้านปอนด์ และการมาของเขาก็ช่วยยกระดับศักยภาพแนวรับของ ลิเวอร์พูล ได้มากมายก่ายกอง จนใครต่อใครต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า 'นี่คือกองหลังที่ดีที่สุดในโลก ณ เวลานี้'

ปัญหาที่สาหัสที่สุดในชีวิต

ไม่ว่าใครต่างก็เคยมีอดีตที่แสนเจ็บปวดด้วยกันทั้งนั้น และแน่นอนว่ากองหลังที่ดีและแข็งแกร่งที่สุดคนหนึ่งในศึก พรีเมียร์ลีก อย่าง เวอร์จิล ฟาน ไดค์ ของ ลิเวอร์พูล ก็เคยเจอฝันร้ายที่มิอาจลืมมันได้เลยในชีวิตนี้ เรื่องดังกล่าวเป็นการเปิดเผยโดย ดิก ลุกเคียน อดีตโค้ชชุดสำรองของ โกรนิงเก้น ที่ได้ร่วมงานกับ ฟาน ไดค์ ที่นั่นตอนปี 2012 เขาได้เล่าว่าตอนนั้นที่นักเตะอายุแค่ 20 ปีจู่ๆ ก็มีอาการป่วยขึ้นมาหลังจบเกมที่เจอกับ เอ็กซ์เซลซิอร์ ซึ่งตอนแรกคิดว่ามันเป็นอาการป่วยธรรมดา แต่ไม่เลย เพราะต่อมาพบว่า ฟาน ไดค์ มีอาการคล้ายกับคนเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ, เยื่อกระเพาะอักเสบและไตติดเชื้อ ‘เวอร์จิล ป่วย แต่เราไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัด ตอนแรกที่เรารู้ว่าเขาป่วย เขาถูกส่งตัวกลับบ้านเพื่อให้ไปพัก 2-3 วัน แต่เหมือนมันมีอาการปวดมากขึ้น เขาถูกส่งตัวไปรักษาตัวยังโรงพยาบาลท้องถิ่น แต่ก็ตรวจไม่เจออะไรเลย จึงส่งเขากลับไปบ้านอีกครั้ง’ ‘อาการปวดมันรุนแรงมากขึ้น และเมื่อแม่ของเขาเดินทางมาเยี่ยมเขาเธอก็รู้เลยว่าสถานการณ์มันเลวร้ายขึ้นแค่ไหน ผมโคตรช็อคเลย ตอนเขากลับมาสโมสร สภาพของเขามันเปลี่ยนจากเด็กตัวใหญ่ยักษ์กลายเป็นผอมแห้งแบบสุดๆ แต่โชคดีที่ท้ายที่สุดเขาจัดการตัวเองและฟื้นฟูตัวเองได้ไว’

สำหรับคำพูดที่ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ เคยพูดเอาไว้ถึงแม่ตัวเองตอนปี 2012

‘ผมยังจำอาการป่วยนั้นได้ดี ร่างกายของผมพังมากและไม่สามารถทำอะไรได้เลย ชีวิตของผมเสี่ยงมาก ณ ตอนนี้ แม่ของผมและผมได้สวดมนต์ขอพรจากพระเจ้า และพูดถึงสถานการณ์ที่มันเป็นไปได้ ผมต้องเซ็นเอกสารพินัยกรรม ถ้าผมตายไป เงินของผมส่วนหนึ่งจะให้แม่ แต่แน่นอนว่าไม่มีใครอยากพูดถึงมัน’
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline