ศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศสิ้นสุดลงไปแล้ว ตอนนี้เราได้ทราบรายชื่อคู่ชิงชนะเลิศแล้ว นั่นก็คือการพบกันระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 2 ตัวแทนจาก อังกฤษ

ไหนๆ ก็จบรอบตัดเชือกกันไปแล้วเรามาลองดูกันดีกว่าว่ามีนักเตะคนใดบ้างที่สมควรมีชื่ออยู่ใน Best XI ประจำรอบรองชนะเลิศฤดูกาล 2018-19

ระบบ 3-4-3

ผู้รักษาประตู : อลิสซอน เบ็คเกอร์ (ลิเวอร์พูล) กองหลัง : เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ (ลิเวอร์พูล), มัทไธส์ เดอ ลิกต์ (อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม), โจเอล มาติป กองกลาง : เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ (ลิเวอร์พูล), จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม (ลิเวอร์พูล), ฮาคิม ซิเย็ค (อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม), เดเล่ อัลลี ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ กองหน้า : ลูคัส มูร่า (ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์), ดิว็อค โอริกี้ (ลิเวอร์พูล), ลิโอเนล เมสซี่ (บาร์เซโลน่า)

เหตุผล

เริ่มที่ผู้รักษาประตูแน่นอนว่าตกยกให้ อลิสซอน เบ็คเกอร์ เพราะในสถานการณ์ที่ ลิเวอร์พูล ตามหลัง 0-3 ถ้าเกิดโดนยิงสักเม็ดที่ แอนฟิลด์ ขึ้นมาเท่ากับว่า ลิเวอร์พูล ต้องชนะ บาร์ซ่า ให้ได้ 5-1 แต่พี่ก็ก็คอยเซฟและปัดกวาดลูกยิงของ บาร์ซ่า ได้หมดโดยเฉพาะครึ่งแรก ถัดมาที่กองหลังแน่นอนต้องมีชื่อของดูโอ้อย่าง เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ และ โจเอล มาติป ของ ลิเวอร์พูล เพราะการเจอกับ บาร์เซโลน่า เลกที่ 2 ทั้งคู่นับว่ามีส่วนมากๆ ที่ป้องกันและโซนเกมไม่ให้ต้นสังกัดโดนตีไข่แตก ไม่งั้นงานเข้าแน่ๆ บอกเลย ส่วน มัทไธส์ เดอ ลิกต์ ถึงแม้จะต้องอกหักไปแต่ผลงานโดยรวมทั้ง 2 นัดของไอ้หมอนี่จัดว่าแจ่มเลย แถมยังมีชื่อบนสกอร์บอร์ดในเกมนัด 2 ด้วยพร้อมทำสถิติเป็นนักเตะที่อายุน้อยสุดลำดับที่ 4ที่สามารถทำประตูบนเวที ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศได้ในตัวเลข 19 ปีกับอีก 269 วัน แดนกลางเริ่มที่ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ก่อนเลยในตำแหน่ง วิงแบ็ก จริงๆ ต้องบอกว่าเป็นผู้เล่นฟูลแบ็กที่ฉายแววได้ดีสุดๆ ใน UCL ซีซั่นนี้ทั้งการมีส่วนร่วม เติมเกมบุก สร้างสรรค์โอกาสและทำแอสซิสต์ได้มากมาย และที่สำคัญถ้าไม่ใช่เขาคนนี้ประตู 4-0 ของ ลิเวอร์พูล อาจจะไม่เกิดขึ้น ต่อมาในแผงมิดฟิลด์ก็จะมี เดเล่ อัลลี ก็นับว่ามีส่วนอย่างมากในช่วงครึ่งหลังของเลกที่ 2 เพราะพี่แกทำได้ 2 แอสซิสต์ให้ ลูคัส มูร่า ซัลโวทั้งลูกตีไข่แตกและประตูชัยในนาที 90+6 ส่ง สเปอร์ส เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ อีกคนคือ ฮาคิม ซิเย็ค นี่คือนักเตะที่มีบทบาทมากกับ อาแจ็กซ์ ในส่วนของเกมรุกทั้งยิงทั้งจ่าย ส่วนอีกคนหนึ่งไม่มีชื่อไม่ได้เลยก็คือ จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม ของ ลิเวอร์พูล เขาลงสนามมาแทน แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ที่เจ็บในช่วงครึ่งหลัง และก็เป็นผู้นำแสงสว่างมาส่องถึงรัง 'หงส์แดง' ด้วยการพัง 2 ประตูโดยใช้เวลาแค่ 2 นาทีเท่านั้นช่วยให้ ลิเวอร์พูล ตามตีเสมอ บาร์ซ่า เป็น 3-3 (สกอร์รวม) ส่วนแดนหน้าจะมีชื่อของ ลูคัส มูร่า แน่ๆ เพราะนี่คือฮีโร่ผู้ซัดแฮตทริกพา สเปอร์ส เข้ารอบชิงฯ โดยใช้เวลา 41 นาที ส่วนอีกคนคือ ลิโอเนล เมสซี่ ถึงแม้พี่แกจะต้องชอกช้ำแบบไม่คาดคิดมาก่อน แต่ในเกมที่ 2 เขาก็คือคนที่สร้างปัญหาให้ ลิเวอร์พูล ได้มากที่สุดตามเดิม บวกกับเกมแรกก็พังไปถึง 2 ประตูซึ่งหนึ่งในนั้นคือการยิงฟรีคิกสุดงามในระยะ 35 หลา ถัดมาที่คนสุดท้ายต้องบอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยนมากๆ สำหรับ ดิว็อค โอริกี้ จริงๆ ซีซั่นนี้ก็มีช็อตฮีโร่อยู่บ่อยครั้งกับการยิงประตูต่อชีวิตให้ ลิเวอร์พูล มาเกมที่ 2 ของรอบตัดเชือก เพียงแค่ 7 นาทีแรกพี่แกคือคนที่พา ลิเวอร์พูล กับสู่เกมด้วยการยิงเปิดซิง ตลอดจนประตูที่เป็นปรากฏการณ์ในนาทีที่ 78 เพราะนั้นคือประตูชัยที่ส่ง ลิเวอร์พูล เข้าชิง UCL เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline