ในขณะที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ครอบครองแชมป์ พรีเมียร์ลีก อย่างมีความสุขกับฤดูกาลที่พวกเขายังคงรักษามาตรฐานได้อย่างสุดยอด
ตัดภาพกลับมาที่อีกหนึ่งคู่แข่งร่วมอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ดูเหมือนทุกสิ่งทุกสิ่งทุกอย่างมันจะตรงกันข้ามไปเสียหมด เพราะปีนี้มันมีแต่เรื่องเสียๆ หายๆ เกิดขึ้นมากมาย
ออกสตาร์ทห่วยที่สุดใน พรีเมียร์ลีก
ตอนที่ โชเซ่ มูรินโญ่ ยังคุมอยู่ตั้งแต่ต้นฤดูกาล แมนฯ ยูไนเต็ด เก็บได้แค่ 26 แต้มเท่านั้นจาก 17 เกม เป็นแต้มที่พวกเขาเก็บได้น้อยที่สุดนับตั้งแต่ฤดูกาล 1990-91 (มี 26 คะแนน)
นับตั้งแต่ที่ สิงหาคม 2016 แมนฯ ยูไนเต็ด เก็บได้ 176 คะแนนในยุคของ มูรินโญ่ น้อยกว่า แมนฯ ซิตี้ 222 คะแนน, ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 202 คะแนน, เชลซี 200 คะแนน และ ลิเวอร์พูล 196 คะแนน
ยามเจอ ลิเวอร์พูล
นับตั้งแต่มีการเก็บสถิติตั้งแต่ฤดูกาล 2003-04 หรือ 15 ปีตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่เคยโดน ลิเวอร์พูล ยิงใส่ถึง 16 ครั้งมาก่อน (แพ้ 1-3 ช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา) และการแพ้ในเกมนั้นทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด มีแต้มห่างจาก ลิเวอร์พูล ถึง 19 คะแนน
ฟอร์ม เด เคอา
ดาบิด เด เคอา ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดในโลก แต่ผลงานปีนี้เข้าขั้นระส่ำหนักมาก โดยหลังจบเกมที่เสมอกับ เชลซี 1-1 นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ สิงหาคม 1971 ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เก็บคลีนชีทไม่ได้ 13 นัดติดต่อกันในทุกรายการ ก่อนที่ 2 นัดสุดท้ายที่เจอ ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ และ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ พวกเขาก็เสียประตูอีก เท่ากับว่า เด เคอา เก็บคลีนชีทไม่ได้ 15 นัดติดต่อกัน
แมนฯ ยูไนเต็ด เก็บคลีนชีทได้แค่ 2 ครั้งเท่านั้นในการเล่นบ้านตัวเองปีนี้ (นับเฉพาะ พรีเมียร์ลีก) ซึ่งเป็นสถิติที่แย่ที่สุดตั้งแต่ซีซั่น 1962-63 ที่ 2 ครั้งเท่ากัน
แพ้เกมเยือน 5 นัดติด
นี่เป็นครั้งแรกที่ แมนฯ ยูไนเต็ด แพ้เกมเยือน 5 นัดติดต่อกันจากทุกรายการ นับเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นตั้งแต่ มีนาคม 1981 หลังจากแพ้ อาร์เซน่อล 0-2, แพ้ วูล์ฟแฮมป์ตัน 1-2 ทั้งลีกและ เอฟเอ คัพ, แพ้ บาร์เซโลน่า 0-3 และแพ้ เอฟเวอร์ตัน 0-4
โดนยิงเยอะสุด
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เสียประตูไปทั้งหมด 54 ประตูในฤดูกาลนี้นับเป็นปีแรกใน พรีเมียร์ลีก ที่พวกเขาโดนอัดเกิน 50 ลูกแต่ก็ยังไม่เลวร้ายที่สุดเพราะปีที่ห่วยแตกสุดๆ คือ ฤดูกาล 1978-79 ที่โดนไป 63 ประตู
โดนยิงต่อเกม
การแพ้ เอฟเวอร์ตัน 0-4 นับเป็นความพ่ายแพ้ที่ย่อยยับที่สุดอันดับ 4 ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ใน พรีเมียร์ลีก เท่ากับตอนโดน เชลซี อัด 4-0 ตอนปี 2016 อย่างไรก็ตามมี 3 เกมที่โดนยับกว่านี้ตือ การแพ้ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 0-5 ในปี 1996, แพ้ เชลซี 0-5 ในปี 1999 และแพ้ แมนฯ ซิตี้ 1-6 ในปี 2011
แมนเชสเตอร์ อิส บลู
เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เป็นผู้จัดการทีมคนแรกที่ชนะทั้ง 3 เกมแรกในการบุกมาเยือน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด โดยก่อนหน้านี้ แซม อัลลาร์ไดซ์ กับ โรนัลด์ คูมัน เคยทำได้ 2 นัด
ย่อยยับที่สุดในยุโรป
แมนฯ ยูไนเต็ด แพ้ บาร์เซโลน่า ไปด้วยสกอร์รวม 2 นัด 0-4 ใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย นับเป็นความพ่ายแพ้ที่ย่อยยับที่สุดต่อจากการแพ้ เอซี มิลาน ด้วยสกอร์รวม 2-5 ตอนเจอกันใน ยูโรเปี้ยน คัพ รอบรองชนะเลิศ ปี 1958 และการแพ้ แอตฯ มาดริด 1-4 ใน คัพ วินเนอร์ส คัพ รอบ 16 ทีมสุดท้าย ปี 1992 นอกจากในเกมที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ยังเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2005 ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ยิงไม่ตรงกรอบเลยในสังเวียนยุโรป
จบไม่สวย
การเสมอ ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ 1-1 ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ชนะเกมเยือนนัดสุดท้ายของฤดูกาลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2012 แต่ที่พีคกว่านั้นคือการแพ้คาบ้านต่อ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ซึ่งตกชั้นไปแล้ว 0-2 ซึ่งนั่นคือความพ่ายแพ้ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1977 ที่เจอทีมน้องใหม่บุกมาอัดถึงบ้าน โดย 42 ปีก่อนโดน น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ บุกมาอัดถึง 4-0 นอกจากนี้ยังเป็นการแพ้ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ คาบ้านครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1954 ด้วย
ชวด Top 4
นี่เป็นครั้งที่ 4 แล้วนับตั้งแต่ก่อตั้งศึก พรีเมียร์ลีก (ปี 1992) ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่สามารถคว้าโควต้า ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ และการมี 66 คะแนนก็นับเป็นแต้มที่น้อยที่สุดนับตั้งแต่ปี 1992 แต่ที่สำคัญคือมีระยะห่างจากแชมป์ถึง 32 คะแนน นับเป็นช่องว่างที่มากมายจริงๆ ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม