‘ผมคิดว่ามันคงเป็นการบอกลา แต่ในโลกของฟุตบอลคุณไม่มีทางรู้ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้หรอก ความฝันของผมก็คือการได้เล่นในศึก พรีเมียร์ลีก และผมก็ทำให้มันเป็นจริงมาแล้วกว่า 7 ปีกับหนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก บางทีมันถึงเวลาสำหรับความท้าทายครั้งใหม่’

นี่คือคำพูดที่ถูกปล่อยออกมาจาก เอแด็น อาซาร์ ซูเปอร์สตาร์เบอร์ 1 ของ เชลซี และนั่นคือคำตอบของอนาคตที่เป็นเครื่องหมายคำถามมายาวนานซึ่งหมายถึง 'ฤดูกาลหน้าคุณจะไม่เห็นเขาในสีเสื้อ สิงโตน้ำเงินคราม อีกแล้ว' เพื่อเป็นการทิ้งทวนสวยๆ ก่อนที่ตำนานผู้นี้จะจากไปวันนี้ทาง 'ขอบสนาม' จึงขอนำเสนอ 10 อันดับซึ่งเป็น 'โมเมนต์แห่งความทรงจำของ เอแด็น อาซาร์ ตลอด 7 ปีกับ เชลซี' จะเป็นอย่างไรบ้างนั้นไปชมกัน

เปิดตัวได้สวย

เอแด็น อาซาร์ ย้ายมาจาก ลีลล์ ด้วยค่าตัว 32 ล้านปอนด์เมื่อช่วงปี 2012 และก็แผลงฤทธิ์ทันทีตั้งแต่เกมเปิดสนาม พรีเมียร์ลีก ที่บุกไปเยือน วีแกน แอธเลติก ที่ ดีดับลิว สเตเดี้ยม ด้วยการจ่ายให้ บรานิสลาฟ อิวาโนวิช ยิงประตูขึ้นนำ 1-0 ก่อนที่ต่อมาจะเรียกจุดโทษให้กับ เชลซี และ แฟร้งค์ แลมพาร์ด สังหารเข้าไปไม่พลาด เท่านั้นยังไม่พอในเกมต่อมาซึ่งเป็นการเปิดตัวครั้งแรกที่สนาม สแตมฟอร์ด บริดจ์ ที่ยำใหญ่ เร้ดดิ้ง ไป 4-2 อาซาร์ เรียกจุดโทษให้ แลมพาร์ด สังหารอีกครั้ง ก่อนจะแอสซิสต์ให้ แกรี่ เคฮิลล์ กับ อิวาโนวิช ทำประตูได้ดี ส่วนประตูแรกในฐานะผู้เล่น เชลซี เกิดขึ้นในนัดถัดมาที่ชนะ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 2-0 โดยมาจากจุดโทษ

คดีบอลบอย

23 มกราคม 2013 เกม ลีก คัพ รอบรองชนะเลิศ ที่ เชลซี บุกไปเยือน สวอนซี ซิตี้ เอแด็น อาซาร์ โดนใบแดงไล่ออกจากสนามในช่วงท้ายเกมจากข้อหาน็อตหลุดเลยไปเตะเข้าที่ชายโครงของเด็กเก็บบอล สวอนซี ที่พยายามถ่วงเวลาไม่ยอมคืนบอลให้ แต่ยังดีที่สุดท้ายทาง 'เอฟเอ' ได้ตัดสินใจยกเลิกโทษแบนไปเพราะมองว่าเจตนาของ อาซาร์ คือพยายามจะเตะให้บอลออกจากตัวเด็กแค่นั้น แถมต่อมายังมีการเปิดเผยด้วยว่าไอ้เด็กเก็บบอลคนนั้นมันจงใจเตรียมแผนนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว

ประตูปลิดชีพ สปาร์ต้า ปราก

ฤดูกาล 2012-13 ในศึก ยูฟ่า ยูโรปา ลีก ที่ เชลซี ต้องเจอกับ สปาร์ต้า ปราก นัดแรกพวกเขาบุกไปชนะมาก่อน 1-0 ก่อนที่นัด 2 จะกลับมาเตะที่ เดอะ บริดจ์ แต่กลับต้องเป็นฝ่ายตามหลังตั้งแต่ 17 นาทีแรก เกมทำท่าว่าอาจต้องไปสู้กันต่อในช่วงต่อเวลาพิเศษ แต่ท้ายที่สุด อาซาร์ ที่ลงมาเป็นตัวสำรองช่วง 20 นาทีสุดท้ายก็ได้โชว์การลากลุยโซโล่เดี่ยวจากกราบซ้ายตัดเข้าใจแหวกกองหลังคู่แข่ง 3 คนก่อนจะกดด้วยซ้ายแบบเต็มเหนี่ยวจนบอลเสกหน้าผู้รักษาประตูอีกฝ่ายเป็นประตูชัยช่วงนาที 90+2 พา เชลซี ไปต่อในรอบ 16 ทีมสุดท้าย และปีนั้น เชลซี ได้ครองแชมป์ ยูโรปา ลีก

นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี

ฤดูกาล 2014-15 เอแด็น อาซาร์ ยังคงรักษาฟอร์มการเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมต่อเนื่อง เขาทำไป 14 ประตูบวกกับอีก 9 แอสซิสต์ พา เชลซี คว้าดับเบิ้ลแชมป์ในยุคของ โชเซ่ มูรินโญ่ ทั้ง พรีเมียร์ลีก และ ลีก คัพ และนั่นทำให้เขาได้สัมผัสกับถ้วยรางวัลเกียรติยศ นักเตะยอดเยี่ยมของ พีเอฟเอ รวมไปถึง นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคมนักข่าว (FWA)

สเปอร์ส ฝันสลาย

ฤดูกาล 2015-16 เหล่าสาวก 'เดอะ บลูส์' คงจะทราบกันดีว่านั่นคือปีที่เลวร้ายสุดๆ แล้วของ เชลซี ในยุคนี้ทั้งปัญหาภายในรวมถึงฟอร์มการเล่นที่ไร้ความคงเส้นคงวาสุดๆ แต่มันก็ยังมีเกมที่เป็นภาพจำดีๆ อยู่นะ โดยในช่วงท้ายฤดูกาลที่ เลสเตอร์ ซิตี้ กำลังลุ้นแชมป์อย่างเข้มข้นกับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ โดยตอนนั้น 'ไก่เดือยทอง' จำเป็นต้องเก็บ 3 คะแนนสถานเดียวเท่านั้นเพื่อต่อลมหายใจในการลุ้นแชมป์ และเกมๆ นั้นพวกเขาบุกไปนำ เชลซี ถึง 2-0 ตอนจบครึ่งแรก พอมาครึ่งหลัง แกรี่ เคฮิลล์ ตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-2 ก่อนที่ อาซาร์ ที่ลงมาเป็นสำรองครึ่งหลังจะซัดประตูตีเสมอ 2-2 ช่วงท้ายเกมและนั่นคือประตูที่ดับฝัน สเปอร์ส ในการลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก

โซโล่ครึ่งสนาม

ในศึก ลอนดอน ดาร์บี้ แมตช์ ที่ เชลซี ต้องประชันแข้งกับ อาร์เซน่อล ซีซั่น 2016-17 ก็มีช็อตสวยๆ ที่น่าจดจำเกิดขึ้นกับ อาซาร์ อีกครั้ง โดยพี่ได้โชว์การโซโล่เดี่ยววิ่งฝ่าจากกลางสนามผ่านด่านผู้เล่น 'เดอะ กันเนอร์ส' ตั้ง 4-5 ด่านไม่ว่าจะกระชากลากเลื้อยทั้งล็อคหลบ 18 ตลบพี่เล่นแผงหลังของคู่แข่งจนเสียคนไปหมด ก่อนจะส่งบอลผ่านมือ ปีเตอร์ เช็ก เข้าไปพา เชลซี ชนะ 3-1 พร้อมกับครองตำแหน่งจ่าฝูง พรีเมียร์ลีก ตั้งแต่นั้นไปจนจบซีซั่นและเป็นแชมป์ พรีเมียร์ลีก ในที่สุด

จุดโทษนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ

ฤดูกาล 2017-18 นั่นคือปีสุดท้ายที่ คอนเต้ ได้อยู่กุมบังเหียนทัพ 'สิงโตน้ำเงินคราม' เพราะต้องหลุดจากเส้นทางการป้องกันแชมป์ลีกเร็วเกินไปซึ่งนั่นก็มาจากฟอร์มการเล่นที่ขาดความคงเส้นคงวา แถมยังมีปัญหาภายในเกิดขึ้นด้วย อาทิเช่น เคสความบาดหมางกับ ดีเอโก้ คอสต้า แต่ถึงกระนั้น เชลซี ก็ไม่ได้จบฤดูกาลแบบมือเปล่า เพราะพวกเขาสามารถเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ 1-0 โดยได้ประตูชัยจากจุดโทษของ เอแด็น อาซาร์ พร้อมกับเป็นฝันร้ายของ ฟิล โจนส์ เพราะเป็นต้นเหตุที่ทำให้ทีมเสียจุดโทษ

ยัดเยียดความปราชัยให้ ลิเวอร์พูล

ฤดูกาล 2018-19 นับเป็นปีที่ ลิเวอร์พูล เปิดฉากได้อย่างสวยหรูด้วยฟอร์มการเล่นที่เลิสหรูเฟอร์เฟค เกมรุกจัดจ้านเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือเกมรับแข็งแกร่งสุดๆ พวกเขาชนะ 7 เกมแรกของซีซั่นและผ่านหินๆ มาหมดไม่ว่าจะเป็น ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง จนกระทั่งวันที่ 26 กันยายน 2018 ก็มาถึงวันที่พวกเขาต้องถูกยัดเยียดความปราชัยนัดแรกของซีซั่นในนัดเปิดรัง แอนฟิลด์ รับการมาเยือนของ เชลซี โดยในช่วง 80 นาทีของเกมดังกล่าวขณะที่สกอร์ยังเสมออยู่ 1-1 และนี่ก็เป็นอีก 1 ครึ่งที่ เอแด็น อาซาร์ ลงสนามมาเป็นตัวสำรองช่วงครึ่งหลังและสามารถสร้างความแตกต่างได้ เขาทำให้เกมของ เชลซี ดีขึ้นทันตาเห็น พร้อมกับซัดประตูชัยในนาที 85 เขี่ย ลิเวอร์พูล ตกรอบคาบ้าน

เรอัล มาดริด คือ 'ความฝัน'

อย่างที่ทราบกันว่า เอแด็น อาซาร์ เลือกเล่นฟุตบอลเป็นอาชีพก็เพราะมี ซีเนดีน ซีดาน เป็นไอดอลต้นแบบ และการค้าแข้งให้ เรอัล มาดริด ก็คือความฝันของเขา เขาเคยพูดเอาไว้หลายทีแล้วว่า 'ยังไงชีวิตนี้ก็ต้องได้เล่นให้ เรอัล มาดริด สักครั้ง มันต้องเกิดขึ้นให้ได้' “ซีดาน อาจเป็นคนที่พิเศษมากๆ นั่นเป็นเรื่องจริง แต่ผมคิดว่า เรอัล มาดริด เป็นความฝันของทุกคน จะมี ซีดาน หรือ ไม่มี ซีดาน การได้สวมชุดขาวก็ยังพิเศษ แต่เสื้อสีฟ้า (ของ เชลซี) ก็เหมาะกับผม ดังนั้นต่อให้อยู่ต่อก็ไม่มีปัญหา” นี่คือสิ่งที่ อาซาร์ เคยพูดไว้ตอน ซีดาน ไม่ได้อยู่กับ เรอัล มาดริด แล้ว ตัดภาพกลับมาที่ปัจจุบัน ซีดาน ได้กลับมาครองบัลลังก์กุนซือใหญ่ 'ราชันชุดขาว' อีกครั้ง และทาง ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรก็เพิ่งจะให้สัมภาษณ์ย้ำไปหมาดๆ ว่า “เราพยายามเซ็น อาซาร์ มาเป็นผู้เล่น เรอัล มาดริด มาหลายปีแล้ว แต่เราก็ยังทำไม่สำเร็จ ผมต้องการให้ อาซาร์ ย้ายมา เรอัล มาดริด มากๆ และผมก็หวังว่าเขาจะตัดสินใจเช่นนั้น เขาเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลก”

นัดสั่งลา

เกม ยูฟ่า ยูโรปา ลีก รอบชิงชนะเลิศ ที่ เชลซี ยำใหญ่ อาร์เซน่อล 4-1 เอแด็น อาซาร์ ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในเกมบุกของ เชลซี และเป็น 'เดอะ แบก' ตามเคยจากการทำได้ 2 ประตูบวกกับ 1 แอสซิสต์ หลังจบเกมดังกล่าว อาซาร์ ก็ได้ออกมาชี้แจงถึงอนาคตของตัวเองตามที่ให้สัญญากับแฟนๆ ไว้ก่อนหน้านี้ว่า... ‘ผมว่าสิ่งนี้ก็มันเหมาะสำหรับแฟนๆ, สำหรับเพื่อนร่วมทีม, สำหรับผู้จัดการทีม และสำหรับสต๊าฟฟ์ทุกคน’ นี่คือแชมป์ที่ยอดเยี่ยม ผมยังไม่รู้เรื่องอนาคตดีสักเท่าไหร่ ผมคิดว่ามันจะได้รับการตัดสินใจในอีก 2-3 วันข้างหน้านี้ เป้าหมายของผมในวันนี้ก็คือการคว้าแชมป์ นี่คือสิ่งเดียวที่ผมคิด’ ‘จริงๆ ผมก็ได้ตัดสินใจไปแล้วแหละ ผมพูดเอาไว้เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ตอนนี้มันก็ขึ้นอยู่กับสโมสร ทั้ง 2 ทีมเลย ผมทำได้แค่รออย่างเดียวซึ่งเราจะได้ทราบคำตอบนั้นก็อีกประมาณ 2-3 วัน’ ‘ผมคิดว่ามันคงเป็นการจากลา แต่ในโลกของฟุตบอลคุณไม่มีทางรู้ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้หรอก ความฝันของผมก็คือการได้เล่นในศึก พรีเมียร์ลีก และผมก็ทำให้มันเป็นจริงมาแล้วกว่า 7 ปีกับหนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก บางทีมันก็ถึงเวลาแล้วสำหรับความท้าทายครั้งใหม่’
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline