ขอคารวะ ! 5 เหตุผล สู่ปีทองของ หงส์แดง แชมป์ยุโรป 6 สมัย

ขอคารวะ ! 5 เหตุผล สู่ปีทองของ หงส์แดง แชมป์ยุโรป 6 สมัย

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับคู่ชิงชนะเลิศศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ผลปรากฎว่าเป็น ลิเวอร์พูล ที่สามารถคว้าแชมป์สมัยที่ 6 ของสโมสรไปครอบครองได้ หลังเอาชนะ สเปอร์ส ไปด้วยสกอร์ 2-0

ว่าแล้ววันนี้ทาง ขอบสนาม เราได้ทำการรวบรวม 5 เหตุผลที่ทำห้ ลิเวอร์พูล มีฤดูกาลที่ยอดเยี่ยม และสามารถคว้าดาวดวงที่ 6 มาครอบครองได้สำเร็จ จะมีอะไรบ้างไปติดตามกันได้เลย

1.) เจอร์เก้น สไตล์

นับตั้งแต่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งกุนซือ ลิเวอร์พูล เมื่อปี 2015 เจ้าตัวก็ค่อยๆ ปรับแต่งเปลี่ยนโฉมวิธีการเล่นของ “หงส์แดง” ทีละเล็กละน้อย ไล่ตั้งแต่นำระบบเพรสซิ่งมาติดตั้งให้กับลูกทีมวิ่งกดดันบีบคู่แข่งตั้งแต่แดนบน นำบอลกลับมาครอบครองให้ได้โดยเร็วที่สุด

รวมไปถึงการขึ้นเกมทางริมเส้นที่มีฟูลแบ็กจอมบุกและพลังปอดเหล็กอย่าง เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ และแอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ซึ่งจุดนี้ถือว่าเป็นทีเด็ดของ ลิเวอร์พูล ในซีวั่นนี้มากพอสมควรเพราะทั้งคู่ต่างแอสซิสต์ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ช่วยให้เพื่อนร่วมทีมจบสกอร์ได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น

ซึ่งทั้งสองวิธีเป็นการเล่นแบบสูตรสำเร็จง่ายๆ แต่ก็ยังไม่มีใครทีสามารถหยุดวิธีการเล่นแบบนี้ของลูกทีม เจอร์เก้น คล็อปป์ ได้เสียที

2.) เกมรับที่แข็งแกร่ง

ต้องยอมรับว่าฤดูกาลก่อนหน้านี้ปัญหาใหญ่ของ ลิเวอร์พูล คือตำแหน่งปราการหลัง กับผู้รักษาประตู เรียกได้ว่าแทบจะเป็นแนวรับยกแผงเลยก็ว่าได้ แต่แล้วเมื่อทีมมีการทุบคลังครั้งใหญ่ไปนำตัว เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ มาร่วมทัพเมื่อช่วงตลาดหน้าหนาวฤดูกาลที่แล้ว รวมไปถึงการคว้าตัว อลิสซอน เบ็คเกอร์ มาเฝ้าเสา ก็เหมือนเป็นการเสริมกำแพงเหล็กให้แน่นหนามากยิ่ง

และเมื่อสังเกตุมองลึกลงไปในซีซั่นนี้ไม่ว่าใครจะมาจับคู่กับ ฟาน ไดค์ ก็มักจะมีฟอร์มที่ยอดเยี่ยมตามไปด้วยไม่ว่าจะเป็น โจ โกเมซ, โจเอล มาติป หรือเดยัน ลอฟเรน

ซึ่งเมื่อนำไปบวกกับฟลูแบ็ก 2 ข้าง ที่ฟอร์กระฉูดแตกมากในฤดูกาลนี้อย่างเทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ และแอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน มันก็ยิ่งทำให้คู่แข่งเจาะเข้าไปทำประตูได้ยากมากขึ้นไปอีก ซึ่งมันสามารถตอกย้ำด้วยการเสียไปเพียง 22 ประตู จาก 8 นัดในพรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยที่สุดในลีก

3.) แนวรุกที่ยอดเยี่ยม

อย่างที่เราทราบกันดีว่า 3 ประสานในแนวรุกของ ลิเวอร์พูล ทั้ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และซาดิโอ มาเน่ ร้อนแรงและดุดันมาขนาดไหน โดยเฉพาะ มาเน่กับซาลาห์ ที่ต่างยิงในลีกไปมากถึง 22 ประตู ควงคว้าดาวซัลโวร่วมไปด้วยกัน

แต่นอกจากนั้นพวกเขายังมีขุมกำลังสำรองที่พร้อมจะลงมาช่วยทีมในสถานะการณ์ที่ยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็น แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ที่มักจะยิงประตูสำคัญๆ หรือว่าฮีโร่คนใหม่ของ เดอะ ค็อป อย่าง ดิว้อค โอริกี้ ที่สามารถฉวยโอกาสและทำประตูสำคัญได้อยู่บ่อยครั้งในฤดูกาลนี้ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือประตูที่พา ลิเวอร์พูล ก้าวมาสู่รอบชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีก ในฤดูกาลนี้

4.) ทีมของ คล็อปป์

เข้าสู่ฤดูกาลที่ 4 แล้วที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ มาเป็นนายใหญ่ในถิ่น แอนฟิลด์ ซึ่งเขาค่อยๆ ปรับเปลี่ยน เลือกซื้อนักเตะที่เขาต้องการใช้ และได้ใช้งานจริงเข้าสู่ทีมอย่างในอดีตไม่ว่าจะเป็น โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่,  เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ และอื่นๆ อีกหลายคนที่ย้ำว่า คล็อปป์ คือคนเลือกเองจริงๆ

หรือไม่ต้องมองไปไหนไกลกับเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาการนำเข้านักเตะอย่าง ฟาบินโญ่ หรือเซอร์ดาน ชากิรี่ แน่นอนว่าการนำแข้งทั้ง 2 มา มันไม่ได้การันตีใน 11 ผู้เล่นตัวจริง แต่ คล็อปป์ ใช้ประโยชน์จากม้านั่งสำรอง เป็นอะไหล่เกรดดีเยี่ยมที่พร้อมลงไปแล้วสร้างความแตกต่าง และมิติใหม่ๆ ในเกมได้

ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้นเจ้าตัวก็ค่อยๆ ปรับปรุงแต่งเติมให้รสชาติมันกลมกล่อมมากขึ้นเรื่อยๆ ตรงนี้ไม่ดีก็แก้ไข จนทำให้ “หงส์แดง” ตัวนี้ค่อยๆ สยายปีกบินสูงได้มากยิ่งขึ้น ไล่ตั้งแต่เข้าชิงชนะเลิศเข้าชิงยูโรปาลีก ตั้งแต่ปีแรกที่เข้ามาคุมบังเหียน ไล่จนมาถึงเกือบเอื้อมมือไปคว้าถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เมื่อฤดูกาลที่แล้ว

ก่อนที่ทุกอย่างมันจะลงตัวเอาในฤดูกาลนี้ ซึ่งตรงนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับ คล็อปป์ อย่างเต็มรูปแบบที่อดทน แต่งเติม และรอคอย ให้ทีมมันสมบูรณ์แบบได้อย่างปัจจุบัน

5.) ความกระหายในชัยชนะ

ต้องบอกว่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่พา ลิเวอร์พูล ประสบความสำเร็จในฤดูกาลนี้เลยก็ว่าได้ เพราะเราจะเห็นการลงเล่นในรูปแบบวิ่งไล่ฟัด นกหวีดยาวยังไม่ถูกเป่าออกมาก็พร้อมสู้กันจนถึงวินาทีสุดท้าย ซึ่งส่วนนึงต้องชื่นชมการปลุกเร้าอารมณ์ และกระตุ้นหัวใจของ คล็อปป์ ด้วยที่มักจะใช้พลังของตัวเองในการถ่ายมายังลูกทีม

และอีกสิ่งนึงที่ขาดไม่ได้เลยคือ กองเชียร์ ที่ยังคงหนุนหลังพวกเขาอยู่เสมอ ไม่เคยย่อท้อกับอะไรง่ายๆ อยู่เคียงข้างและให้กำลังใจนักเตะทั้งในและนอกสนาม ซึ่งความบ้าคลั่งตรงนี้มันเป็นกระกระตุ้นชั้นยอดในการขับเคลื่อนเครื่องจักรสีแดงตัวนี้ให้ไปได้ถึงฝั่งฝัน

RELATED NEWS