จาก “คิงส์คัพ” ถึง “ฟุตบอลโลก” เอาไงต่อ ?

จบแบบเจ็บๆจริงๆสำหรับผลงานของนักเตะทีมชาติไทยในฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์คัพ” ครั้งที่ 47 ที่รั้งบ๊วยด้วยการแพ้รวด 2 นัดและยิงประตูไม่ได้ !!!

ย้อนกลับไปตอนที่มีข่าวได้ กือราเซา อินเดีย และ เวียดนาม เป็นทีมเชิญมาร่วมแข่งขัน เชื่อว่าคงไม่มีใครคาดคิดว่า “ช้างศึก” จะจบด้วยการเป็นทีมอันดับสุดท้ายของทัวนาเมนต์

แต่สุดท้ายแล้ว “เจ้าภาพ” ดันอมบ๊วย !!!

อันดับแรกเลยต้องยกเครดิตให้กับทีมที่มาคว้าแชมป์ไปครองอย่าง “กือราเซา” ที่แม้จะไม่ใช่ทีมที่มีชื่อชั้นระดับ “ขายได้” แต่มาตรฐานการเล่นถือว่าสมราคาอันดับ 82 โลก

ขณะที่ “เวียดนาม” คว้าตำแหน่ง “รองแชมป์” กลับไปพร้อมยืนยันการเป็น “เบอร์ 1 อาเซียน” ในยุคนี้ทันที หลังเฉือนชนะไทยที่คาใจกันมานานไปได้สำเร็จ

ส่วน “อินเดีย” ที่ไทยหวังจะล้างแค้นที่เคยพ่ายมาใน “เอเชียนคัพ 2019” กลายเป็น “โดนย้ำแค้น” อีกครั้งแบบ “คาบ้าน” ส่งท้ายอีกต่างหาก

สำหรับผลงานของนักเตะไทยใน “คิงส์คัพ” ครั้งที่ 47 คงต้องว่ากันตรงๆ ว่า “น่าผิดหวัง” และ “เสียหาย” อย่างรุนแรง !!!

นักเตะไทยไปไม่ถึงตำแหน่งแชมป์อย่างที่หวัง แถมถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักในการทำทีม หลายคนผิดหวังตั้งแต่การเรียกตัวผู้เล่น จัดตัวผู้เล่น รวมถึงฟอร์มการเล่นในสนาม

ที่เสียหายคือการพ่ายต่อทีม “ดาวทอง” ทำให้นาทีนี้เวียดนามชนะไทยได้แล้วทุกชุด จากนี้ไปนักเตะสกุล “เหงียน” คงไม่มีอะไรต้องหวาดหวั่นหรือเกรงศักดิ์ศรีนักเตะไทยอีก

นอกเหนือจากนั้นความพ่ายแพ้แบบยิงใครไม่ได้ใน “คิงส์คัพ” อาจส่งผลต่อสภาพจิตใจ ความั่นใจของนักเตะไทยด้วย ยามใดที่ “ขาลง” ลงแล้วขึ้นลำบากทุกที !!!

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นยามฟุตบอลไทยแพ้หรือล้มเหลวไม่จำเป็นต้องตามล่าหา “แพะ” สิ่งที่เกิดขึ้นวงการฟุตบอลไทยต้องรับผิดชอบร่วมกันทั้งระบบ ตั้งแต่ “หัวยันหาง”

แน่นอนว่า “โค้ชโต่ย” ศิริศักดิ์​ ยอดญาติไทย ในฐานะหัวหน้าผู้ฝึกสอนโดนหนักหน่อย ชีวิตคนเป็นโค้ชโดยเฉพาะยุค “โซเชียล” แบบนี้มักเข้าสูตร “ดีเสมอตัว ชั่วปราชัย”

เมื่อต้นปีตอนที่เข้ามารับเผือกร้อนทำทีมต่อจาก มิโลวาน ราเยวัช ใน “เอเชียนคัพ 2019” จนกระทั่งไปอุ่นเครื่อง “ไชน่าคัพ 2019” ที่จีน “โค้ชโต่ย” ได้รับคำชมอื้อซ่าดุจ “เทวาดา” อยู่เลย

แต่พอ “คิงส์คัพ” พังไม่เป็นท่า กลายเป็นว่า “โค้ชโต่ย” โดนจวกหนักกว่าใครเพื่อน นี่ละโลกของฟุตบอล เมื่อวานอาจเป็น “ฮีโร่” แต่วันนี้หรือพรุ่งนี้สามารถเป็น “ผู้ร้าย” ได้ทันที

คนเป็นโค้ชต้องรับสภาพกับชะตากรรมตรงนี้อยู่แล้ว ยิ่งฟุตบอลแพ้พูดอะไรก็ผิด ไม่ต้องไปลงรายละเอียดเรื่องเรียกตัวหรือจัดตัวหรอก ทุกอย่างวัดกันที่ผลการแข่งขันล้วนๆ

โค้ชทุกคนมีมุมมองแตกต่างกัน การอยู่ใกล้ชิดกับทีมต้องเห็นอะไรมากกว่าคนวงนอก ดังนั้นทุกการตัดสินใจย่อมมีเหตุผล แต่ก็อย่างที่บอกว่าบทสรุปสุดท้ายวัดกันที่ผลการแข่งขัน

ไม่ว่าโค้ชจะทำทีมแบบไหน ตัดสินใจอย่างไร ถ้าผลออกมาชนะ คว้าแชมป์ ทุกอย่างจบ แต่ถ้าบอลแพ้ ล้มเหลว โค้ชต้องรับผิดชอบไป นี่คือ “วิถีฟุตบอล” ตามปกติสากลโลกอยู่แล้ว

แต่ใช่ว่าจะไปโทษที่โค้ชอย่างเดียว การบริหารจัดการถือเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน เพราะฟุตบอลไม่ได้สู้กันแค่ 90 นาทีในสนาม แต่สู้กันตั้งแต่เตรียมทีมนอกสนาม

เท่าที่เห็นและเป็นอยู่น่าเป็นห่วง “สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ” ไม่น้อยกับการบริหารจัดการทีมชาติไทยที่ไม่รู้ว่าจะเลิก “ลูบหน้าปะจมูก” เมื่อไร

สิ่งที่น่าสนใจคืออนาคตหลังจากนี้สมาคมฯ จะเอาอย่างไรต่อไป อีกแค่ไม่กี่เดือน “ฟุตบอลโลก 2022” รอบคัดเลือก โซนเอเชีย จะเริ่มต้นแข่งขันในเดือนกันยายน

สมาคมฯไม่มีความชัดเจนใดๆเลย ทั้งเรื่อง “ผู้อำนวยการเทคนิคทีมชาติไทย” ที่เคยเป็นข่าวจะสรรหาคนมีฝีมือระดับโลกมาดูแล แต่ไม่ยักมีความคืบหน้าสักนิด

เรื่องโค้ชทีมชาติไทยก็เสียเวลาไปมากกว่า 6 เดือนแล้วแบบยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจน สมาคมฯ เอาแต่ใช้วิธีให้ “โค้ชโต่ย” ขัดตาทัพทำมาเรื่อยๆ แต่ไม่เคยสรุปเด็ดขาดสักที

ใครหลายคนเคยเตือนสมาคมฯไปแล้วว่าเวลาเตรียมทีมสำหรับ “ฟุตบอลโลก 2022” ไม่มีแล้ว ฟุตบอล “คิงส์คัพ” คือทัวนาเมนต์สุดท้ายของ “ฟีฟ่าเดย์” ก่อนคัด “เวิลด์คัพ”

คนที่ทำทีมใน “คิงส์คัพ” ควรเป็นคนที่รับผิดชอบต่อไปใน “ฟุตบอลโลก 2022” เพราะระยะเวลากระชั้นชิดจึงควรเตรียมทีมต่อเนื่อง ไม่ใช่มาเริ่มนับ 1 กันใหม่

ทว่าเมื่อ “คิงส์คัพ” ล้มเหลวจึงเดาไม่ออกว่าจะยังไงต่อ แต่จะเอาอย่างไรต้องรีบตัดสินใจ ไม่งั้นสภาพตอนนี้อาจแค่ “เผาหลอก” แต่ “เผาจริง” คือ “ฟุตบอลโลก 2022” !!!

สมาคมฯยุคนี้ได้รับคำชมเรื่องการบริหารจัดการ รวมถึงสารพัดแผนงานเพื่ออนาคต แต่อย่าละเลยคำว่า “ปัจจุบัน” ด้วย โดยเฉพาะผลงานของทีมชาติไทยที่ถือเป็น “จุดขาย”  

หากทีมชาติไทยยังล้มเหลวบ่อยๆต่อให้บริหารจัดการดีเลิศหรูแค่ไหนก็อยู่ลำบาก ไม่ว่าจะหาเงินสิทธิประโยชน์ได้มากเท่าไรแต่ไร้ถ้วยประดับบนตู้โชว์ก็ไร้ความหมาย

 

“บับเบิ้ล”  

RELATED NEWS