มีรายงานหนาหูเกิดขึ้นมาว่า แกเร็ธ เบล ได้ตอบตกลงย้ายไปค้าแข้งในประเทศจีนแล้วกับ เจียงซู ซูหนิง พร้อมรับค่าเหนื่อย 1 ล้านปอนด์ต่อสัปดาห์

ล่าสุดสื่อต่างประเทศอย่าง 'เดอะ ซัน' ได้ทำการเปรียบเทียบวัฒนธรรมประเพณีและความเป็นอยู่ระหว่าง เมืองหนานจิง กับ กรุงมาดริด ว่ามันมีความแตกต่างกันอย่างไร ? และ แกเร็ธ เบล ต้องเจอกับอะไรบ้างถ้าเกิดย้ายทีม

ตีกอล์ฟ

นอกจากเป็นนักฟุตบอลอาชีพแล้ว ยามว่าของ แกเร็ธ เบล จะเรียกเขาว่าเป็นโปรกอล์ฟก็ได้เหมือนกัน เพราะพี่แกเป็นคนชื่นชอบการตีกอล์ฟมากๆ โดยในกรุงมาดริดก็มีสนามกอล์ฟดังๆ อยู่ไม่มาก และดูเหมือนสนามกอล์ฟที่ดังที่สุดในกรุงมาดริดน่าจะเป็น Centro Nacional de Golf ที่ถูกสร้างขึ้นในปี 2006 แต่ก็ถูกวิจารณ์มากมายเหมือนกันเรื่องไม่ได้มาตรฐาน แต่ถ้าเกิดไปอยู่ที่ หนานจิง สนามกอล์ฟ Nanjing Zhongshan International Golf Club ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสนามกอล์ฟที่ดีที่สุดในโลก และเคยใช้จัดการแข่งขัน Youth Olympic Summer 2014 และ National China Games 2005 มาแล้ว เรื่องมาตรฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกแน่นอนว่าครบครันสุดๆ

NIGHTLIFE

นักฟุตบอลโดยทั่วไปก็อาจมีมุมดาร์คๆ บ้างกับการไปเที่ยวผับบาร์กับเพื่อนๆ ไปหลีหญิงตามร้านชิลหรือที่อโคจรทั่วไป แต่สำหรับ แกเร็ธ เบล ชีวิตกลางคืนของเขาส่วนใหญ่คือการพาคุณภรรยา เอ็มม่า รีส-โจนส์ ไปดินเนอร์ตามร้านอาหารบรรยากาศดีๆ ชิลๆ แต่ส่วนใหญ่ที่ทั้งคู่ไปกันบ่อยก็คือร้าน El Filandon เป็นร้านอาหารที่อยู่ในระดับ Michelin Star ผ่านการการันตีมาแล้วว่าดีจริง ที่ หนานจิง ก็ไม่ได้มีแค่อาหารจีนอย่างเดียวเท่านั้น ถ้าเกิด แกเร็ธ เบล ต้องการพาคุณเมียไปเที่ยวสวีทใต้แสงเทียน ร้านบรรยากาศหรูๆ สวยๆ มันก็มีหลายร้านที่ขึ้นชื่อเหมือนกันไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารฝรั่งเศสที่ชื่อ L'Arome JGO ถึงแม้ราคาจะอยู่ในระดับที่แพง แต่นักเตะค่าเหนื่อยระดับพี่แกแล้วแค่นี้ไม่สะทกสะท้านหรอก ส่วนผับบาร์และร้านกาแฟต่างๆ ก็มีมากมายไม่ต่างจากที่ มาดริด

อาหารพื้นเมือง-ท้องถิ่น

เรื่องอาหารการกินสไตล์พื้นเมืงถ้าพูดถึงจุดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของ หนานจิง น่าจะเป็น เสี่ยวหลงเปา หลายคนอาจจะงงว่า เสี่ยวหลงเปา มันก็น่าจะเป็นอาหารของทุกที่ในประเทศจีนไม่ใช่เหรอ ? แต่ความพิเศษของที่ หนานจิง นั้นมันจะเป็น เสี่ยวหลงเปา แป้งบาง แต่น้ำเยอะ ไม่เหมือนกับที่อื่นที่แป้งมันจะหนาๆ หน่อย ส่วนอาหารพื้นเมืองท้องถิ่นของกรุงมาดริดขอบอกเลยว่าก็มีชื่อเสียงระดับโลกเหมือนกัน คนไทยเราอาจหากินได้ยากสักหน่อยไม่เหมือน เสี่ยวหลงเปา โดยชื่อของมันก็คือ Huevos rotos ส่วนประกอบของมันก็จะมีไข่ทอด, มันฝรั่ง และแฮมที่มาจากเนื้อสัตว์ จากนั้นก็สามารถปรุงเครื่องเทศได้ตามใจชอบ จริงๆ มันก็สามารถดัดแปลงได้หลายสูตร ว่ากันว่าอาหารประเภทนี้มีมานานรับ 100 ปีแล้ว ว่ากันว่ามันเป็นอาหารสำหรับคนไม่มีจะกินในสมัยก่อน เพราะมันมีราคาที่ถูกและทำเองโดยง่ายนั่นเอง

กำแพงเมืองโบราณ vs พระราชวังหลวง

สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ของเมือง ถ้าเป็นที่ หนานจิง ซึ่งขึ้นชื่ออยู่แล้วในเรื่องประวัติศาสตร์ก็คงตกยกให้ กำแพงโบราณเมืองหนานจิง ถูกออกแบบโดย จู หยวนจาง เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 1366 และใช้เวลาถึง 20 ปีถึงสร้างเสร็จ มีระยะทางความยาวถึง 35 กิโลเมตรเรียกได้ว่าเดินทั้งวันก็น่าจะไม่สิ้นสุดสักที นอกจากนี้ยังมีความสูงถึง 14-21 กิโลเมตรเลยทีเดียว ว่ากันว่า...อิฐแต่ละก้อนที่นำมาสร้างกำแพงจะสลักชื่อของแรงงานเอาไว้ ในกรณีอิฐก้อนใดเสียหาย จะได้ลงโทษได้ถูกคน และคือการปกครองที่เด็ดขาดของจูหยวนจาง นับเป็นสถานที่สวยเหมาะแก่การถ่ายรูปมากๆ ส่วนทาง พระราชวังหลวงในกรุงมาดริด ก็นับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับประวัติศาสตร์ของสเปนเช่นกัน เรื่องความรู้สึกแน่นอนว่ามันต่างจาก กำแพงโบราณเมืองหนานจิง แน่นอน แต่ก็สัมผัสได้ถึงความเก่าแก่และความเป็นมาต่างๆ ของเหล่ากษัตริย์และตำนานของประเทศ มีความสวยงามและเลิศหรูตามสถาปัตยกรรมต่างๆ ของสเปน นอกจากนี้ยังมีกลิ่นอายของสเปนอย่างครบถ้วนเลยอีกด้วย สำหรับ พระราชวังหลวงในกรุงมาดริด ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1735 มีขนาด 1,450,000ตารางฟุต และมีห้องทั้งหมด 3,418 หอง

สภาพอากาศ

การเล่นในยุโรปแน่นอนการเจอแสงแดดแผดเผามันเกิดขึ้นได้ยากมากจริงๆ โดยอูณหภูมิเฉลี่ยสูงี่สุดในกรุงมาดริดจะอยู่ที่ 28-31 องศาเซลเซียสถ้าเป็นช่วงซัมเมอร์ ส่วนในประเทศจีนจริงๆ ก็ไม่ต่างอะไรจากประเทศไทยเราเลยเพราะในช่วงหน้าร้อนจะมีอูณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 35-42 องศาเซลเซียส ถ้าเกิด เบล มีใจอยากเปลี่ยนผิวเป็นสีแทนก็ดูไม่ติดปัญหาอะไรกับการย้ายมาที่นี่

เรื่องของฟุตบอล

ความท้าทายเรื่องการแข่งขันเกมลูกหนังแน่นอนว่ามันอยู่คนละระดับเลย อย่าง ลา ลีกา ขึ้นชื่อว่าเป็นลีกชั้นนำของโลกและมีนักเตะดังๆ มากมายค้าแข้งอยู่ที่นั่น ถ้านับเฉพาะในกรุงมาดริด นอกจาก เรอัล มาดริด ก็ยังมี แอตเลติโก มาดริด ซึ่งเป็นทีมระดับชั้นนำอยู่ที่นั่นเหมือนกัน เมื่อไหร่ที่เจอกันก็เป็นต้องดุเดือดเลือดพล่านอยู่ตลอด ส่วนในประเทศจีนมองภาพรวมเลยก็แล้วกันคนส่วนใหญ่จะมองว่าเป็นเวทีแห่งการกอบโกยเงินทองเสียมากกว่า ไปเล่นฟุตบอลแบบเน้นเอ็นเตอร์เทนเท่านั้น
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline