4 นิสัยที่ อาร์เซน่อล ต้องเลิก หากอยากคัมแบ็กสู่พื้นที่ท็อปโฟร์

4 นิสัยที่ อาร์เซน่อล ต้องเลิก หากอยากคัมแบ็กสู่พื้นที่ท็อปโฟร์

ตลอด 90 นาที ในเกมที่ อาร์เซน่อล รอดออกจากถิ่้น “แตนอาละวาด” ด้วยการเก็บ 1 คะแนน ได้เห็นอะไรที่มันเป็นจุดอ่อนเพียบ เพราะเข้าขั้นที่ “ไอ้ปืนใหญ่” ขึ้นนำก่อน 2-0 แต่กลับมาโดนตีเสมอ 2-2 ชนิดที่โดนคู่แข่งไล่กระหน่ำยิงเกิน 30 ครั้ง มีบาดแผลให้พูดถึงมากมายเหลือเกิน

หลายๆอย่าง อาร์เซน่อล ทำผิดพลาดซ้ำซาก แต่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้มันดีขึ้น ฉะนั้นจะมาชำแหละจุดอ่อนให้เห็นว่า “ไอ้ปืนใหญ่” ควรต้องเลิกนิสัยแบบไหน ถ้าหากอยากกลับเข้ามาสู่พื้นที่ท็อปโฟร์ เพื่อทวงตั๋ว ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กลับคืนมา

1. เลิกนิสัยเริ่มต่อบอลในกรอบเขตโทษ

นับตั้งแต่ที่ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประกาศกฎใหม่มาใช้ในซีซั่นนี้ ด้วยการอนุญาตให้ผู้เล่นสามารถเข้าไปรับบอลจากลูกตั้งเตะเปิดเกมจากผู้รักษาประตูในกรอบเขตโทษได้แล้ว ซึ่งแบบเก่าต้องรออยู่นอกกรอบ 18 หลา พอกฎนี้เข้ามาปุ๊บ ลูกทีมของ อูไน เอเมรี่ ก็เอาใช้ปั๊บ

จะเห็นได้ว่าแผนนี้แม่งไม่เวิร์คเลยสำหรับ อาร์เซน่อล แผลมันเปิดให้เห็นตั้งแต่เกมเจอกับ ลิเวอร์พูล แล้ว รู้ๆทั้งรู้ว่า “หงส์แดง” เป็นทีมที่เล่นแบบ “เกเก้น เพรสซิ่ง” ไล่บีบไม่ให้หายใจ ก็ยังตะบี้ตะบันเล่นต่อบอลจากกรอบเขตโทษ โชคดีที่ครั้งนั้นถึงแม้ว่าจะผิดพลาด แต่ไม่ถึงขั้นเสียประตู

อย่างไรก็ตาม อาร์เซน่อล เข้าข่ายสุภาษิตไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา พวกเขายังคงเลือกใช้แผนให้นักเตะเข้าไปรับบอลในกรอบเขตโทษจากลูกตั้งเตะ ในเกมเจอกับ วัตฟอร์ด ทั้งๆที่โดนเพรสซิ่งตลอด และ สุดท้ายก็ทำพลาดจนได้ จ่ายไปติดคู่แข่งดื้อๆ เป็นที่มาของการเสียประตู และ ส่งผลให้ร้ายแรงถึงขั้นทำได้เพียงเสมอกับ วัตฟอร์ด 2-2 เป็นความผิดพลาดที่ด่าว่า “เล่นโง่ๆ” คงไม่ร้ายแรงหรอกครับ เพราะบทเรียนมีแล้ว ฉะนั้นถ้าไม่อยากเสียง่ายๆ เลิกเซ็ตบอลจากกรอบเขตโทษได้แล้ว

2. ดาวิด ลุยซ์ ต้องเลิกโฉ่งฉ่าง

หลังจากที่ อาร์เซน่อล ต้องเสีย โลร็องต์ กอสเซียลนี่ ปราการหลังกัปตันทีมไป พวกเขาก็ต้องการได้ตัวแทนที่มันมีประสบการณ์บนเวทีลูกหนังแบบเท่าเทียมกัน เลยตัดสินใจไปคว้าตัว ดาวิด ลุยซ์ มาจาก เชลซี ด้วยราคาไม่ได้แพงอะไรประมาณ 8 ล้านปอนด์ หากแลกกับความสำเร็จที่แข้งรายนี้ผ่านมาโชกโชน

ด้วยอายุเข้าสู่วัย 32 ปี ดาวิด ลุยซ์ สามารถนำความเก๋ามาช่วยแผงแนวรับ อาร์เซน่อล ได้หลายต่อหลายจังหวะ โดยเฉพาะเรื่องการป้องกันลูกกลางอากาศ แต่ไม่มีใครสมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ หรอกครับ และ บางครั้งนิสัยแย่ๆมันก็ตัดทิ้งออกจากชีวิตของเราไม่ได้ด้วย อย่างเช่น ความโฉ่งฉ่างของ ดาวิด ลุยซ์

ดาวิด ลุยซ์ เริ่มเปิดเผยจุดอ่อนที่แท้จริงของตัวเองให้เห็นเด่นชัดเรื่อยๆ เห็นได้จากช็อตที่ไปดึงเสื้อ โม ซาลาห์ กองหน้า ลิเวอร์พูล ดื้อๆ ประทานโทษช็อตนั้น ไม่มีเหลี่ยมอะไรเลย ดึงกันดื้อๆ เสียจุดโทษซิครับ อีกทั้งยังเข้าบอลพรวดพราดจนโดน ซาลาห์ เผาเครื่องไปอีกช็อต กระทั่้งมาแมตช์เสมอกับ วัตฟอร์ด 2-2 ปราการหลังชาวแซมบ้า ก็มาทำเสียจุดโทษง่ายๆอีก เนื่องจากใช้เข่าไปดักคู่แข่ง เท่ากับลงเล่นให้ “ไอ้ปืนใหญ่” 4 นัด ทำเสียจุดโทษไปแล้ว 2 ครั้ง

แต่เอาจริงๆไม่ใช่ ดาวิด ลุยซ์ หรอกนะครับ บรรดามิดฟิลด์อย่าง กรานิต ชาก้า ก็มีลูกเหวอๆเพียบ เข้าสกัดไม่เน้นบอล แต่เน้นคน ส่วน มาเตโอ เก็นดูซี่ ก็ชอบส่งบอลขวางสนามจนเกือบเสียประตูหลายๆครั้งแล้ว ถ้าลดความผิดพลาดเหล่านี้ จะทำให้ อาร์เซน่อล เสียประตูยากมากขึ้น

3. อยากชนะต้องช่วยกันเพรสซิ่ง

จริงอยู่ที่ อาร์เซน่อล มีตัวรุกมากมาย และ ชื่อดังติดท็อปยุโรป เรียกว่าไม่น้อยหน้าสโมสรไหนๆ ไม่ว่าจะเป็น เมซุต โอซิล เจ้าพ่อแอสซิสต์, นิโคลัส เปเป้ แนวรุกจอมเทคนิคที่เป็นค่าตัวสถิติสโมสร รวมถึง 2 ยอดดาวยิงอย่าง ปิแอร์-เอเมริค โอบาเมยอง กับ อเลซ็องดร์ ลากาแซ็ตต์ จนทุกคนพร้อมมอบฉายาให้ว่า “กองหน้าเวิลด์คลาส กองหลังเวิลด์แก๊ส”

อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์เจาะลึกกันอย่างถี่ถ้วน แผงแนวรุกของ อาร์เซน่อล ในเกมเจอกับ วัตฟอร์ด ก็มีสิ่งที่ต้องแก้ไขกันเยอะ เรื่องจบสกอร์ไม่ห่วง เพราะโอกาสไม่เยอะแต่สามารถกระซวกคู่แข่งได้ แต่จุดน่าห่วงคือเรื่องการ “เพรสซิ่ง”

จากเกมเสมอ วัตฟอร์ด 2-2 อยากจะเอายาดมไปให้กับ โอบาเมยอง นั่งสูดหายใจสัก 3-4 ฟอด เพราะดูเหมือนจะมีเขาคนเดียวที่คอยวิ่งไล่กวดคู่แข่งจากแดนหน้า ส่วนที่เหลืองเหมือนยืนประคองเท่านั้น ส่งผลให้ วัตฟอร์ด สามารถเซ็ตบอลจากหลังสู่แดนกลาง จากกลางสู่หน้า ได้อย่างไม่ต้องดิ้นรน เพราะไม่มีอะไรมาทำให้กดดัน

ไม่ได้อยากจะเปรียบเทียบ แต่อยากให้ดู ลิเวอร์พูล กับ แมนฯ ซิตี้ ที่พวกเขาให้กองหน้าไล่กดดัน เพื่อแย่งบอลกลับมาให้เร็วที่สุด แต่กับ อาร์เซน่อล แทบไม่ได้เห็นอย่างนั้นเลย โดยเฉพาะครึ่งหลังที่ปล่อยให้ทีมบ๊วยอย่าง วัตฟอร์ด เดินหน้าบุกเป็นพายุอยู่ฝ่ายเดียว บอกเลยว่าถ้ากองหน้ายังไม่ช่วยกันเพรสซิ่ง และ ปล่อยให้คู่แข่งตั้งเกมกันได้สบายๆ “ไอ้ปืนใหญ่” กระบอกนี้ ลำบากแน่นอน

4. ระบบการเล่นต้องชัดเจน

จากแมตช์ที่ อาร์เซน่อล ปิดเกมไม่ลง นำ วัตฟอร์ด 2 ลูก แต่กลับโดนตามตีเสมอ 2-2 สายตาเริ่มไปเห็นแฟนบอล “ไอ้ปืนใหญ่” ไม่พอใจการทำทีมของ อูไน เอเมรี่ กันแล้ว โดยเฉพาะการเปลี่ยนตัวผู้เล่น ที่ไม่ได้ส่งผลดีต่อทีมเท่าไหร่นัก

ที่ลึกไปกว่านั้นคือตลอด 5 เกมที่ผ่านมา อูไน เอเมรี่ ยังไม่มีระบบการเล่นที่ชัดเจนให้เห็นเลย เขาลองหมุนเวียนไปเรื่อย ทั้งแผน 4-2-3-1, 4-3-1-2 และ 4-3-3 เอาจริงๆ เป็นนักเตะก็มึนหัวได้เหมือนกัน ว่า “กูต้องไปเล่นตำแหน่งตรงไหนว่ะ?” และ มันก็ไม่มีการการันตีใดๆทั้งสิ้นด้วยซ้ำว่าสัปดาห์หน้า “กูจะได้เล่น”

บางแมตช์ก็เอา โอบาเมยอง ไปเล่นตำแหน่งปีก บางแมตช์ก็ขยับมาเล่นเป็นกองหน้าตัวเป้า มันไม่มีอะไรแน่นอนเลย ฉะนั้นถ้าคุณเป็นโค้ชต้องมีแผนที่มันมั่นใจว่าจะเวิร์คกับ อาร์เซน่อล ไม่ใช่หมุนเวียนไปเรื่อยแบบนี้ เพราะการแข่งขันบนเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ไม่มีเวลาให้หายใจ ผิดพลาดเพียงแค่ 1 นัด ตำแหน่งคุณอาจเปลี่ยนไปเลยก็ได้

RELATED NEWS