“ภิญโญ” ไม่หวั่น “สมยศ”ล็อค 44 เสียงในมือค้ำเก้าอี้นายกส.ฟุตบอล

24 ม.ค. 2020

“ภิญโญ” ไม่หวั่น “สมยศ”ล็อค 44 เสียงในมือค้ำเก้าอี้นายกส.ฟุตบอล

อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ  ผู้ท้าชิงในตำแหน่งนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยจาก พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เปิดใจกับ “เนชั่นทีวี”  ไม่รู้สึกกดดัน ที่เจ้าของเก้าอี้ปัจจุบัน  การันตี ถึงการมีเสียงอยู่ในมือขั้นต่ำ 44 เสียง จาก 69  เสียง   โดยมั่นใจว่า  ก่อนถึงวันเลือกตั้ง ยังมีโอกาสโน้มน้าว ให้เสียงเทกลับมาสนับสนุน

 “ผมไม่ได้กลัวนะกับจำนวนเสียง ที่ฝั่งท่านสมยศ  ( พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อ้างถึงว่า มี 44 เสียงในมือ  จากจำนวนสโมสรสมาชิก ที่มีสิทธิออกเสียง 69  เสียง ยังเชื่อว่าก่อนจะถึง 12 กุมภาพันธ์ ที่เป็นวันเลือกตั้ง มีเวลา เพียงพอ ที่จะทำความเข้าใจ กับสโมสรสมาชิก หรือผู้มีสิทธิออกเสียง  ถึงเหตุผลที่ต้องการเข้ามาทำหน้าที่พัฒนาวงการฟุตบอล  ผ่านบทบาทของนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศ ส่วนประเด็นที่จะกลายมาเป็นเป้าแห่งการสาดโคลน เมื่อมาสมัครชิงตำแหน่งนี้  ผมเฉยๆนะ เพราะไม่ได้มีบาดแผลอะไร ให้สาดโคลน มีเหตุผลเดียว ที่กลับเข้ามาสู่วงการฟุตบอล คือ  ต้องการพัฒนาฟุตบอลไทย ให้ก้าวไปข้างหน้า และการทำหน้าที่ส.ส.ของผมในขณะนี้ จะไม่กระทบต่อ บทบาทนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯหากได้รับเลือก  ในทางตรงกันข้าม  กลับเอื้อซึ่งกันและกันมากกว่า และในทางปฏิบัติ ก็ไม่ได้มีข้อห้ามว่า ส.ส.  ห้ามมาลงสมัครรับเลือกตั้งสมาคมกีฬา “ ภิญโญ  นิโรจน์  ส.ส.นครสวรรค์  พรรคพลังประชารัฐ   กล่าวในการให้สัมภาษณ์  กับ “เนชั่น ทีวี” หลังการแถลงข่าว  เปิดตัวอย่างเป็นทางการในการลงสมัครรับเลือกตั้ง   ชิงตำแหน่ง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ที่โรงแรมโกลเด้นทิวลิปซอฟเฟอริน  พระราม 9 กรุงเทพฯ

 ในการแถลงข่าว ของอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ และเจ้าของเก้าอี้ส.ส.นครสวรรค์ 7  สมัย  เขา  ระบุว่า  ในนโยบายที่จะเข้ามาพัฒนาฟุตบอลไทย  หากได้รับโอกาส  ก็คือ  ต้องผลักดันให้ฟุตบอลทีมชาติไทย กลับไปประสบความสำเร็จ  ด้วยการเป็นแชมป์ซีเกมส์     ขณะที่เอเชี่ยนเกมส์  ต้องไปให้ถึงรอบ 4 ทีม  สุดท้าย       ด้านฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย ก็เช่นเดียวกัน  ต้อง  สนับสนุนให้ฟุตบอลหญิงได้รับการพัฒนา ลีกอาชีพของฟุตบอลหญิงที่ขาดช่วงไป ต้องรื้อฟื้น เพื่อเป็นช่องทางในการพัฒนาผู้เล่นเข้าสู่ทีมชาติไทยต่อไป  ด้านลีกอาชีพ  เห็นว่าจำนวน 16 ทีม ในไทยลีก  ไม่สอดคล้อง  ต้องเพิ่มเป็น 18   ทีม เพื่อเพิ่มจำนวนแมตช์การแข่งขัน  ให้สอดคล้องกับการถ่ายทอดสด ซึ่งจะทำให้แต่ละทีม ในไทยลีก ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนมากยิ่งขึ้น จากลิขสิทธิการถ่ายทอดสด  เช่นเดียวกับเงินรางวัล ทีมชนะเลิศไทยลีก จากปัจจุบัน  10 ล้านบาท  ก็ต้องเพิ่มเงินรางวัลให้สูงขึ้น  เพราะหากเทียบกับมูลค่าการลงทุนของทีมในลีกสูงสุด ปัจจุบันนี้ จะเห็นว่าแต่ละทีม มีการลงทุนที่สูง ในหลัก 50 ล้านบาท ขึ้นไป   การซบเซาฟุตบอลในลีกอาชีพ  ต้องเข้าไปแก้ไข เพื่อสร้างบรรยากาศของความคึกคักให้กลับคืนมา

RELATED NEWS