Black live matters กับโลกฟุตบอล : แคมเปญที่ดี หรือทำไปตามกระแสสังคม ? 15 มี.ค. 2564 | 12:24 น. 0 Black live matters คือแคมเปญใหญ่ที่โลกของเรากำลังรณรงค์ให้มนุษยทุกคนบนโลกใบนี้เลิกการเหยียดสีผิว และมองทุกลมหายใจมีสถานภาพที่เท่าเทียมกันไม่แบ่งแยกว่ามึงคือคนดำ หรือกูคือคนผิวขาว
แคมเปญนี้เริ่มมีคนหันมาสนใจมากยิ่งขึ้นจากกรณีที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อชายผิวดำอย่าง จอร์จ ฟลอยด์ ต้องมาเสียชีวิตจากการกระทำของตำรวจ
ประเด็นนี้เกิดขึ้นช่วงราวเดือนพฤษภาคม 2020 โดยได้มีพนักงานร้านโชห่วยแห่งหนึ่งได้โทรไปแจ้งความว่า ฟลอยด์ พยายามที่จะซื้อของที่ร้านของเขาด้วยแบงค์ราคา 20 ดอลลาร์ปลอม
ซึ่งเมื่อตำรวจเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ พวกเขาทั้ง 4 คนมาถึงก็ได้ผลักให้ ฟลอยด์ นั้นนอนคว่ำกับพื้นก่อนที่จะมีนายตำรวจร่างใหญ่คนหนึ่งใช้เข่ากดลงบนคอของเขา พร้อมทิ้งน้ำหนักอย่างเต็มแรง จากนั้น ฟลอยด์ ก็ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล แต่ทว่าทุกอย่างได้สายไปเสียแล้วเขาได้เสียชีวิตลง ตั้งแต่ก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยซ้ำ
และสิ่งที่ทำให้ประชาชนโลกหันมาสนใจกับประเด็นนี้คือสิ่งที่ชายผิวดำถูกกระทำ และตอนที่เขาถูกนายตำรวจกดลงบนพื้นเขาไม่ได้มีท่าทีในการขัดขืนการจับกุมแต่อย่างใด ซึ่งกระแสสังคมก็เลยลงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่านี่คือการกระทำที่เกินกว่าเหตุ เพราะด้วยผู้ต้องสงสัยเป็นเพียงชายผิวดำ เลยมีการจัดการที่รุนแรงเกินกว่าที่มนุษย์คนนึงพึ่งจะโดนทำร้าย
ซึ่งนั้นเลยทำให้เกิดข้อความเรียกร้องความยุติธรรมต่างๆ ให้กับ จอร์จ ฟลอยด์ พร้อมกับกระแสในโซเชียลที่ติดแฮชแท็กกันว่า “#JusticeForGeorge” ไม่เว้นแม้กระทั่งนักฟุตบอลชื่อดังที่ออกมาแสดงเสรีภาพของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็น คีเลียน เอ็มบัปเป้, จาดอน ซานโช่, เวสตัน แม็คเคนนี่ หรือ มาร์คัส ตูราม
จากนั้นโลกลูกหนังก็ได้นำแคมเปญ Black live matters เข้ามา โดยเฉพาะในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่ช่วงท้ายฤดูกาล 2019-20 ได้มีการปรับเปลี่ยนให้ทุกสโมสรสกรีนข้อความดังกล่าวแทนที่ชื่อของนักเตะบริเวณด้านหลังเสื้อ และก่อนลงสนามแข่งขันในทุกเกมจะมีช่วงเวลาที่แสดงสัญลักษณ์ต่อต้านการเหยียดสีผิวด้วยการคุกเข่า
ซึ่งเรื่องนี้ทางพรีเมียร์ลีกได้ออกมาแถลงถึงเหตุผลที่นำแคมเปญนี้มาใช้ว่า "พวกเราในฐานะผู้เล่นขอยืนหยัดในเป้าหมายเดียวกันในการกำจัดการเหยียดเชื้อชาติ"
ซึ่งนับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ถามว่าการรณรงค์ทั้งหมดมันได้ผลจริงไหม ?
ก็คงต้องเรียนกันตามตรงว่าการเหยียดสีผิว หรือเชื้อชาติไม่ได้น้อยลงเลย หนำซ้ำดูเหมือนพวกเดนมนุษย์เหล่านั้นก็ไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวหรือคิดอะไรได้มากขึ้นเลย ยกตัวอย่างในเคสที่ อั๊กเซล ตวนเตเบ้ หรือ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล 2 แข้งของ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่โดนกับตัวในวันที่ทำผลงานได้ไม่เป็นที่อย่างที่คาดหวัง จนถึงขนาดที่ตัดต่อภาพหัวของลิงมาใส่ในแทนที่ของหน้าดาวยิงชาวฝรั่งเศส หรือ รีซ เจมส์ ดาวรุ่งของ เชลซี ที่ล่าสุดถึงขั้นต้องปิดอินสตราแกรมส่วนตัว เพราะโดนพวกสวะสังคมตามมาด่าเกี่ยวกับสีผิว และเชื้อชาติของเขา
จริงอยู่ว่าเคสเหล่านั้นในฐานะแฟนบอลคุณสามารถวิจารณ์ฟอร์ม หรือผลงานได้อย่างเต็มที่ แต่มันควรอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม เพราะยังไงเสียบุคคลเหล่านั้นก็เป็นมนุษย์ที่เกิดมาเหมือนกับคุณ ไม่ได้แตกต่าง หรือคุณก็ไม่ได้วิเศษอะไรต่างไปจากเขาเลยสักนิดเดียว
ฉะนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ วิลฟรีด ซาฮา ดาวเตะของ คริสตัล พาเลซ จะกล้าแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าต่อจากนี้เขาจะไม่ยอมคุกเข่าเพื่อแสดงสัญลักษณ์อะไรเหล่านั้นอีกแล้ว เพราะเจ้าตัวคิดว่ามันไม่ได้เป็นการสร้างประโยชน์อะไรเลย
"การตัดสินใจของผมหลายคนน่าจะรู้กันก่อนหน้านี้แล้วที่ผมเคยประกาศผ่านสาธารณเมื่อประมาณ 2-3 สัปดาห์ก่อน ว่าผมจะไม่ทำมันอีก มันไม่ใช่เรื่องถูก หรือผิด แต่ส่วนตัวผมมองว่าการคุกเข่ากลายเป็นส่วนหนึ่งก่อนการแข่งขันเพียงเท่านั้นเอง"
"ซึ่งผมมองว่ามันไม่มีสำคัญ ไม่ว่าเราจะคุกเข่าหรือยืนขึ้น ตราบใดที่ยังมีการละเมิดเกี่ยวกับเรื่องการเหยียดสีผิวต่อไปเหมือนเดิม ผมยังเคารพเพื่อนร่วมทีม และผู้เล่นของสโมสรอื่นๆ อย่างเต็มที่เหมือนเดิม"
"ผมคิดว่าสังคมทั้งหมดควรส่งเสริมเรื่องเหล่านี้ตั้งแต่ระดับการศึกษาในโรงเรียน และในโลกโซเชียล เรื่องนี้มันควรถูกทำมาทำกันอย่างจริงจัง และเข้มงวดกับผู้ที่ล่วงละเมิด ไม่ใช่แค่กับนักฟุตบอลอย่างทุกวันนี้"
ซึ่งถ้าเรามาพิจารณาคำพูดของ ซาฮา และมองกลับไปที่แคมเปญการคุมเข่านั้น มันแทบจะเป็นข้อเท็จจริงทุกประการ เพราะต่อให้คุณจะคุกเข่าต่อไปอีกหลายสิบปี คุกกันจนเข่าของคุณด้านไปข้างนึง แต่สังคมของโลกใบนี้ หรือเรื่องการศึกษาไม่ได้มีการรณรงค์ หรือให้ความรู้ ความเข้าใจที่มันถูกต้อง และจริงจังมากพอมันก็ไร้ซึ่งประโยชน์ที่จะมาทำในรูปแบบนี้
แน่นอนแคมเปญ Black live matters มันก็พอจะมีมุมดีๆ ให้พูดถึงอย่างน้อยมันก็เป็นการแสดงสัญลักษณ์ออกมาให้ชาวโลกได้รับรู้ และยิ่งกับฟุตบอลพรีเมียร์ลีกมันคือกระบอกเสียงที่ถ่ายทอดไปทั่วโลก เลยทำให้มีน้ำหนักมาพอสมควรในการใช้สัญลักษณ์นี้ในการสื่อสารให้คนทั่วไปได้รับ
แต่สุดท้ายมันก็ต้องย้อนกลับไปถาม และครุ่นคิดกันให้ดีว่าสิ่งที่พวกเขาทำอยู่ในทุกวันนี้มันสร้างอิมแพ็คได้มากขนาดไหน และมีความตั้งใจจะรณรงค์กันมากเพียงใด เพราะถ้ายังปล่อยให้เป็นเพียงประเพณีก่อนแข่งแบบนี้ต่อไป มันก็ไม่ต่างอะไรกับการคุกเข่าธรรมดาทั่วไปก่อนเกมการแข่งเท่านั้น
- เปา ขอบสนาม -