อันโตนิโอ คอนเต้ กลายเป็นแคนดิเดตหมายเลข 1 ในการเข้ามากุนซือคนใหม่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในกรณีที่ทางบอร์ดบริหารของทัพ "ปีศาจแดง" มีการสั่งปลด โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ออกจากเก้าอี้อันทรงเกียรติ
ซึ่งที่ผ่านมา คอนเต้ ก็พิสูจน์ตัวเองมาแล้วว่าเขาคือหนึ่งในกุนซือที่มีความหลักแหลม และแท็คติกที่ยอดเยี่ยมจนพาทีมพุ่งชนความสำเร็จมาแล้วอย่างมากมาย ด้วยแนวทาง และสไตล์ฟุตบอลของตัวเอง แม้อาจจะมีถูกวิจารณ์ไปบ้าง แต่นั่นไม่ใช่สาระสำคัญเพราะสุดท้ายเขาก็สามารถพาทีมคว้าโทรฟี่แชมป์มาครองได้สำเร็จ ว่าแล้ววันนี้ ขอบสนาม ของเราจะพาไปย้อนดูไทม์ไลน์ชีวิตกุนซือของ คอนเต้ กันหน่อยว่าเขาต้องฝ่าฟันอะไรมาบ้างกว่าจะก้าวขึ้นมายืนอยู่ในจุดนี้จุดเริ่มต้น
ย้อนกลับไปสมัยที่ อันโตนิโอ คอนเต้ ยังคงเป็นนักเตะเขาคือนักเตะระดับตำนานของ ยูเวนตุส ที่ค้าแข้งกับทีมยาวนานกว่า 13 ปี ก่อนประกาศแขวนสตั๊ดเมื่อปี 2004 หลังจากนั้นเจ้าตัวก็เริ่มศึกษาศาสตร์ลูกหนังมากขึ้นได้มีโอกาสไปเป็นผู้ช่วยโค้ชอยู่ที่ เซียน่า ก่อนที่ในช่วงปี 2006 เขาจะเริ่มเทิร์นโปรเดินเส้นทางสายกุนซือ ซึ่งสโมสรแรกที่ คอนเต้ จรดปากกาเข้าทำงานด้วยนั้นก็คือ อาเรซโซ่ ทีมในศึกกัลโช่ เซเรีย บี ในขณะนั้น ซึ่งในช่วงแรกก็ต้องยอมรับว่าถ้าพูดกันในเรื่องของสถิติตัวเลข คอนเต้ กับ อาเรซโซ่ อาจไม่สวยงามเท่าไหร่นัก คุมทีมทั้งหมด 27 นัด คว้าชัยชนะมาได้เพียง 11 เกม และเป็นพ่ายเพลี่ยงพล้ำไปถึง 8 ครั้ง ด้วยกัน ก่อนที่หลังจากนั้นไม่นานเขาจะโยกไปคุมทัพ บารี่ ได้อยู่ราวๆ 2 ปี พร้อมพาทีมคว้าแชมป์ เซเรีย บี เมื่อฤดูกาล 2008-09 พร้อมพาทีมเลื่อนชั้นได้สำเร็จ จากนั้นเจ้าตัวก็ย้ายไปคุมทัพ อตาลันต้า อยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่ช่วงเดือนพฤษภาคม 2010 เจ้าตัวจะหวนกลับไปทำงานร่วมกับ เซียน่า อีกครั้ง แต่ทว่าคราวนี้ไปในฐานะของกุนซือ คุมทีมได้อยู่ราวๆ 1 ปี ซึ่งถือว่ามีผลงานที่ยอดเยี่ยมพาทีมจบอันดับที่ 2 กรุยทางคว้าตั๋วขึ้นมาเล่นยังลีกสูงสุด แต่ทว่าเขาก็ไม่ได้อยู่สานต่องานของตัวเอง เพราะมีโอกาสครั้งสำคัญที่ยื่นเข้ามา และมันยากนักที่ตัวเขาจะตอบปฏิเสธไป
สร้างความยิ่งใหญ่กับ ยูเวนตุส
อย่างที่กล่าวไปว่า คอนเต้ คือนักเตะเบอร์ต้นๆ ของ ยูเวนตุส เพราะช่วงเวลาที่ค้าแข้งกับทีมอย่างยาวนาน และความสำเร็จมากมายที่เขาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีม ซึ่งในช่วงเวลา ณ ตอนนั้นสิ่งที่ต้องยอมรับคือทัพ "ม้าลาย" กำลังอยู่ในช่วงขาลงผลงานไม่ดีนัก ซีซั่น 2010-11 ก่อนพวกเขาจบเพียงอันดับ 7 ของศึกกัลโซ่ เซเรีย อา เท่านั้น แม้ตอนนั้นชื่อชั้นของ คอนเต้ ในสายงานกุนซืออาจจะยังไม่ได้โดดเด่นอะไรมากนัก เพราะยังไม่เคยได้โอกาสจับงานคุมทีมใหญ่เลยสักครั้งเดียว แต่ทว่าด้วยเลือดเนื้อเชื้อไขของทีม ยูเวนตุส เลยจัดการดึงตัวเขามานั่งแท่นกุนซือของทีม หวังใช้ความบ้าคลั่ง และความเข้าใจในตัวสโมสรของ คอนเต้ ในการปลุกให้ทีมกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ซึ่งจะว่าไปนี่คือการเดินหมาก และตัดสินใจที่ถูกต้องเป็นอย่างยิ่งของบอร์ดบริหาร ยูเวนตุส เพียงฤดูกาลแรกที่ คอนเต้ เข้ามาทำหน้าที่ก็สามารถเสกแชมป์ให้กับทัพ "ม้าลาย" ได้ในทันทีด้วยการเข้าป้ายซิวแชมป์เซเรีย อา มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ พ่วงด้วยสถิติไร้พ่ายทั้งฤดูกาลแบ่งเป็นชนะ 23 และ เสมอ 15 นัด นอกจากนั้นช่วงเวลา 3 ฤดูกาลของ คอนเต้ กับ ยูเวนตุส ต้องบอกว่าสวยงามเอามากๆ คว้าแชมป์คว้าแชมป์เซเรีย อา ติดต่อกัน 3 สมัย และที่พีคขั้นสุดคือซีซั่น 2013-14 นายใหญ่ผู้นี้เสกให้ทัพ "ม้าลาย" กวาดแต้มไปได้มากถึง 102 คะแนน ซึ่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร ทั้งนี้นอกจากแชมป์ลีกที่นำมาเชยชมถึง 3 สมัยซ้อน คอนเต้ ยังพาทีมคว้าแชมป์ อิตาลี ซูเปอร์คัพ อีก 2 สมัย ก่อนที่จะประกาศแยกทาง เพื่อออกไปทำตามอีกหนึ่งความฝันอันสูงสุดในอาชีพการเป็นกุนซือนายใหญ่ทัพ "อัซซูรี่"
ภายหลังแจ้งเกิดอย่างเต็มด้วยพร้อมสถาปนาตัวเองเป็นกุนซือเบอร์ต้นของวงการฟุตบอลเมืองมะกะโรนี ว่าแล้ว คอนเต้ ก็ได้โอกาสสัมผัสงานใหญ่อีกครั้งด้วยการถูกแต่งตั้งเป็นกุนซือทีมชาติอิตาลีในช่วงปี 2014 ซึ่งภารกิจสำคัญของเขาคือพาทีมลงเล่นรอบคัดเลือกศึกยูโร 2016 ซึ่งบททดสอบแรกเขาพาทีมเดินหน้าด้วยผลงานสุดร้อนแรงเก็บคะแนนไปได้มากถึง 24 แต้ม จากการลงเล่น 10 นัด เรียกได้ว่าไร้พ่ายในรอบคัดเลือกคว้าตั๋วลุยรอบสุดท้ายได้อย่างสมศักดิ์ศรีทีมใหญ่ ว่าแล้วเมื่อรอบสุดท้ายมาถึงงานของอิตาลีอาจจะไม่ได้ยากเย็นนักเพราะ 2 เกมแรก คอนเต้ พาทีมเก็บ 6 คะแนนเต็มด้วยการเอาชนะ เบลเยี่ยม 2-0 และ สวีเดน 1-0 แต่ทว่าผ้าป่าดันมาคว่ำเอาในเกมสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มเมื่อพวกเขาพลาดท่าแพ้ ไอร์แลนด์ แบบเหลือเชื่อด้วยสกอร์ 0-1 แต่อย่างไรก็ตามทัพ "อัซซูรี่" ยังคงคว้าตั๋วเข้ารอบต่อไปในฐานะอันดับ 1 ของกลุ่ม เข้าไปพบกับทีมชาติสเปน โดยในรอบน็อกเอาท์ด่านแรก อิตาลี ผ่านทัพ "กระทิงดุ" ไปได้แบบสวยงามด้วยการเอาชนะ 2-0 จากประตูของ จอร์โจ้ คิเอลลินี่ และ กราเซียโน่ เปเล่ ฝ่าด่านไปพบกับเยอรมันซึ่งถือว่าสู้กันได้อย่างสนุกจนจบ 120 นาทีเสมอกันที่ 1-1 ต้องดวลจุดโทษก่อนเป็นทัพจากเมืองเบียร์ที่แม่นกว่าเอาชนะไปได้ 6-5 ส่วนหลังจบทัวร์นาเมนต์ คอนเต้ กับ อิตาลี ก็ต้องถึงคราวแยกทางกัน ตัวของนายใหญ่ก็เดินออกไปหาเส้นทางใหม่ๆ ของตัวเอง ส่วนทัพ "อัซซูรี่" ก็ไปดึงตัว จาน ปิเอโร่ เวนตูร่า เข้ามารับตำแหน่งแทน
สู่ความท้าทาย ณ ดินแดนผู้ดี
หลังแยกทางกับทีมชาติอิตาลี เนื้อตัวของ คอนเต้ ยังคงหอมฉุยอยู่เหมือนเดิม และกลายเป็น เชลซี ที่คว้าตัวนายใหญ่คนนี้ไปร่วมทัพได้สำเร็จ ก่อนที่จะค่อยๆ ปรับ ค่อยๆ เปลี่ยน จนกระทั่งมาเจอรูปแบบที่ตัวเองลงตัวนั้นก็คือการใช้แนวทางปราการหลัง 3 คน ที่เขาติดตั้งจนทัพ "สิงห์บลูส์" แข็งแกร่งขึ้นมาอย่างชัดเจน จากสถิติซีซั่น 2016-17 เขาพา เชลซี ชนะเกมลีกติดต่อกันมากถึง 13 นัด ก่อนสุดท้ายจะเข้าป้ายคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก มาครองได้สำเร็จ ด้วยการเก็บไปได้มากถึง 93 คะแนน และซัดประตูได้เยอะสุดเป็นอันดับ 2 ของลีกด้วยจำนวน 85 ประตู นอกจากนั้นในซีซั่นดังกล่าว คอนเต้ สามารถคว้ารางวัลกุนซือยอดเยี่ยมประจำเดือนมาครองได้ถึง 3 ครั้ง ประกอบไปด้วย เดือนตุลาคม, พฤศจิกายน และธันวาคม แม้ซีซั่นแรกจะสวยงามเป็นอย่างมาก แต่ทว่ากับวลี "คว้าแชมป์ว่ายากแล้ว ป้องกันแชมป์นั้นยากกว่า" กำลังกัดกินทีมของ คอนเต้ เข้าอย่างจัง เพราะในขวบปีที่ 2 ทัพ "สิงห์บลูส์" มีมาตรฐานที่หล่นลงไปอย่างชัดเจน และเข้าป้ายจบเพียงอันดับ 5 ในลีกเท่านั้น ไม่ได้ไปลุยศึก แชมเปี้ยนส์ลีก แม้จะมาโทรฟี่เอฟเอ คัพ มาปลอบใจก็ตาม ว่าแล้วหลังม่านซีซั่น 2017-18 รูดปิดลง เชลซี ก็จัดการสั่งปลด คอนเต้ ออกจากตำแหน่ง ปิดฉาก 2 ฤดูกาลในถิ่นสแตมฟอร์ด บริจด์ ถึงแม้จะมีความสำเร็จมาให้แฟนบอลได้เชยชมตลอดการทำหน้าที่บนตำแหน่งเก้าอี้กุนซือของสโมสรแห่งนี้ก็ตามปลุกยักษ์หลับอย่าง อินเตอร์ฯ
ภายหลังโดนตะเพิดจากตำแหน่งกุนซือของ เชลซี ทางฝั่ง คอนเต้ ก็ใช้เวลาพักร่างกายอยู่ราว 1 ปีไม่ได้มีการรับงานคุมทีมแต่อย่างใด ก่อนที่จะเป็น อินเตอร์ มิลาน ที่สามารถคว้าตัวเขามากุมบังเหียนได้สำเร็จ พร้อมภารกิจที่สุดท้าทายคือการพา "งูใหญ่" ให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง หลังห่างหายแชมป์ลีกไปแสนนาน โดยซีซั่นแรก คอนเต้ พลิกโฉม อินเตอร์ฯ ให้กลายเป็นทีมแถวหน้าของลีกได้สำเร็จ แม้ปลายทางจะยังไปไม่ถึงแชมป์ลีก เพราะโดนขาใหญ่อย่าง ยูเวนตุส ขวางเอาไว้ แต่นั่นคือสัญญาณเตือนถึงความอันตราย เพราะทัพ "งูใหญ่" ซีซั่นแรกในมือของ คอนเต้ โกยคะแนนไปได้ถึง 82 แต้ม ตามหลังทีมแชมป์เพียงคะแนนเดียวเท่านั้น รวมไปถึงกรุยทางเข้ารอบชิงชนะเลิศศึกยูโรปา ลีก ได้อีกด้วย แม้จะอกหักเป็นพ่ายพ่าย เซบีย่า ไปอย่างน่าเสียดายก็ตาม










