กระแสข่าวระหว่าง ราล์ฟ รังนิค กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังคงตลบอบอวลอยู่เหมือนเดิม ภายหลังมีข่าวออกมาว่าทั้งคู่ใกล้ที่จะได้ร่วมงานกันในเร็วๆ นี้
สืบเนื่องจากที่สื่อใหญ่หลายๆ สำนักได้รายงานข่าวตรงกันว่าทัพ "ปีศาจแดง" นั้นได้เบนเป้าไปหากุนซือชาวเยอรมันรายนี้เพื่อเข้ามาอย่างน้อยขัดตาทัพช่วยทีมจนกระทั่งจบซีซั่นนี้ พร้อมพ่วงตำแหน่งที่ปรึกษาของสโมสรให้อีก 2 ปี ซึ่งนั้นทำให้โอกาสที่ รังนิค จะเข้ามากู้ชีพ แมนฯ ยูไนเต็ด นั้นสูงเหลือเกิน ซึ่งการเข้ามาของ รังนิค จากการคาดการณ์ตัวเขาจะน่าปรับเปลี่ยนทีมในหลายๆ รูปแบบ โดยเฉพาะวิธีการเล่นที่เขาเองก็ขึ้นชื่อของเรื่องของแท็คติก หรือที่เรารู้จักกันในนาม "เกเก้น เพลสซิ่ง" ว่าแล้ว ขอบสนาม ของเราจะพาไปดูกันหน่อยว่าการที่ รังนิค เข้ามานั่งแท่นกุนซือ "ปีศาจแดง" นักเตะคนไหนบ้างที่จะได้รับประโยชน์ และใครจะต้องสะเทือนถึงโอกาสในการลงสนามบ้างแข้งที่ได้ประโยชน์
มาร์คัส แรชฟอร์ด
เริ่มต้นกันที่แข้งรายแรกที่น่าจะเข้ากับระบบแบบแผนของ รังนิค มากที่สุดนั้นก็คือปีกความเร็วสูงอย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด เพราะอย่างที่กล่าวไปว่าด้วยความรวดเร็ว, คล่องแคล่ว และ ไปกับบอลได้ดี สไตล์แบบนี้ค่อนข้างเป็นที่ชื่นชอบของนายใหญ่ชาวเยอรมัน เพราะสมัยที่เจ้าตัวคุมทัพ ไลป์ซิก ก็เคยปลุกปั้น ติโม แวร์เนอร์ มาแล้วในสไตล์การเล่นที่ใกล้เคียงกันแบบนี้ และที่สำคัญเลยคืออายุที่เพิ่ง 24 ปี ยังมีโอกาสพัฒนาไปข้างหน้าอีกมาก และการได้ร่วมงานกับโปรเฟสเซอร์จากเมืองเบียร์น่าจะช่วยให้ฝีเท้าของ แรชฟอร์ด พัฒนาไปข้างหน้า ยกระดับมาตรฐานของตัวเองที่ตอนนี้อยู่ในช่วงเรียนรู้ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ให้กลายเป็นตัวความหวังของทีมในอนาคตอันใกล้ได้มากกว่านี้ ส่วนผลงานของ แรชฟอร์ด ในฤดูกาลนี้ภายหลังสลัดอาการบาดเจ็บก็ถือว่าร้อนแรงมากพอสมควร ซัดไปแล้ว 3 ประตู จากการลงสนาม 8 นัด ซึ่งถือว่าน่าสนใจว่า แรชฟอร์ด ในมือของ รังนิค รูปแบบการเล่นของเจ้าตัวจะออกมาทิศทางไหน และพัฒนาไปมากเพียงใด
เจดอน ซานโช่
สิ่งที่ต้องยอมรับคือช่วงออกสตาร์ทของ ซานโช่ กับ แมนฯ ยูไนเต็ด นั้นไม่ได้เป็นไปตามที่แฟนบอลคาดหวังเอาไว้เลยสักนิด สาเหตุก็อาจจะมาจากเรื่องของการปรับตัวที่เป็นอุปสรรคก้อนโตทำให้เขายังไม่อาจงัดศักยภาพที่แท้จริงออกมาได้ บวกกับตำแหน่งการเล่นที่ส่วนใหญ่ต้องขยับมาเล่นทางฝั่งขวา ที่ไม่ค่อยจะถนัดถนี่มากนัก แต่อย่างไรก็ตามในช่วงหลังที่ค่อยๆ เรียนรู้อะไร ปรับตัวได้มากขึ้น พร้อมได้บัญชาการทางกราบขวาดูเหมือนพิษสงของเขาเริ่มจะออกฤทธิ์มากยิ่งขึ้น ก่อนที่จะเพิ่งเปิดซิงตุงแรกกับทีมได้สำเร็จในเกมที่พบกับ บียาร์เรอัล และด้วยผลงานที่กำลังดีขึ้นเรื่อยๆ มาพบกับ รังนิค ที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องการปลุกปั้นนักเตะ และตระหนักเป็นอย่างดีถึงฝีเท้าของเจ้าหนูรายนี้ที่เคยปะทะฝีเท้าอยู่ด้วยแล้ว ยังไงเสียเชื่อว่า ซานโช่ จะได้เรียนรู้ พร้อมโอกาสลงสนามที่สม่ำเสมอกว่าเดิมอย่างแน่นอน และที่สำคัญฟุตบอลของนายใหญ่คนนี้เน้นไปที่ความรวดเร็ว เกมรุกแบบจัดเต็ม ฉะนั้นมันเลยค่อนข้างจะเกื้อหนุนตัวของดาวเตะชาวอังกฤษมากเลยทีเดียวดอนนี่ ฟาน เดอ เบค
นักเตะส่วนเกินในยุคของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่ไม่ค่อยได้รับโอกาสมากนัก ทั้งที่ฝีเท้าของเขาไม่คู่ควรเลยกับการที่ต้องตกเป็นตัวสำรองตัวเลือกสุดท้ายรองจาก เฟร็ด, สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ หรือ เนมานย่า มาติซ อย่างที่เรารู้กันว่า ฟาน เดอ เบค สมัยค้าแข้งกับ อาแจ็กซ์ ฝีเท้าของเขายอดเยี่ยมมากขนาดไหน ถึงขนาดที่เคยมีชื่อเป็น 1 ในแคนดิเดตลุ้นรางวัล บัลลง ดอร์ มาแล้ว แต่ทว่าการที่โยกย้ายมาร่วมทัพ "ปีศาจแดง" กลายเป็นฉากดราม่าที่แฟนบอลสงสารแบบจับใจที่เห็นเขาต้องนั่งจับเจ่าอยู่เพียงบนม้านั่งสำรอง แต่ทว่ากับสถานการณ์ล่าสุดดูเหมือนเจ้าตัวจะเริ่มได้รับโอกาสมากยิ่งขึ้น ภายหลังลงมาแล้วทำผลงานได้ดีในเกมบุกพ่าย วัตฟอร์ด รวมไปถึงความมั่นใจ ความกระหาย ที่เขาพกลงสนามเพื่ออยากที่จะพิสูจน์ตัวเอง ฉะนั้นแล้วกับรูปแบบการเล่นของ รังนิค การมีมิดฟิลด์ที่สร้างสรรค์เกมรุกไปเป็นอย่างดี แถมมีความขยัน น่าจะตอบโจทย์ไม่ใช่น้อย ซึ่งก็ต้องมาคอยติดตามว่าโฉมใหม่ของ ฟาน เดอ เบค จะออกมาในรูปแบบไหน
เมสัน กรีนวู้ด
หนึ่งในนักเตะคนโปรดของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่พร้อมเปิดโอกาสให้ลงสนามแบบสม่ำเสมอในบทบาทริมเส้นทางฝั่งขวา ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเจ้าหนูไม้เขียวมีความเฉียบคมในการจบสกอร์ที่สูงเอามากๆ ไม่จำเป็นต้องมีโอกาสเยอะ ขอเพียงโอกาสง้างเท้าครั้งเดียวก็สามารถคาดหวังให้บอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายได้ทันที ซึ่งกับยุคใหม่ถ้าได้ รังนิค เข้ามา ยังไงเสียก็ยังเชื่อว่า กรีนวู้ด จะยังคงเป็นกำลังสำคัญในแทนหน้าของทีมตามเดิม เนื่องด้วยอายุที่เพิ่ง 19 ปี และกำลังพัฒนาฝีเท้าอย่างต่อเนื่อง น่าจะเข้ากับระบบของว่าที่นายใหญ่คนใหม่ได้เป็นอย่างดี ส่วนหนึ่งคือที่เรารู้กันว่าสไตล์ฟุตบอลของ รังนิค คือการวิ่งไล่เพรสตั้งแต่แดนบนเพื่อหวังบีบพื้นที่ และเอาบอลมาครอบครองให้ได้ ฉะนั้นแล้วด้วยความเร็ว ความสด ของดาวเตะรายนี้น่าจะตอบโจทย์ในสิ่งที่กุนซือต้องการ ซึ่งนักเตะในสไตล์นี้ค่อนข้างเป็นแข้งในอุดมคติที่จะทำตามความปรารถนาของเจ้านายคนใหม่ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียวแข้งที่สั่นสะเทือน
ปอล ป็อกบา
มาเริ่มกันที่ฝั่งที่อาจจะต้องสั่นสะเทือนกับตำแหน่งกันบ้าง รายแรกคงหนีไม่พ้นมิดฟิลด์ตัวตัดผมอย่าง ปอล ป็อกบา เพราะด้วยบทบาท และสไตล์การเล่นช่างไม่เหมาะกับรูปแบบของนายใหญ่ผู้นี้เลยสักนิด ครั้งหนึ่งสมัยที่ รังนิค ยังคงเป็นกุนซือของ ไลป์ซิก เขาเคยหล่นบทสัมภาษณ์เกี่ยวกับลูกทีมรายหนึ่งอย่าง นาบี เกอิต้า ไว้ว่าจะไม่เปลี่ยนสไตล์การเล่นของกองกลางรายนี้ให้เป็นแบบ ป็อกบา เนื่องด้วยไม่เหมาะกับสไตล์การเล่นที่เขาต้องการ และกับวิธีการเล่นของกองกลางชาวฝรั่งเศส ที่ไม่ใช่จำพวกวิ่งไล่บอลเป็นทุนเดิมอยู่แล้วมันเลยขัดกับแนวทางของ รังนิค พอสมควร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องมาคอยดูว่าถ้าทั้งคู่ได้ร่วมงานกันจริงๆ รังนิค จะปรับเปลี่ยนการใช้งานลูกทีมคนนี้ไปจากเดิมหรือไม่ แต่ทว่าด้วยปัญหานอกสนามเรื่องอาการบาดเจ็บ และสัญญาที่ใกล้จะหมด ไม่แน่ว่าเมื่อ รังนิค เข้ามาเขาอาจจะไม่ได้ใช้งานของ ป็อกบา เลยก็เป็นได้ลุค ชอว์
ดูเหมือนสถานการณ์ของ ชอว์ จะหนาวๆ ร้อนๆ ตั้งแต่ รังนิค ยังไม่ได้เปิดตัวเป็นกุนซือคนใหม่ของทีมเลยด้วยซ้ำ เพราะครั้งหนึ่งนายใหญ่ชาวเยอรมันเคยให้สัมภาษณ์ในเชิงลบถึงแบ็คซ้ายรายนี้ เกี่ยวกับมาตรฐานของฝีเท้าที่จะลงเล่นให้กับสโมสรอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งกับผลงานของ ชอว์ ในฤดูกาลนี้ก็ต้องยอมรับว่าดร็อปลงไปมากจริงๆ ฟอร์มเมื่อซีซั่นก่อน กับในช่วงศึกยูโรเมื่อกลางปีถูกลักพาตัวหายไปแบบดื้อๆ กลายเป็นคนที่ก่อความผิดพลาดให้กับเยอะพอสมควร จากเดิมเกมรับที่ไว้ใจได้ก็ไม่แน่นอนเหมือนเดิม ส่วนเกมรุกก็กลายเป็นไร้จินตนาการติดๆ ขัดๆ ไปเสียหมด ฉะนั้นมันเลยสอดคล้องกับที่ รังนิค เคยให้สัมภาษณ์ไว้ช่วงปี 2020 เกี่ยวกับ ชอว์ ไว้ว่า "ผมคิดว่าพวกเขา (แมนฯ ยูไนเต็ด) น่าจะลงทุนกับแบ็คซ้าย, ผมรู้ว่าพวกเขามี ลุค ชอว์ แต่ผมไม่แน่ใจว่าเขายังอยู่ในระดับเดียวกับที่คุณต้องการสำหรับสโมสรอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือเปล่า ?" แน่นอนกับคำพูดดังกล่าวมันเลยทำให้ไม่สามารถการันตีอนาคตของฟูลแบ็ครายนี้ได้เลยว่าการเข้ามาของ รังนิค จะส่งผลกระทบต่อตัวของ ชอว์ มากขนาดไหน










