ประเด็นหลังเกม ผีแดง ฟอร์มห่วย โดน วูล์ฟส์ บุกมาสอยคาบ้าน
จบไปแล้วสำหรับเกมนัดสุดท้ายของศึกพรีเมียร์ลีก ในสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นการเปิดศักราชใหม่ที่ไม่ไฉไลของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เท่าไหร่นัก เนื่องจากพวกเขาได้โอกาสลงเล่นในบ้านแท้ๆ แต่กลับถูก วูลฟ์แฮมป์ตัน บุกมาสอยคารังแบบนิ่มๆ 0-1
ซึ่งต้องบอกว่าเรื่องราวในเกมตลอด 90 นาที มีเรื่องราวให้เราพูดถึงกันเยอะแยะมากมายพอสมควรทั้งเรื่องของผลการแข่งขัน, ผลงานในสนาม รวมไปถึงรายละเอียดต่างๆ ว่าแล้วลองไปดูกันหน่อยว่าจะมีประเด็นอะไรที่น่าสนใจให้ได้ติดตามกันบ้าง
การจัดทัพ
เริ่มต้นกันที่การจัดทัพของทางฝั่ง "ปีศาจแดง" ถือว่ามีเซอร์ไพรส์พอสมควรกับการเลือกตัวจริงของ ราล์ฟ รังนิค เริ่มต้นจากแดนหลังที่ อารอน วาน-บิสซาก้า ได้โอกาสออกสตาร์ทเป็นตัวจริง ส่วนคู่ปราการหลังเป็นการลงสนามยืนประสานงานกันครั้งแรกของ ราฟาเอล วาราน กับ ฟิล โจนส์ ที่ได้โอกาสคัมแบ็คลงสนามอีกครั้ง
ขยับมาที่แดนกลางอีกหนึ่งเรื่องเซอร์ไพรส์คือนายใหญ่ชาวเยอรมันลือกที่จะดร็อป บรูโน่ แฟร์นานเดส ไว้ที่ข้างสนาม ทั้งที่เกมนัดก่อนเจ้าตัวก็ถูกแบนไม่ได้ลงสนามสนาม ทำมห้โฉมหน้าเกมรุกนัดนี้เป็น เจดอน ซานโช่ จับคู่กับ เมสัน กรีนวู้ด คอยสนับสนุนคู่หน้าอย่าง คาวานี่ และ โรนัลโด้
ส่วนทางฝั่ง วูล์ฟส์ ถือว่ามาเต็มกำลังเลยทีเดียว ตัวหลักๆ อยู่กันพร้อมหน้าไม่ว่าจะเป็น คอนเนอร์ โคดี้, เจา มูตินโญ่, รูเบน เนเวส หรือ ราอูล ฆิมิเนซ รวมไปถึงตัวสำรองทีเด็ดอย่าง อดาม่า ตราโอเล่, ฟาบิโอ ซิลวา และ เลอันเดอร์ เดนด็องเกอร์
รูปเกม
ต้องบอกว่าก่อนที่ทั้งคู่จะลงสนามความคาดหวัง และแนวทางแฟนบอลหลายๆ คนน่าจะมองไปในรูปแบบเดียวกันคือเจ้าบ้านอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นต่ออยู่นิดๆ น่าจะเปิดเกมรุกบุกเข้าใส่มากกว่า แต่ทั้งนี้ภาพเหล่านั้นกลับตาลปัตรไปอย่างกับหน้ามือเป็นหลังเท้า กลายเป็นฝั่งผู้มาเยือนครองบอลบุกแบบสบายอุรา มีโอกาสง้างเท้ายิงเป็นว่าเล่น
ตัดภาพกลับมาที่พลพรรคทัพ "ปีศาจแดง" ยังคงสไตล์ฟุตบอลเหมือนเดิมคือตะกุกตะกักจ่ายบอลเบี้ยว, จ่ายบอลขาด, จ่ายบอลเกิน อยู่หลายครั้ง จนหาความต่อเนื่องแทบไม่ได้ จนสุดท้ายกลายเป็นพวกเขาเองที่โดนคู่แข่งกดจนไม่อาจโงหัวขึ้นมาได้ โดยเฉพาะแดนกลางที่ แม็คโทมิเนย์ จับคู่กับ มาติซ ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมากนัก
รวมไปถึงแผนกเกมรุกที่ไม่มีอะไรหวือหวา หรืออันตรายเลยสักนิดเดียวทำให้สถิติหลังจบเกมตัวเลขการยิงประตูของ ยูไนเต็ด มีเพียง 9 ครั้งเท่านั้น ซึ่งเป็นการกระหน่ำตรงกรอบเพียง 2 ครั้ง แน่นอนตัวเลขแบบนี้มันบ่งบอกได้ถึงคุณภาพที่ไม่ดีมากนัก ซึ่งเมื่อมวลรวมทุกอย่างมันออกมาคือการเหมือนเล่นรอโดนเสียอย่างงั้น
ซึ่งจะว่าไปโอกาสของ วูล์ฟส์ ตลอดทั้งเกมถือว่าเยอะมากถึง 19 ครั้ง ก่อนที่จะแปรเปลี่ยนได้เป็น 1 ประตู จาก เจา มูตินโญ่ และแน่นอนว่าถ้าคนที่ยืนหว่างเสาไม่ใช่ ดาบิด เด เคอา บางทีสภาพศพของ แมนฯ ยูไนเต็ด อาจเน่าเฟะกว่านี้ไปอีกหลายเท่า เพราะนายด่านด่านผู้คือกลายเป็น "เดอะ แบก" ที่เป็นคนคอยกำหนดทิศทางผลการแข่งขันของทีมไปเสียแล้ว
การแก้เกมของ รังนิค
ต้องบอกว่าเป็นเกมที่อึดอัดโดยแท้ของทัพ "ปีศาจแดง" ตั้งแต่การจัดทัพที่ดร็อป บรูโน่ แฟร์นานเดส เป็นตัวสำรองแบบไร้ซึ่งความเข้าใจ ทั้งที่นัดก่อนก็เพิ่งจะได้พักมาเนื่องจากสะสมใบเหลืองครบโควต้า ส่วนการเปลี่ยนตัวเกมนัดนี้มีหลายจุดที่ค้านสายตาแฟนบอลอย่างเราๆ กันหลายครั้ง แม้ตัวเลือกแรกอย่าง บรูโน่ จะถูกส่งลงมาตั้งแต่ช่วงนาทีที่ 60 พลางทำให้เกมรุกแลดูวูบวาบมากกว่าเดิม แต่ยังไม่สัมฤทธิ์ผลผลได้ประตูตามที่ต้องการ
ก่อนที่ไพ่ใบที่ 2 จะมาออกมาที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด เพราะคงอยากจะความเร็วของดาวเตะผู้นี้ในการทะลวงแนวรับของคู่แข่ง แต่ทั้งนี้ก็ยังดูไม่ได้ผล ซี่งตรงจุดนี้อาจดูขัดใจสักหน่อยเพราะต้องยอมรับว่ากองหน้าทั้ง คาวานี่ และ โรนัลโด้ เกมนี้ค่อนข้างเงียบหายไป แต่ดันอยู่ในสนามครบ 90 นามี หรือบางที รังนิค อาจมองไปถึงเรื่องของประสบการณ์ หรือความเฉียบขาดในทำนองนั้นก็เป็นได้
ส่วนโควต้าสุดท้ายนี่ขัดใจแฟนบอลแบบเต็มๆ การถอดเอากองหลังอย่าง วาน-บิสซาก้า ออก และส่งแนวรุกลงไปแทนนั้นถือว่าเป็นการกล้าได้กล้าเสียอย่างหนึ่ง แต่ทว่าคนที่ลงมาแทนนั้นดันเป็นดาวรุ่งอย่าง แอนโทนี่ อีลังก้า ทั้งที่บนม้านัางสำรองมีตูดด้านๆ ของ เจสซี่ ลินการ์ด กับ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบค นั่งฝังรากอยู่แต่กลับไม่ยอมใช้งาน
บทสรุปก็เป็นอย่างที่เห็นว่าการแก้เกม เปลี่ยนหมากของ รังนิค นั้นมันใช้ไม่ได้ผล "เกเก้น เพรสซิ่ง" แบบคำกล่าวอ้างนั้นนอกจากเกมแรกที่ประเดิมคุมทัพก็ไม่ได้มีให้เห็นอีกเลย และบางทีระบบ 4-2-2-2 อาจจะยังไม่ใช่วิถีการของ แมนฯ ยูไนเต็ด ณ วินาทีนี้ก็เป็นได้ ฉะนั้นแล้วถ้าอะไรมันดูฝืนธรรมชาติไปบางทีอาจจะถึงเวลาที่ต้องปรับเปลี่ยนบ้างแบบแผนลองแนวทางใหม่ๆ เผื่ออะไรๆ มันอาจจะดีขึ้นก็เป็นได้
ฟิล โจนส์
บนความพ่ายแพ้ของ แมนฯ ยูไนเต็ด หนึ่งในเรื่องราวดีๆ เพียงอย่างเดียวที่พอจับต้องได้คือการหวนกลับมาลงสนามให้ทัพ "ปีศาจแดง" ในเกมอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 712 วัน ของปราการหลังอย่าง ฟิล โจนส์
สืบเนื่องวิกฤตแนวรับของทัพ "ปีศาจแดง" ที่นัดกันเดี้ยงเกือบหมดทั้ง วิคเตอร์ ลินเดเลิฟ และ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ รวมไปถึง เอริค ไบยี่ ที่ต้องเดินทางไปช่วยชาติลงสนามในศึกแอฟริกัน เนชั่น คัพ ทำให้ตัวเลือกตรงนี้ตกมาเป็นของ โจนส์ ในการลงสนามมาทำหน้าที่สำคัญ ซึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นเกมแรกที่พอจะมีช็อตน่าสนใจให้ได้จดจำอยู่บ้าง โดยเฉพาะการเติมขึ้นไปเรียกฟรีคิกให้กับทีม
ย้อนกลับไปนี่คือเกมแรกนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2020 ในศึกเอฟเอ คัพ ที่พบกับ ทรานเมียร์ ที่เราได้เห็น โจนส์ ลงสนามในเกมอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ภายหลังได้รับบาดเจ็บหนักจนแฟนบอลอาจลืมหน้าเขาไปแล้่ว แต่การมีเขาอยู่ในทีมกลายเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในช่วงที่แนวรับพิการขึ้นสุดในชั่วโมงนี้
โดย โจนส์ ยังคงมีสัญญากับทัพ “ปีศาจแดง” จนถึงปี 2023 ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีข่าวออกมาตลอดว่า แมนฯ ยูไนเต็ด พร้อมปล่อยแนวรับผู้นี้ออกจากทีม แต่ทว่าด้วยสถานการณ์ในตอนนี้บางทีเขาได้อาจจะได้อยู่กับทีมต่อไป และเป็นคนสำคัญในช่วงเวลาต่อจากนี้
5 เกมลีกของ รังนิค
นับตั้งแต่เปิดซิงยืนคุมทัพนัดแรกเมื่อ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา นับมาถึงตรงนี้ รังนิค คุมทัพ "ปีศาจแดง" ลงสนามในเกมลีกมาแล้วด้วยกัน 5 นัด ซึ่งผลประกอบการก็ได้ออกมาเป็นตัวเลขที่ว่า ชนะ 3 เสมอ 1 แพ้ 1 ยิง 6 และ เสีย 3 ประตู
ซึ่งถ้ามองกันที่ตัวเลข 10 จาก 15 แต้ม ถือว่าไม่ใช่เรื่องที่น่าเกลียดอะไรนัก แต่ถ้าเรามองลึกลงไปในรายละเอียดในแต่ละเกมจะพบว่าสิ่งที่กล่าวมานั้นคล้ายภาพลวงตาที่กำลังหลอกว่าผลงานดี ผลงานเจ๋ง เพราะความเป็นจริงถ้าจะหาสักนัดที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมคงจะมีเพียงกับกับ คริสตัล พาเลซ เท่านั้นที่สอบผ่าน ต่อให้เกมที่ถล่ม เบิร์นลี่ย์ 3-1 จะยิงได้เยอะที่สุด แต่ในเรื่องของรูปเกมมันไม่ใช่อย่างที่สกอร์ออกมา
แน่นอนหนึ่งในเรื่องที่แปลกใหม่ของ ยูไนเต็ด ในชุดนี้คือระบบการเล่น อย่างที่กล่าวไปว่า 4-2-2-2 ที่ รังนิค นำมาติดตั้งนั้นมันค่อนข้างต้องใช้เวลาพอควรในการให้นักเตะปรับระบบมาให้เข้าแท็คติก เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยลงสนามในรูปแบบนี้มาก่อน บวกกับมาตรฐานของตัวนักเตะที่ 3 วันดี 4 วันผี ฟอร์มจะออกทะเลตอนไหนก็ไม่รู้ ยิ่งทำให้ผลสัมฤทธิ์มันไม่ได้ออกมาได้อย่างที่ต้องการมากนัก และโดยรวมมันก็ดูไม่ค่อยแตกต่างกับโค้ชคนก่อนมากนัก
ฉะนั้นในตอนนี้สิ่งที่แฟนผีต่างเฝ้ารอคือการปรับเปลี่ยนโฉมใหม่ที่ไม่ใช่แค่คนกุมบังเหียนเท่านั้น แต่อยากได้การเปลี่ยนแปลงวิธีการเล่นที่ไม่ใช่การโดนคู่แข่งบุกมาเย้ยหยันคาบ้านแบบนี้ รวมไปถึงการเล่นที่มีทรงมากกว่านี้ไม่ใช่การตะกุกตะกักจ่ายบอลเสียมากกว่าเข้าเป้า
ซึ่งก็ไม่รู้ว่าผลงานในรูปแบบนั้นจะมาเมื่อไหร่ และถ้ายิ่งถ้าปล่อยให้เวลามันล่วงเลยไปมากกว่านี้บางทีโควต้าอันดับ 4 อาจหลุดลอยพ้นมือไปแบบไม่ต้องให้แฟนบอลได้ลุ้นอะไรอีกเลย
- Paolinho -