logo-heading

สมราคากับเกมแดงเดือดจริงๆสำหรับเกมค่ำคืนที่ผ่านมา แม้ ลิเวอร์พูล จะบุกนำไปก่อนในครึ่งแรก แต่ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เก็บตกจากความผิดพลาดของทางฝั่งทีมเยือนตีเสมอได้สำเร็จ และก็ได้เจ้าหนู ค็อบบี้ ไมนู มาปั่นโค้งๆเข้าเสาสองอย่างสวยงามทำให้ ปีศาจแดง เป็นฝ่ายขึ้นนำได้เป็นครั้งแรก

แต่ด้วยสมาธิ และความผิดพลาดส่วนบุคคลของนักเตะ แมนยู ทำให้ ลิเวอร์พูล กลับมาตีเสมอได้สำเร็จในช่วงท้ายเกม ทำให้เกมแดงเดือดครั้งสุดท้ายของ เจอร์เก้น คล็อปป์ จบลงด้วยการแบ่งแต้มกันไป 2-2 แบบสุดมันส์

เอาเป็นว่าหลังเกมแดงเดือดนัดนี้จะมีประเด็นอะไรที่น่าพูดถึงกันบ้างไปรับชมได้เลยครับ

[ ครึ่งแรก ลิเวอร์พูล มาเหนือ ]

หากนับเฉพาะเกมในครึ่งแรกต้องบอกว่าเป็นทางฝั่งทีมเยือนอย่าง ลิเวอร์พูล ที่ครองเกมได้เหนือกว่าตลอดทั้งครึ่ง บุกกดดันอยู่ฝ่ายเดียว ทำเอา แมนฯ ยูไนเต็ด แทบจะโงหัวไม่ขึ้นเลยทีเดียว

แถมยังมาได้ประตูเร็วได้ตั้งแต่ยังไม่พ้นครึ่งชั่วโมงแรก จากลูกเตะมุมที่ ดาร์วิน นูนเญซ โขกชงมาให้ หลุยซ์ ดิอาซ ยิงจ่อๆเข้าไป แฟนผีหลายคนคงคิดในใจว่ารูปเกมก็เป็นรอง แถมยังมาเสียประตูเร็วอีก สกอร์คงไหลเป็นน้ำแน่ๆ

ถึงแม้จะขึ้นนำได้แล้วแต่ ลิเวอร์พูล ก็เลือกที่จะเดินหน้าขโยกเข้าใส่ แมนยู แบบไม่ยั้งหยุดเรียกได้ว่ายำใหญ่ใส่ไม่ยั้ง มีโอกาสง้างประตูรวมๆกันในครึ่งแรกก็ปาเข้าไป 15 ครั้ง

สวนทางกับฝั่ง ปีศาจแดง เรียกได้ว่าป้อแป้สุดๆ โดยเฉพาะเกมรับที่เจียนอยู่เจียนไปทุก 5 นาที เตะทิ้งเตะขว้างแบบไม่มีทิศทาง ทำให้โอกาสที่จะใช้สูตรการเล่นโต้กลับที่เป็นจุดเด่นของพวกเขา ไม่สามารถสร้างความอันตรายอะไรได้เลย อย่าว่าแต่สร้างความอันตรายเลยครับ จ่ายบอลให้พ้นครึ่งสนามยังทำแทบไม่ได้ 

หากใครสังเกตุกราฟฟิคระหว่างเกมในช่วงครึ่งแรก จะเห็นได้ว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่มีโอกาสยิงประตูเลยแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งหลังจบครึ่งแรก ผมมองไม่ออกเลยว่า แมนยู จะกลับมาได้ยังไงถ้ารูปเกมยังห่วยแตกอยู่แบบนี้ เรียกได้ว่าเป็นรองทุกเหลี่ยมมุมจริงๆ

ทางฝั่ง ลิเวอร์พูล แม้จะเป็นฝ่ายที่ครองเกมเหนือกว่า โอกาสจบสกอร์เยอะกว่า แต่สิ่งหนึ่งที่ลูกทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ไม่สามารถทำได้นั่นก็คือการยิงประตูที่ 2 และ 3 มันแสดงให้เห็นว่าพวกเขายังขาดความเฉียบคมอยู่พอสมควร

[ โอกาสครั้งแรกเปลี่ยนเป็นประตู ]

พอครึ่งหลังเริ่มมาได้ไม่ถึง 5 นาที จาเรลล์ ควอนซาห์ กลัวเกมไม่สนุกก็มาแจกโชคให้ บรูโน่ แฟร์นันเดซ ซัดไกลครึ่งสนามเข้าไป ซึ่งเป็นจังหวะยิงครั้งเกมของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมนี้

หลังจากได้ประตูตีเสมอทำให้ ปีศาจแดง ตื่นขึ้นจากหลุมอีกครั้ง แถมบรรยากาศในสนาม โอลด์ แทรฟฟอร์ด ก็เริ่มกลับมามีชีวิตชีวาหลังเงียบเหงาไปนาน

และก็เป็นทางฝั่งเจ้าบ้านที่เหมือนบอลได้ใจ เป็นฝ่ายบุกเข้าใส่ ลิเวอร์พูล อย่างต่อเนื่องจนมาได้ประตูขึ้นนำแบบสุดสวยจาก ค็อบบี้ ไมนู ปั่นโค้งๆเข้าไปแบบสวยงาม 
 

แต่จนแล้วจนรอดด้วยพลาดผิดพลาดส่วนตัวของผู้เล่นอย่าง วาน บิสซาก้า ก็มาทำทีมเสียจุดโทษในช่วงท้ายของเกมอีกแล้ว นับได้ว่าเป็นการเสียจุดโทษ 3 ครั้งจาก 2 เกมล่าสุด

ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด เก็บได้เพียง 1 แต้มเท่านั้นในเกมวันนี้ ต้องยอมรับว่าน่าเสียดายจริงๆ เพราะตลอด 3 เกมที่ผ่านมาพวกเขามีโอกาสที่จะคว้า 9 คะแนนเต็มได้ด้วยซ้ำ แต่ด้วยสมาธิ และความประมาทเลิ่นเล่อ ทำให้ได้มาเพียงแค่ 2 คะแนน

[ เล่นดีเปลี่ยนออก เล่นกระจอกเปลี่ยนเข้า ]

หากใครได้เห็นการเปลี่ยนตัวของ เอริค เทน ฮาก ต้องบอกว่าเป็นการเปลี่ยนตัวที่ขัดใจแฟนบอลสุดๆ เพราะ อเลฮานโดร การ์นาโช่ ผู้ซึ่งเป็นนักเตะที่ทำอันตราย และจู่โจมแนวรับของ ลิเวอร์พูล ได้มากที่สุด กลับถูกเปลี่ยนตัวออกไปซะอย่างนั้นแล้วส่ง โซฟียาน อัมราบัต ลงมาแทน ผมได้แต่คิดในใจว่า เพื่อ!!!

ซึ่งเวลาในเกมก็เหลือตั้ง 10 นาทีไม่รวมทดเวลาบาดเจ็บ การมีนักเตะอย่าง การ์นาโช่ อยู่อาจจะทำให้ แมนยู ได้ประตูปิดกล่องเป็น 3-1 เลยก็ได้ เพราะรูปเกมตอนนั้น แมนยู ก็ไม่ได้ว่าแย่ แต่ด้วยความปอดแหกของ เทน ฮาก หวังจะเอาชัวร์ สุดท้ายก็เป็นอย่างที่เห็นนี่แหละครับ โดนตีเสมอหลังเปลี่ยนตัวไปแค่ 5 นาที 

พอ การ์นาโช่ ถูกเปลี่ยนตัวออกไปทำให้อาวุธหนักของ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่คอยเล่นงานแนวรับของ ลิเวอร์พูล หายไปด้วยเช่นกัน เหตุนี้เอง ทีมหงส์แดง ก็ไม่ต้องพะวงในจุดนี้ และโฟกัสที่จะทำประตูอย่างเต็มที่

ส่วน โซฟียาน อัมราบัต ที่ถูกเปลี่ยนตัวลงมาเพื่อแพ็คเกมแดนกลาง แต่ก็แทบจะไม่ช่วยให้แนวรับของ แมนยู ดูแข็งแกร่งขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย แถมยังลดอาวุธของตัวเองไปอีก เรียกได้ว่ามีแต่เสียกับเสีย

[ โม ซาลาห์ ทำสถิติใหม่ ]

แม้จะจบลงด้วยผลเสมอไปแบบสุดเซง แต่ถ้าว่าด้วยสถิติส่วนตัว โม ซาลาห์ ในการเจอกับ แมนยู ต้องบอกเลยว่าโคตรสุดตรีน 

เพราะเขาได้สร้าง 3 สถิติใหม่ในการปะทะ แมนฯ ยูไนเต็ด โดยสถิติแรก โม ซาลาห์ กลายเป็นนักเตะที่ยิงประตูใส่ แมนฯ ยูไนเต็ด มากที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก ที่  11 ประตูแซงหน้า อลัน เชียเรอร์ 10 ประตู เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สถิติต่อมาก็คือ บังโม ยิง 6 ประตูในถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด มากที่สุดแซงหน้า สวีเว่น เจอร์ราด อดีตกัปตันทีม หงส์แดง 5 ประตู เท่านั้นไม่พอสถิติสุดท้าย ซาลาห์ ยังเป็นผู้เล่นคนแรกที่ยิง ยูไนเต็ด ที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด ได้ 4 นัดติดต่อกัน เรียกได้ว่าเป็นผู้พิฆาตผีแดงโดยแท้

[ สถานการณ์ลุ้นแชมป์ยังสุดมันส์ ]

ผลเสมอในเกมนี้ทำให้ ลิเวอร์พูล ไม่สามารถรักษาตำแหน่งจ่าฝูงเอาไว้ได้ เพราะมีแต้มเท่ากับ อาร์เซน่อล ที่ 71 คะแนน แต่ผลต่างประตูได้เสียน้อยกว่า ตามมาด้วย แมนฯ ซิตี้ ทีมอันดับสาม ที่ 70 คะแนน

ต้องบอกว่าสถานการณ์ลุ้นแชมป์ของม้าทั้งสามตัว จัดได้ว่าสูสีสุดๆ ผลแพ้ชนะ รวมไปถึงเสมอ สามารถเปลี่ยนอันดับตารางคะแนนได้หมด แต่ความได้เปรียบนั้นได้ตกไปอยู่ในมือของ อาร์เซน่อล หากว่า พลพรรคปืนโต ไม่พลาดในอีกเจ็ดนัดที่เหลือ 

และสามารถรักษาผลต่างประตูได้เสียที่ดีกว่าเอาไว้ได้สำเร็จ พวกเขาก็จะได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก ไปครอบครองเป็นครั้งแรกหลังในรอบ 20 ปีทันที

-บีเบลล์ กูนเนอร์-
 

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline