“ยามเมื่อรัก น้ำต้มผักก็ว่าหวาน” สังคมไทยเจ้านายถูกเสมอ!!

“ยามเมื่อรัก น้ำต้มผักก็ว่าหวาน” สังคมไทยเจ้านายถูกเสมอ!!

อยู่ดีๆ วงการฟุตบอลไทยลีกก็มีประเด็นดราม่าเกิดขึ้นซะอย่างงั้น ในช่วงที่บอลไทยเองและทั้งโลกกำลังประสบปัญหากับไวรัสโควิด แต่ข่าวการแยกทางกันแบบสายฟ้าแลบแปล๊บๆ ของ “โค้ชโชค” กุนซือหัวใส กับ สโมสรการท่าเรือ เอฟซี ภายใต้การนำของ “มาดามแป้ง” ประธานคนสวย กลับกลายเป็นทอล์คออฟเดอทาวน์ขึ้นมา

จริงๆ ใครที่เป็นแฟนบอลไทย ก็คงจะได้ติดตามและก็พอจะทราบเรื่องอยู่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ขออนุญาตเล่าข่าวที่เกิดขึ้นแบบรวบรัดเพื่อให้คนที่ไม่ได้ติดตามข่าวได้รู้ที่มาที่ไปก่อนนะครับผม

เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อวานนี้ช่วงเย็นๆ ก็มีข่าวออกมาตามหน้าสื่อต่างๆ ว่าสโมสรการท่าเรือ เอฟซี ได้แยกทางกับโชคทวี พรหมรัตน์ แบบดื้อๆ ซึ่งพอเห็นข่าวแว็บแรกก็ต้องอุทานออกว่า “เห้ย!! เกิดอะไรขึ้นว่ะ??” คือตอนนี้มันอยู่ในช่วงโควิด บอลไม่มีเตะ ทุกทีมก็ล็อกดาวน์หมด แต่ทำไมถึงมามีข่าวเรื่องการปลดโค้ช หรือยกเลิกสัญญาโค้ชเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ผลงานในช่วง 4 เกมที่ผ่านมา ของการท่าเรือก็โคตรจะไฉไลด้วยซ้ำ ชนะ 3 เสมอ 1 โดนปลดได้ไงวะ (นี่คือความรู้สึกที่เกิดขึ้น)

ซึ่งจากในเนื้อข่าวตอนแรกที่ออกมา จะเป็นการให้สัมภาษณ์ของโค้ชโชค ที่ออกมาให้ข่าว แต่ยังไม่ใช่การออกมาระบายความในใจนะครับ นี่เป็นตัวข่าวแรก ก็ประมาณว่า “ทางสโมสรแจ้งว่าต้องการจะลดภาระค่าใช้จ่ายบางส่วนออกไปในช่วงสถานการณ์โควิด แต่หวยดันตกมาอยู่ที่โค้ชโชค กับผู้ช่วยอีก 2 คน” ในข่าวก็ประมาณนี้ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น

จนกระทั่งข่าวออกไป ประเด็นดราม่าที่เกิดขึ้นก็คือบทสัมภาษณ์เปิดใจของ “โค้ชโชค” หลังจากนั้น ขออนุญาตให้เครดิตกับพี่ปูเป้ จากเพจฟุตบอล 108 ซึ่งผมรู้มาจากไลฟ์ของพี่ บอ.บู๋ อีกที เลยไปตามฟัง ก็ได้ความว่า “จริงๆ แล้ว เกิดจากการที่โค้ชโชค คิดว่าตัวเองนั้นถูกแทรกแซงจากประธานสโมสร ก็คือมาดามแป้งนั่นแหละ แล้วก็มักจะขัดใจอยู่บ่อยๆ เลยน่าจะเป็นที่มาของการถูกเชิญเข้าห้องเชือดในที่สุด” ย้ำว่านี่คือมุมมองของโค้ชโชค ที่แกให้สัมภาษณ์นะครับ โดยการแทรกแซงที่ว่าก็คือเรื่องของการจัดตัว การเปลี่ยนตัวต่างๆ อยากรู้รายละเอียดก็ไปฟังเพิ่มเติมได้

ในขณะเดียวกันที่โค้ชโชคให้สัมภาษณ์ออกไป แต่ยังไม่เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง ทางสโมสรการท่าเรือ ก็ออกข่าวออฟฟิเชี่ยลออกมา ว่าได้มีการแยกทางกับอดีตกุนซือทีมชาติไทยชุดแชมป์ซีเกมส์ไปเป็นที่เรียบร้อย โดยเป็นการจากกันด้วยดีทั้งสองฝ่าย พร้อมทั้งขอบคุณ 8 เดือนที่ทุ่มเททำงานอย่างหนักให้สโมสร และขอให้โค้ชโชคโชคดี ซึ่งก็เป็นแพทเทิร์นข่าวแนวนี้อยู่แล้ว คือแบบว่าบัวไม่ช้ำ น้ำไม่ขุ่น

เอาละนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งพอหลังจากที่ทางการท่าเรือ ได้ฟังหรือได้รู้ข่าวว่าโค้ชโชคทิ้งบอมบ์ลูกใหญ่เอาไว้ คราวนี้ก็มีการดราม่ากันไปกันมา ของคนนู้นคนนี้ เอาเป็นว่าช่างเถอะเรื่องนั้น เพราะยังไงความจริงก็รู้อยู่แค่สองคนคือโค้ชโชค กับมาดามแป้ง ไม่มีใครรู้ดีกว่าไปสองคนนี้แน่นอน

แต่ประเด็นก็คือ “มันต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่นอน” คนเราเมื่อจะแยกทางกันมันต้องมีปัญหา แล้วไอเรื่องโควิดที่อยู่ในข่าวก็กลายเป็นเครื่องมือที่เอามาเล่นงานโค้ชโชคเฉยๆ ถามจริงๆ ว่ามีใครเชื่อเรื่องไล่ออกเพราะโควิดมั่ง ถ้าเชื่อก็ปัญญาอ่อนแล้วครับ

คราวนี้เราลองมาวิเคราะห์สาเหตุ ซึ่งถ้าย้อนกลับไปช่วงที่ไทยลีกยังเตะอยู่ และก่อนเกมที่ท่าเรือจะออกไปเยือนสุโขทัย ต่อด้วยบุรีรัมย์ มันมีข่าวแพลมๆ ออกมาว่ามีนักเตะทีมชาติทะเลาะกับโค้ช ซึ่งเป็นทีมใหญ่ทีมนึง และโค้ชคนนั้นก็อาจจะโดนปลดเร็วๆ นี้ แต่ไม่ได้มีการบอกว่าคือสโมสรไหน แต่ก็คงเดาไม่ยาก ซึ่งข่าวนี้ก็มาจากทวิตเตอร์ของพี่คนนึงที่เรารู้จักกันดีอยู่แล้ว แต่ขอไม่เอ่ยชื่อพี่เขาละกัน

ตอนกระแสข่าวนั้นออกมาก็ถือว่าดังอยู่เหมือนกันนะครับในวงการฟุตบอลไทยลีก แต่ด้วยที่ผลงานการท่าเรือมันดีมาก ชนะมา 2 เกมแบบถล่มคู่แข่ง ก็เลยไม่มีใครคิดว่าจะโดนปลดออกจริงๆ

แต่พอมาถึงวันนี้มันก็อย่างที่เห็นละครับ ด้านโค้ชโชค ออกมายืนยันตนไม่มีปัญหากับนักเตะในทีม เข้ากันดีกับทุกคนทุกตำแหน่ง แม้จะมีไม่ลงรอยกับนักเตะบางคนบ้างแต่ก็ได้ปรับความเข้าใจและทำหน้าที่ของตัวเองเพื่อทีม ทุกอย่างก็จบ แต่ที่ตนไม่โอเคก็คือการถูกแทรกแซงเวลาทำงาน จนแกพูดคำว่า “แล้วจะมีโค้ชไว้ทำไมวะ” อยู่หลายครั้งในการให้สัมภาษณ์

ขณะที่ทางฝั่งการท่าเรือ แน่นอนว่าการเป็นสโมสรฟุตบอล รวมทั้ง “มาดามแป้ง” ที่เป็นผู้ใหญ่ ก็คงจะไม่ออกมาโจมตี หรือสร้างดราม่าอะไรเพิ่มต่อไปอีก แต่แน่นอนว่าในใจมันก็คงจะครุกรุ่นอยู่บ้าง และก็พอจะมีคนใกล้ชิดที่ออกมาระบายความในใจผ่านทางโซเชี่ยล ประมาณว่า ไม่มีใครรู้ดีไปกว่ามาดามแป้ง และสิ่งที่ทำไปก็เพื่อสโมสรการท่าเรือ และส่วนรวม ทั้งสิ้น ซึ่งมันก็คงจะเป็นเช่นนั้นแหละ

ต่างฝ่ายต่างก็ย่อมมีเหตุผลของตัวเองกับสิ่งที่ทำลงไป อย่างที่บอกไปแล้วว่า มีแค่สองคนเท่านั้นที่จะรู้ความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น แม้ฝ่ายนึงจะออกมาให้สัมภาษณ์แบบเปิดใจ แต่ก็เชื่อเถอะว่ามันไม่ได้ออกมาหมดแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ อย่างน้อยเรื่องที่เป็นด้านลบ หรือข้อเสียของตัวเองก็ไม่มีใครเขาพูดถึงอยู่แล้ว ส่วนอีกฝ่ายก็อยู่ในฐานะที่จะออกมาเผยแบบหมดเปลือกไม่ได้ ด้วยความเป็นองค์กร และเจ้าของทีม ดังนั้นก็แล้วแต่ทุกท่านจะคิดละครับว่ามันเกิดอะไรขึ้น

แต่มีสิ่งนึงที่มันคือความจริง และใช้ได้กับทุกวงการในสังคมไทย นั่นคือเจ้านายถูกเสมอ อย่ามีปัญหากับเจ้านาย แล้วทุกอย่างจะเป็นสุข

RELATED NEWS