ขอซูฮกกับความยอดเยี่ยมของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

ขอซูฮกกับความยอดเยี่ยมของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

ผลงานบุกชนะ เจจู ยูไนเต็ด 1-0 เมื่อวานที่ผ่านมา นับเป็นความยอดเยี่ยมที่สุดครั้งหนึ่งของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เพราะไม่เพียงแค่พวกเขาจะสามารถเอาชนะทีมจากเกาหลีใต้ได้ถึงถิ่นแล้ว พวกเขายังสามารถผ่านเข้ารอบ น็อคเอาท์ ในศึกเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้อีกครั้งด้วย

ก่อนหน้าที่เอซีแอล รอบแบ่งกลุ่มซีซั่นนี้ จะเปิดฉากขึ้น ใครก็มองว่า บุรีรัมย์ น่าจะไม่รอดเกินกว่ารอบแบ่งกลุ่มอีกครั้ง เนื่องจากพวกเขาอยู่สายหินชนิดที่หนักอึ้ง เพราะรายล้อมไปด้วยทีมจากสุดยอดลีกในเอเชียที่แวะเวียนกันขึ้นชูโทรฟี่ ทั้ง จีน (กว่างโจว เอเวอร์แกรนด์), เกาหลีใต้ (เจจู ยูไนเต็ด) และ ญี่ปุ่น (เซเรโซ่ โอซาก้า)


แต่สุดท้าย บุรีรัมย์ ในวันที่ผลัดใบนักเตะดาวรุ่งขึ้นมา หลังบอบช้ำในถ้วยนี้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ก็สร้างสิ่งที่เหลือเชื่อเกิดขึ้น เมื่อเก็บได้ 9 แต้ม จากชัยชนะ 2 นัด เสมอ 3 เกม และแพ้เพียง 1 นัดเท่านั้น พร้อมกับคว้ารองแชมป์กลุ่ม เข้ารอบน็อคเอาท์ได้สำเร็จ

ชนะทีมจากเกาหลีใต้ ได้เป็นครั้งแรก
ไม่แพ้เกมเยือนเลย ในการไปเยือนทีมจาก จีน, ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้
ใช้ตัวผู้เล่นอายุน้อยหลายคนลงสนาม ตลอดทั้ง 6 นัด


นี่คือสิ่งที่น่าชื่นชม และควรค่าแก่การซูฮกจริงๆ ลบคำสบประมาท และฝันร้ายเมื่อ 2 ปีที่แล้วได้เป็นอย่างดี โดยการเข้ารอบในครั้งนี้ พวกเขาไม่ต้องพะวงในเกมไทยลีกมากนักด้วย เพราะมีแต้มทิ้งห่างอันดับ 2 ถึง 7 แต้มจากการลงสนาม 10 เกมแรก นั่นหมายความว่า พวกเขาสามารถพลาดได้ถึง 3 นัด ถึงจะเสียตำแหน่งจ่าฝูงไป (ซึ่งจริงๆ แล้ว ต้องยอมรับว่า พวกเขาก็พลาดยากมากๆ เช่นกัน)

รอบต่อไปของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 และ 15 พฤษภาคม ที่จะถึงนี้ โดยทีมที่ “เซราะกราว” จะต้องเจอ ก็คือ ทีมแชมป์จากกลุ่ม อี ที่จะรู้ผล 100% ช่วงเย็นวันนี้ แต่ก็สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ 90% ว่าจะเป็นทีมแกร่งจากเกาหลีใต้อย่าง ชุนบุค ฮุนได มอเตอร์ส อดีตแชมป์ถ้วยนี้ 2 สมัย ในปี 2006 และ 2016 ที่ขอเพียงแต้มเดียวในเกมวันนี้ ที่เปิดบ้านต้อนรับ คิตฉี จากฮ่องกง ก็จะการันตีการเป็นแชมป์กลุ่มทันที

แม้ ชุนบุค จะเหนือกว่า มีประสบการณ์มากกว่า แต่ผมคิดว่า ชั่วโมงนี้ บุรีรัมย์ ไม่ต้องกลัวใครแล้วในระดับเอเชีย เพราะแค่รอบแรกที่ไม่แพ้เลยในเกมเยือน ก็บ่งบอกได้ดีว่า พวกเขานั้นแข็งแกร่งพอที่จะต่อกรกับทุกทีมได้


บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มีทุกอย่างที่ทีมชั้นนำของเอเชียควรจะมี
พวกเขามีระบบการเล่นที่เสถียรสุดๆ (3-5-2) ที่นำใครมาลงล็อกในตำแหน่งไหน ก็ดูจะสมูทไปหมด

พวกเขามีดาวรุ่งที่พร้อมใช้งานได้ทันที และสามารถทดแทนได้แน่นอน ไม่ว่าจะเกมใหญ่แค่ไหน ทั้ง สุภโชค สารชาติ, ศุภชัย ใจเด็ด, ศศลักษณ์ ไหประโคน, อานนท์ อมรเลิศศักดิ์ และ รัตนากร ใหม่คามิ ที่ได้ลงสนามกันเป็นประจำ

พวกเขามีกองหน้าต่างชาติที่ไว้ใจได้ และมีทัศนคติยอดเยี่ยมอย่าง ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต้ ซึ่งแสดงความกระหายในชัยชนะ และความเป็นผู้นำออกมาทุกเกม โดยเฉพาะเกมเมื่อวาน ตอนที่ กรกช ยิงประตูให้ทีมออกนำ ทาง ดิโอโก้ มีการเรียกเพื่อนมาล้อมวงคุย บ่งบอกว่า เขากำลังรวมสปิริตของทีม เพื่อให้เวลาที่เหลือ พวกเขาจะออกจากสนามในฐานะผู้ชนะให้ได้


พวกเขามีแนวรับที่แข็งแกร่ง ทั้ง พรรษา เหมวิบูลย์, ประวีณวัช บุญยงค์ และ อันเดรส ตูเญซ ที่เป็นดั่งภูผาหินของบุรีรัมย์

พวกเขามีนักเตะสารพัดประโยชน์ ที่พร้อมทำหน้าที่ในทุกๆ ตำแหน่งอย่าง ยู จุน ซู

พวกเขามีนักเตะแกนหลักที่ไว้ใจได้อย่าง จักรพันธ์ แก้วพรม

… อย่างที่บอก พวกเขามีทุกอย่างพร้อมจริงๆ ในปีนี้

และที่สำคัญที่สุด ที่ต้องขอยกนิ้วให้กับบุรีรัมย์ เพราะความสำเร็จครั้งนี้ของพวกเขา มันส่งผลให้เกิดความสำเร็จในระดับลีกทั้งลีกด้วย เพราะขณะนี้ ค่าสัมประสิทธิ์ของไทยลีก ในส่วนของคะแนน Club Points ที่ทางเอเอฟซี เก็บอยู่นั้น (ช่วงระหว่างปี 2015-2019) คะแนนของไทยลีก ได้มีการนำหน้า เอลีก ออสเตรเลีย ไปเรียบร้อยแล้ว และถ้าปีหน้า ผลงานของไทยลีก ยังดีกว่า เอลีก อยู่แบบนี้ (ปีนี้ เอลีก สองทีมในรอบแบ่งกลุ่ม ตกรอบไปหมดแล้ว เช่นเดียวกับปีที่แล้ว ที่เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ผ่านเข้าสู่รอบน็อคเอาท์ได้) การประกาศโควตาของเอซีแอล ในครั้งต่อไป ทีมจากไทยลีก ก็อาจจะได้สิทธิ์อัตโนมัติในรอบแบ่งกลุ่มเพิ่มขึ้นจาก 1 เป็น 2 ทีมก็เป็นได้

นี่คือความสำเร็จที่ไม่ใช่แค่สำเร็จทีมเดียว มันเป็นความสำเร็จที่ส่งผลต่อไทยลีกทั้งลีก

ชัยชนะที่เจจู ผมเลยต้องขอซูฮกพวกเขาจากใจจริงๆ…

“จอน”

RELATED NEWS