เหตุผล แดงเดือด เวอร์ชั่น 2021 จะเร้าใจและดราม่ากว่าครั้งไหน

และแล้วก็มาถึง วันที่ศึก มวลมนุษยชนของเหล่า ลิเวอร์พูล และ สาวก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่างเฝ้ารอคอย เมื่อวันแดงเดือด เวอร์ชั่นแรก แห่งปี 2021 จะอุบัติขึ้นคืนวันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม นี้

และ ครั้งนี้มันจะพิเศษมากกว่าครั้งก่อนๆ เพราะนอกจากศักดิ์ศรี, ความสนุกตื่นเต้นเร้าใจ และ อาจจะมีเรื่องดราม่าเข้ามาเกี่ยวข้อง หลายๆสิ่งคุณอาจไม่เคยเห็นผ่านสายตามาก่อนในศึก แดงเดือด แต่แมตช์นี้ จะมีให้คุณเห็นแน่นอน ฉะนั้นไปฟังกันว่าทำไม เหตุผล แดงเดือด เวอร์ชั่น 2021 จะน่าติดตามกว่าครั้งไหนๆ

– ศึกเดิมพันจ่าฝูง 

เห็นไม่บ่อยนักหรอกครับที่ แดงเดือด มันจะมีการเดิมพันที่สูงสุดขนาดนี้ หากเป็นเวอร์ชั่นปรกติ แน่นอนเรื่องศักดิ์ศรี ไม่มีใคร ยอมใครอยู่แล้ว ต่อให้อันดับตารางคะแนน จะแตกต่างกันสักเท่าไหร่ก็ฟาดแข้งกันเอาเป็นเอาตาย ประหนึ่งว่า “กูจะแพ้ใครก็ได้ แต่กูแพ้มึงไม่ได้”

แต่ทว่า แดงเดือด เวอร์ชั่นแรก แห่งปี 2021 ระหว่าง ลิเวอร์พูล ปะทะกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มันมีอะไรที่มากกว่าคำว่าศักดิ์ศรี เพราะคราวนี้ หงส์แดง มาในฐานะแชมป์เก่า !! ที่รอคอย พรีเมียร์ลีก อังกฤษ มานานถึง 30 ปี ส่วน “ปีศาจแดง” ประกาศทวงบัลลังค์ยึดจ่าฝูงคืนมาในรอบ 1,221 วัน

และ ที่สำคัญไปยิ่งกว่า ก็คือซูเปอร์บิ๊กแมตช์หนนี้ เดิมพันด้วยด้วยตำแหน่งจ่าฝูง ซึ่งถ้าหาก ลิเวอร์พูล สามารถเอาชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด ทั้งคู่จะมีแต้มเท่ากัน แต่ หงส์แดง จะได้เปรียบเรื่องลูกได้-เสีย แต่กลับกันหากเป็น “เร้ด เดวิลส์” เป็นฝ่ายเก็บ 3 แต้ม จะฉีกหนีออกไปด้วยความห่าง 6 คะแนน

– ได้ซูเปอร์สตาร์มาทั้งคู่

ลิเวอร์พูล กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็น 2 ทีมที่ไม่เคยขาดแคลน ซูเปอร์สตาร์ อยู่แล้ว แต่ฤดูกาลนี้ มันมีความน่าสนใจเพิ่มมากขึ้น เพราะในช่วงตลาดซัมเมอร์ที่ผ่านมา นับว่าทั้ง 2 ทีม ได้ซูเปอร์สตาร์มาประดับทีม ฝั่งหนึ่งเป็นกองหน้า ฝั่งหนึ่งเป็นมิดฟิลด์

หงส์แดง ได้ ติอาโก้ อัลคันตาร่า มิดฟิลด์ พาส มาสเตอร์ มาจาก บาเยิร์น มิวนิค หลังจากตามตื๊ออยู่นาน ซึ่งฝีเท้าของนักเตะรายนี้ ไม่ได้ต้องบรรยายสรรพคุณอีกแล้ว เพราะเข้ามาก็ลงล็อคกับเพื่อนร่วมทีม การจ่ายบอลของเขา แสดงให้เห็นแล้วว่าสามารถเปลี่ยนเกมได้เลย โดย แดงเดือด ครั้งนี้ บอกเลยว่า ติอาโก้ ฟิตเต็มสูบ พร้อมลงสนาม

ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ไม่น้อยหน้า เพราะนอกจากจะมี บรูโน่ เดอะ แบก เล่นร่วมกับพวก ปอล ป็อกบา และ มาร์คัส แรชฟอร์ด แล้วนั้น ยังมี เอดินสัน คาวานี่ เข้ามาเป็นอีกอาวุธสำคัญในแดนหน้า อย่าลืมว่า ลิเวอร์พูล อาจเคยเจอนักเตะคนอื่นไปแล้ว แต่กับ คาวานี่ ถือว่าเป็นของใหม่แกะกล่อง ที่มีโอกาสเล่นงานแนวรับพิการ หงส์แดง ได้ทุกเมื่อ 

แล้วมารอดูกันว่า ติอาโก้ ฝั่ง เมอร์ซี่ย์ไซด์ กับ คาวานี่ ศิษย์ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ใครจะแผลงฤทธิ์ได้กว่ากัน

– เจอกันในช่วงที่ฟอร์มไม่ห่างกันมาก

คุณน่าจะเคยได้ยินว่า “ถ้าคู่นี้เจอกันเมื่อไหร่” ไม่ว่าใครจะฟอร์มดี ฟอร์มเหี้ยกันขนาดไหน ไม่สำคัญเลยสักนิด เพราะเตะกันเอาเป็นเอาตายตลอด และ ทีมที่มักโชว์ฟอร์มได้ดีก่อน แดงเดือด มักจะมีสถิติที่เป็นฝ่ายพังพาบลงไปทุกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้ไม่ใช่แบบนั้นแล้วครับ เพราะฟอร์มหลายเดือนที่ผ่านมา มันไม่หนีกันมากนัก จริงอยู่ที่ ลิเวอร์พูล ทำผลงานบูดๆเบี้ยวๆ ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ตลอด 3 นัดที่ผ่านมา โดยไม่ชนะใครเลย แต่กระนั้นถ้าหาก หงส์แดง ได้เล่นในถิ่นแอนฟิลด์ เชื่อขนมกินได้เลยครับ 67 นัด ในลีก ยังสะกดคำว่าแพ้ไม่เป็น

ทว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ต้องมีความเกรงกลัวใดๆทั้งสิ้น เพราะเกมเยือนพวกเขาไม่แพ้ใครมา 15 นัด เข้าไปแล้ว โดย 8 นัดที่ไปเยือนสังเวียนคู่แข่ง หลุดเสมอไปแค่ 1 นัด ที่เหลือเป็นฝ่ายกุมชัยชนะ 7 นัด .. เชื่อว่าสาวก “เดอะ ค็อป” มีตุ๊มๆต่อมๆกันบ้างแล้วล่ะครับ ไม่ใช่แค่ว่าฟอร์ม 3-4 เกมหลังสุด แต่ยังมีเรื่องอาการบาดเจ็บเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

– จุดโทษ VAR

อีกหนึ่งตัวแปรที่อาจจะทำให้ แดงเดือด ครั้งนี้ มีดราม่ามากกว่าครั้งไหนๆ ก็คือเรื่อง VAR ที่เข้ามามีบทบาทมากเหลือเกิน กับการแข่งขัน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ครั้งนี้ โดยเฉพาะ จุดโทษ ซึ่ง เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็เพิ่งจะเปิดประเด็นจิกกัด ลูกทีม โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ว่า 2 ปีหลังสุด ได้จุดโทษมากกว่า ที่เขาคุม หงส์แดง มา 4-5 ปี อีกด้วยซ้ำ

เหมือนเป็นการเล่นจิตวิทยาว่า ปีศาจแดง ได้จุดโทษบ่อยไป๊ ผิดกับทีมกู ที่มักเสียประโยชน์จาก VAR ฤดูกาลนี้อยู่เสมอ โดย สกาย สปอร์ต มีการชำแหละสถิติเรื่องจุดโทษ ให้เห็นกันเต็ม 2 ตา โดย หงส์แดง ได้จุดโทษ 30 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2015 ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ถึง 32 ครั้ง นับจากเดือนสิงหาคม ฤดูกาล 2018-19

ประเด็นนี้แหละครับ มันยิ่งสร้างความดราม่ามากขึ้น เมื่อถึงวัน แดงเดือด ผ่านเข้ามา และ มันจะสร้างความหนักใจไปถึงทีมงานผู้ตัดสิน ซึ่งจะต้องทำหน้าที่ให้เนี๊ยบจริงๆ และ สิงห์เชิ๊ตดำที่จะทำหน้าที่ชี้ขาด คือ พอล เทียร์นี่ย์ ซึ่งเขามีสถิติเป่าจุดโทษใหกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ไปแล้ว 5 ครั้ง และ ยังไม่เคยเป่าให้ ลิเวอร์พูล .. ไม่แน่ว่า VAR อาจจะเป็นตัวแย่งซีน ในศึก เร้ด วอร์ ก็เป็นได้

– ไม่มีแล้ว ลูปโซลชา

ย้อนกลับไปซีซั่นก่อน หรือ ถ้านานไป เอาแค่ 2-3 เดือนก่อนหน้านี้ก็ได้ แฟนบอล แมนฯ ยูไนเต็ด ดูจะไม่ค่อยแฮปปี้กับการคุมทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เลยสักนิด .. แอคชั่นความเป็นผู้นำไม่มี, แก้เกมช้า และ ที่สำคัญเลยคือ “ลูปโซลชา” เล่นดี 3 นัด ก็กลับมาแย่อีก 3 นัด วนไปวนมาซ้ำๆ จนความสำเร็จห่างไกลออกไป

ถึงแม้สาวก เร้ด เดวิลส์ ไม่ปลื้ม แต่แฟนบอลทีมอื่นพร้อมใจกันติด แฮชแท็ก #Savesolskjaer อย่างไรก็ตาม ณ ตอนนี้ คุณไม่เห็นมันอีกแล้ว และ กลายเป็นมีมที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เอามาล้อคืนอย่างสาสม

แต่กระนั้น แดงเดือด จะเป็นตัวชี้วัดเลยครับว่า ลูปโซลชา จะกลับมาอีกครั้ง หรือไม่ และ  แฮชแท็ก #Savesolskjaer จะดำเนินต่อไปหรือเปล่า แดงเดือด เวอร์ชั่นแรก แห่งปี 2021 คืนวันอาทิตย์ที่ 17 ม.ค. นี้ ณ แอนฟิลด์ เดี๋ยวได้รู้กันครับ

ฮาย ฮาวดี้-

RELATED NEWS