ลุค ชอว์ : ฝ่ามรสุมชีวิต จนก้าวขึ้นมาเป็นแบ็คฟอร์มแกร่ง

ลุค ชอว์ : ฝ่ามรสุมชีวิต จนก้าวขึ้นมาเป็นแบ็คฟอร์มแกร่ง

luke shaw

“ด้วยพรสวรรค์ และพลังแฝงแล้ว ชอว์ จะเป็นคนที่ดีที่สุดในตำแหน่งนี้” นี่คือคำกล่าวของ โชเซ่ มูรินโญ่ อดีตนายใหญ่ของทัพ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อครั้งได้โอกาสร่วมงานกับ ลุค ชอว์ ฟูลแบ็คที่ครั้งหนึ่งนักข่าวต่างพยายามเชื่อมโยงว่าทั้งคู่กินเกาเหลากันในมุ่ง ‘ปีศาจแดง’

นั่งไทม์แมนชีนย้อนเรื่องราวกลับไปสมัยที่ ชอว์ ยังคงเป็นนักเตะในสังกัดของ เซาแธมป์ตัน นี่คือแบ็คซ้ายดาวรุ่งที่ได้รับการจับตามองจากหลายสโมสรใหญ่ในอังกฤษ เนื่องด้วยคุณสมบัติของเจ้าตัวที่เติมเกมรุกสุดมัน ขึ้นสุด-ลงสุด ไหนจะมีออฟชั่นการเปิดบอลจากด้านข้างที่ค่อนข้างแม่นยำไม่แปลกกหรอกที่เนื้อตัวของเขาจะหอมฉุยมากเหลือเกิน

ว่าแล้วจนกระทั่งช่วงซัมเมอร์ปี  2014 แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ขนเงินจำนวนราว 33 ล้านปอนด์ เพื่อสู่ขอฟูลแบ็ครายนี้ แน่นอนในห้วงเวลานั้นแฟนบอล “ปีศาจแดง” ดีใจกันมากพอควรที่ทีมปิดบัญชีได้นักเตะดาวรุ่งอนาคตไกลมาร่วมทีม อีกทั้งยังพกดีกรีดาวเตะทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่มาแล้วด้วย ฉะนั้นนี่น่าจะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ทีมตามหามานาน

แต่ทว่าดูเหมือนสิ่งที่นึกคิดจะแตกต่างจากความเป็นจริงพอควร ในขวบปีแรก ชอว์ ลงเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ทุกรายการไปเพียง 21 นัดเท่านั้น เนื่องจากปัญหาใหญ่ของเขาคืออาการบาดเจ็บที่รอบกวนอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็น ข้อเท้า หรือ เอ็นร้อยหวาย ทำให้เขาไม่ได้ช่วยทีมแบบเต็มเม็ดเท่าไหร่

ซึ่งถ้าจะบอกว่าขวบปีแรกเป็นการเริ่มต้นที่ไม่สวยงาม ฤดูกาลต่อมาก็เหมือนหายนะที่เขาต้องเผชิญมันแบบไม่ทันได้ตั้งตัว …

เหตุการณ์ในเกม แชมเปี้ยนส์ลีก เดือนนกันยายน 2015 ที่พบกับ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น  เชื่อว่าแฟนบอลหลายคนยังจดจำมันได้ดี เช่นเดียวกับ ชอว์ ที่ขาหักกระดูกข้อต่อแตก จากการปะทะเข้าอย่างจังกับ เอคตอร์ โมเรโน่ แน่นอนว่าวินาทีนั้นมันเหมือนฝันล่มสลายผลงานในสนามที่เปิดฤดูกาลอย่างสวยงามมันมืดมิดไปหมด เขาต้องพักรักษาตัวนานกว่า 6 เดือน ปิดฉากฤดูกาล 2015-16 ไปด้วยความเจ็บซ้ำทั้งร่างกาย และหัวใจ อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงตัวกุนซือจาก หลุยส์ ฟาน กัล มาเป็น โชเซ่ มูรินโญ่ จะเป็นเหมือนปัญหาก้อนใหญ่ที่เขาต้องสู้ด้วย เพื่อพิสูจน์ตัวเองกับเจ้านายคนใหม่

ซีซั่น 2016-17 เขาเริ่มต้นด้วยความสวยงามอีกครั้งด้วยการยึดตำแหน่งตัวจริงถาวรลงเล่นอย่างต่อเนื่อง แต่ทว่าปัญหาเดิมที่คุ้นเคยอย่างอาการบาดเจ็บก็วนเวียนกลับมาทักทายอีกครั้ง คราวนี้เกิดขึ้นบริเวณขาหนีบที่ทำให้เขาต้องพักยาวร่วมๆ 4 เดือน ซึ่งกว่าจะกลับเรียกความฟิตได้ก็กินเวลาไปพอสมควร หนำซ้ำผลงานที่เคยโดดเด่นได้หายไปพร้อมกับเวลาที่ต้องเข้าไปรักษาตัวในโรงหมอ ทำให้ ชอว์ แทบไม่ได้รับโอกาสลงสนาม จนกินเวลาข้ามมาอีกซีซั่นนึงจนแฟนบอล และสื่อเริ่มตั้งคำถามแล้วว่า “ชอว์ กับ มูรินโญ่ กำลังมีปัญหากันภายในหรือเปล่า ?”

ซึ่งมันถึงขั้นที่มีข่าวออกมาว่าทั้งคู่มีปากเสียงกันหลังเกมเอฟเอ คัพ ที่พบกับ ไบร์ทตัน เนื่องจากเกมดังกล่าว ชอว์ ได้โอกาสลงสนามเป็นตัวจริง แต่ว่าเพียง 45 นาทีเท่านั้น เจ้านายก็เปลี่ยนตัวเขาออกจนมีปัญหากันเล็กน้อย เพราะ มูรินโญ่ มองว่าลูกทีมเล่นได้ไม่เข้ากับแทคติก และเหตุการณ์วันนั้นมันเกือบบานปลายทำให้ ชอว์ คิดอยากจะย้ายทีม เนื่องด้วยไม่อยากจะทนแล้วที่โดนเจ้านายไปวิจารณ์ผ่านสื่อแบบเสียๆ หายๆ แต่หลังอารมณ์เย็นลงพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเขาก็ตัดสินใจที่จะอยู่สู้ต่อเพื่อยึดตำแหน่งตัวจริงกลับมาให้ได้ 

จนกระทั่งเข้าสู่ฤดูกาล 2018-19 ผลงานของ ลุค ชอว์ กลับมาเฉิดฉายอีกครั้งเสียงชื่นชมพุ่งปะทะตัวเขาเข้าอย่างจัง แน่นอนว้่าบุคคลที่ต้องยกเครดิตให้เต็มๆ เลยนั้นก็คือ มูรินโญ่ ที่กล้าจะดร็อป กล้าที่จะสั่งสอนลูกทีมรายนี้ให้กลับมามีฟอร์มที่ยอดเยี่ยมอีกครั้ง

“ด้วยอายุ, สภาพร่างกาย มันจะทหม้ ชอว์ กลายเป็นนักเตะที่ดีที่สุดได้ แต่ก่อนจะถึงวันนั้นเขายังคงต้องทำงานหนักต่อไป ในช่วงฝึกซ้อมผมมีแบ็คตัวเลือกหลายคน แต่ส่งลงสนามได้เพียงคนเดียว แน่นอนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ด้วยพรสวรรค์ และพลังแฝงแล้ว ชอว์ จะเป็นคนที่ดีที่สุดในตำแหน่งนี้” นี่คือคำชมที่ โชเซ่ มูรินโญ่ บรรจงพูดใส่สื่อชื่นชมลูกทีมรายนี้ แม้ที่ผ่านมาจะมีผิดใจกันบ้าง แต่มันก็คือวิธีสอนของเจ้านายคนนี้

แต่ทว่าเหมือนแฟนที่เพิ่งเข้าใจกันได้ไม่นานก็ต้องแยกทางกันไป มูรินโญ่ ถูกปลดออกจากตำแหน่งในช่วงเดือนธันวาคม 2018 แม้มันจะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงกับ ชอว์ แต่เขาก็ต้องเริ่มนับหนึ่งพิสูจน์ตัวเองกับเจ้านายคนใหม่อย่าง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา อีกครั้ง

จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงซัมเมอร์ 2020 โซลชา จัดการถอยแบ็คซ้ายคนใหม่อย่าง อเล็กซ์ เตลลิส เพื่อเข้ามาเป็นตัวเลือก และกดดัน ชอว์ ให้ยกประสิทธิภาพของตัวเองให้มากขึ้น ซึ่งมันก็ดูจะได้ผลมากเลยทีเดียว ชอว์ ทำงานหนักขึ้นในสนามฝึกซ้อม และยามลงสนามเขางัดประสิทธิภาพออกมาอย่างเต็มที่ เพราะเขารู้ว่าถ้าพลาดมาเมื่อไหร่โอกาสถูกยึดบทบาท 11 ตัวจริงมีมากไม่ใช่น้อย

มันเลยเป็นภาพคุ้นตาไปแล้วว่าที่เรามักจะเห็น ชอว์ ในเวอร์ชั่นที่ทุ่มเทเกิน 100% ในทุกเกมที่ได้รับโอกาสเกมรับไม่มีข้อผิดพลาด พ่วงด้วยการเติมเกมรุกที่จัดจ้าน กล้าเติมสูงกดคู่แข่งไม่ให้กล้าเปิมเกมรุก หรืออารมณ์ร่วมกับเกมที่มันกลายเป็นเพิ่มความกระหายในตัวเขาที่ส่งมาถึงผลงานโดยรวมของทีมไปด้วย

แน่นอนผลงานที่มันเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ มันมาปรอทแตกในเกมที่พบกับ ลิเวอร์พูล แบบพอดิบพอดี เกมรับเขาไม่มีข้อผิดพลาดให้พูดถึง แทบจะนิ่งสงบทุกจังหวะของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จนไม่สามารถคลายพิษสงออกมาเล่นงานได้เลย มันถึงขั้นที่แฟนบอลต่างแห่แซวกันในโลกซชียลว่า “ชอว์ เก็บ ซาลาห์ ใส่กระเป๋ากลับบ้านไปแล้ว”

สุดท้ายนี่คงเป็นแข้งอีกรายที่ต้องเผชิญเรื่องราวมากมายในชีวิตค้าแข้งกว่าจะพัฒนาผลงานของเขาจนก้าวมาในจุดที่ทุกคนกล้าเอยปากชื่นชม เพราะทั้งอาการบาดเจ็บที่นับครั้งไม่ถ้วน แถบการถูกดร็อปเป็นเพียงส่วนเกินของทีม เรื่องราวตรงนี้มันสอนเขาได้มากเลยทีเดียว

ฉะนั้นมันคงไม่แปลกที่ ลุค ชอว์ จะได้รับเสียงชื่นชมอย่างท่วมท้น และด้วยผลงานที่จับต้องได้แบบนี้ ประตูในการกลับไปติดทีมชาติอังกฤษอีกครั้งนับตั้งแต่ปี 2018 มันก็มีไม่น้อย เพราะถ้าจะให้พูดกันตามจริงจากสิ่งที่เห็นเต็ม 2 ตา ผลงานในสนามของ ชอว์ เมื่อเทียบกับแบ็คซ้ายชาวอังกฤษคนอื่นๆ ในตอนนี้ เขาดูโดดเด่นเป็นสง่าที่สุดแล้ว

 

– เปา ขอบสนาม –

RELATED NEWS