วีรกรรมสะเทือนวงการ ดีและร้ายของชายชื่อ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ

ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ชื่อเสียงของเขาแทบไม่มีใครไม่รู้จัก ผู้อยู่ทั้งเบื้องหลัง และ เบื้องหน้า ในการสร้างความสำเร็จให้กับ เรอัล มาดริด เป็นหนึ่งในประธานสโมสร ที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดคนหนึ่งแห่งประวัติศาสตร์ลูกหนัง

แต่ เปเรซ ก็เหมือนมนุษย์คนหนึ่งทั่วไป ไม่ได้มีปีก หรือ พลังวิเศษ เหนือกว่าใคร ถึงแม้ว่าเขาเคยสร้างเรื่องดีๆ สิ่งฮือฮาไว้มากมายบนโลกลูกหนัง แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง ประธานสโมสร “ราชันชุดขาว” ก็มีประเด็นโดนด่าเละเทะ เป็นคนไร้หัวจิตหัวใจ และ ชอบตัดสินใจผิดพลาดบ่อยๆ

ยิ่ง ณ ตอนนี้ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ มีประเด็นให้พูดถึงมากมาย โดยเฉพาะเรื่องการเป็น “หมาหัวเน่า” เกี่ยวกับประเด็นก่อตั้ง ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ ลีก เพื่อเป็นการนำลึกถึงวีรกรรม ไปดูกันว่าเจ้าของทีมคนนี้ เคยสร้างดีๆ และ เรื่องราวที่ผู้คนไม่ชอบขี้หน้า ไว้มากแค่ไหนไปดูกัน

  1. สร้างกาลาคติกอสยุคแรก

ฟลอเรนติโน่ เปเรซ เคยดำรงตำแหน่งประธานสโมสร เรอัล มาดริด ใน 2 ห้วงเวลา สมัยแรกของเจ้าตัวกับทีมเริ่มขึ้นในปี 2000 ซึ่งก่อนหน้านั้น “ราชันชุดชาว” ไม่ได้ครองความยิ่งใหญ่บนลีกลูกหนังแดน “กระทิงดุ” เพราะต้องร้างแชมป์ ลา ลีกา สเปน มานานถึง 3 ปี โดย บาร์เซโลน่า กำลังเรืองอำนาจ โดยมี เดปอร์ติโบ ลา กอรุนโญ่ เป็นตัวสอดแทรก

ฉะนั้นภารกิจแรกที่ เปเรซ ต้องเข้ามากอบกู้ ก็คือพา มาดริด กลับมาทวงบัลลังค์ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง โดยตั้งประเด็นไว้ว่า “จะรวบรวมโคตรแข้งมาไว้ที่ ซานติอาโก้ เบร์นาเบว” รายแรกคือ หลุยส์ ฟิโก้ หนึ่งในการเซ็นสัญญาที่ฉาวโฉ่มากที่สุด และ ช็อคมากสุด เนื่องจากไปซิวตัวมาจาก บาร์เซโลน่า คู่อริตลอดกาล เรียกว่าเป็นการย้ายแบบโดยตรง

จากนั้นปี 2001 ก็จัดการซิว ซีเนอดีน ซีดาน โคตรแข้งทีมชาติฝรั่งเศส มาจาก ยูเวนตุส ด้วยค่าตัวสถิติโลก และ ซิซู ก็เสกแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาเป็นของรางวัลตอบแทนในซีซั่นนั้น ซึ่งเป็นแชมป์ยุโรปครั้งแรกของ เปเรซ ในฐานะประธานสโมสร

เปเรซ ไม่ได้หยุดแค่นั้น เพราะต่อให้เขาจะพา มาดริด กลับมาคว้าแชมป์ลีก และ เจ้ายุโรป ได้อีกครั้ง แต่เขาก็ยังกว้านซื้อซูเปอร์สตาร์มาร่วมทีมเพียบ ไม่ว่าจะเป็น โรนัลโด้ เจ้าของแชมป์ ฟุตบอลโลก 2002, เดวิด เบ็คแฮม ตำนานสุดหล่อจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ ไมเคิ่ล โอเว่น ยอดกองหน้าขวัญใจของชาว เดอะ ค็อป ในยุคนั้น

ทำให้ มาดริด ได้รับการขนานนามว่าเป็น “กาลาคติกอส” ที่คับคั่งไปด้วยซูเปอร์สตาร์เต็มทีม ถึงแม้ความสำเร็จมันจะสวนทางกับเม็ดเงินที่ทุ่มทนลงไป แต่มันก็ทำให้เห็นว่าสิ่งที่ เปเรซ ต้องการสร้างให้ เรอัล มาดริด เกรียงไกรเพียงใด ถึงขั้นที่ทั่วโลกต้องจับตา ต่อให้ตอนนี้วันเวลาจะผ่านมาเนิ่นนานแล้ว มันยังเป็นทีมตำนาน “ราชันชุดขาว” ที่ผู้คนยังกล่าวขานกันถึงตอนนี้

  1. ทวงความยิ่งใหญ่ ด้วยการทุ่มเงินสถิติโลกเป็นว่าเล่น

อย่างที่เกริ่นไว้ครับ เปเรซ เป็นหนึ่งประธานสโมสร ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ เรอัล มาดริด หลังจากยุคแรกเคยสร้างทีม “กาลาคติกอส” เมื่อถึงวันที่เขาก้าวลงจากตำแหน่ง จะเห็นได้ว่าทีมไม่ซื้อนักเตะคนไหนมาเป็นสถิติโลกอีกเลย

จนกระทั่งปี 2009 เขาได้รับเลือกให้เป็นประธานสโมสร เรอัล มาดริด อีกครั้ง พร้อมกับนำนโยบายสร้าง “กาลาคติกอส” เวอร์ชั่นใหม่ขึ้นมา เขาจัดการไปทุ่มซื้อ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เป็นสถิติโลกขณะนั้นด้วยค่าตัว 80 ล้านปอนด์ ไหนยังมี ริคาร์โด้ กาก้า และ คาริม เบนเซม่า เข้ามาสู่ทีมในฐานะซูเปอร์สตาร์

นอกจากนั้น ยังมี ลูก้า โมดริช รวมถึง เมซุต โอซิล ในปีถัดๆมา ก่อนที่ เปเรซ จะไปทุ่มเงินซื้อ แกเร็ธ เบล มาด้วยค่าตัวสถิติโลก 86 ล้านปอนด์ ทำลายสถิติโลกเดิมของ โรนัลโด้ หลังเห็นช็อตบันลือโลก วิ่งฉีกหนี ไมค่อน อดีตแบ็กขวา อินเตอร์ มิลาน ก่อนจะเข้ามาประสานงาน จนโลกลูกหนัง รู้จักกับ 3 ยอดกองหน้า “BBC”

แชมป์ประวัติศาสตร์ ยูซีแอล 3 สมัยซ้อน ที่ไม่เคยมีใครทำได้ ก็มาจากการสร้างทีมของ เปเรซ หรือ วันนั้นถ้า เปเรซ ไม่ทุ่มเงินซื้อ โรนัลโด้ เข้ามา ก็คงไม่ได้เห็นสถิติการทำประตูอันน่าทึ่งที่ “ซีอาร์ 7” ฝากผลงานเอาไว้มากมาย ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความดีความชอบเหล่านี้ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังทั้งนั้น

  1. หลังปล่อย โรนัลโด้ เน้นซื้อเพื่ออนาคต

ผู้คนอาจจะจดจำ “ราชันชุดขาว” ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ กว้านซื้อยอดแข้งเข้ามาเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ เน้นทำธุรกิจแบบฉาบฉวย เน้นซื้อนักเตะดีๆ ยอดขายพุ่งปรี๊ด ทว่าพอใครหมดความฮอตฮิต หรือ ไม่ดีพอ ก็จะขายทอดสู่ตลอดไปเรื่อยๆ 

เช่นการปล่อย ซีอาร์ 7 ซุปตาร์เบอร์ 1 ของทีม ซึ่งนับเป็นเรื่องช็อคมาก แต่กระนั้นหากเหลือบมอง เรอัล มาดริด ชุดนี้ พวกเขาก็ยังเดินหน้าสร้างความสำเร็จ กำลังไล่ล่าแชมป์ทั้ง ลา ลีกา สเปน และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 

จะเห็นได้เลยว่า ช่วง 2-3 ปีหลัง เรอัล มาดริด จะหันไปทุ่มทุนกับพวก “เด็กนรกแตก” ซึ่งมีฝีเท้าดี และ อยู่ในราคาที่ไม่ได้เว่อร์วังจนเกินไป อาทิ วินิซิอุส จูเนียร์, ทาเคฟุสะ คุโบะ หรือ แม้กระทั่ง มาร์ติน โอเดการ์ด ล้วนแต่เป็นแข้งเพื่ออนาคตทั้งนั้น

แต่ทว่า เปเรซ ก็ไม่ได้เพิกเฉยที่จะละทิ้งซูเปอร์สตาร์เลยสักนิด เขายังพร้อมเบิกงบมาซื้อเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้ทีมอยู่เสมอ ดังเช่นที่มีข่าวกับ คีเลี่ยน เอ็มบัปเป้ หรือ เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ ถึงแม้จะมีอยู่บ้างที่เอาเงินไป “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” แต่ถ้าไม่ลองซื้อมา จะรู้หรอว่า “ใครดี ใครไม่ดี” และ นี่แหละครับคือจุดแข็งของ เปเรซ ในการสร้าง มาดริด ให้ยิ่งใหญ่ มันมาจากวิสัยทัศน์ของเขาในการสร้างทีม

  1. ตำนานอำลาทีมแบบไม่สมเกียรติ

สโมสรอย่าง เรอัล มาดริด มีตำนานที่ถูกกล่าวขานไว้มากมาย ช่วยกันสร้างความสำเร็จมานับไม่ถ้วนทุกยุคทุกสมัย แต่สิ่งที่ เปเรซ มักโดนด่ามากที่สุด และ เป็นสิ่งมืดบอดทำให้แฟนบอลคาใจอยู่เสมอ นั่นก็คือการตัดสินใจปล่อย “นักเตะระดับตำนาน” โดยไม่จัดพิธีอำลาให้อย่างสมเกียรติ 

ราอูล กอนซาเลซ, กูตี, อีเกร์ กาซียาส ล้วนเป็นแข้งพระกาฬ ที่สโมสร เรอัล มาดริด จะต้องจารึกเอาไว้ พวกเขาไม่เพียงแค่ช่วยกันพาทีมคว้าแชมป์มาครอง ทั้งแชมป์ ลา ลีกา สเปน หรือ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่พวกเขาแทบจะอยู่กับสโมสรมาเกือบทั้งชีวิต ทั้งเคยมีสถิติ “ยิงประตูมากสุดในประวัติศาสตร์สโมสร” หรือ “ลงสนามให้กับทีมมากที่สุด” 

แต่ชีวิตคนเรา ไม่มีใครหลุดพ้นคำว่า “เกิด แก่ เจ็บ ตาย” ไปได้ เมื่อถึงวันที่ตำนานอำลา ฟลอเรนติโน่ เปเรซ กลับตัดสินใจปล่อยพวกเขาออกไปดื้อๆ แบบไม่ให้เกียรติเลยสักนิด เมื่อไหร่ที่ดูหมดอายุการใช้งาน ก็ไม่ค่อยสนใจใยดี ทั้งๆที่หลายๆคนสร้างผลงานดีๆเอาไว้มากมาย ซึ่งเรื่องนี้แหละครับ ที่ทำให้แฟนบอลไม่พอใจอย่างยิ่ง เพราะตำนานไม่ควรเดินจากไป แบบนักเตะธรรมดาคนนึง ขนาด คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ก็เป็นเหยื่อเรื่องอำลาเช่นกัน

  1. ขายนักเตะเพื่อภาพลักษณ์

คุณเคยได้ยินเรื่องราวนี้ไหมครับ ? ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ไม่ชื่นชอบนักเตะผิวสีมากเท่าไหร่ โดยเฉพาะผู้เล่นที่มาจากทวีปแอฟริกา ฉะนั้นเวลาที่เขาซื้อนักเตะเข้ามาร่วมทีม แทบไม่มีผู้เล่นอย่างที่กล่าวไปข้างต้นมาให้เห็น 

จริงอยู่ที่ ซามูเอล เอโต้ และ เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ เคยสวมเสื้อ ราชันชุดขาว แต่ทั้งคู่ไม่ได้เป็นตัวหลัก .. เอโต้ เป็นเพียงเยาวชน ก่อนถูกขายออกไป ขณะที่ อเดบายอร์ เป็นเหมือนพวกอะไหล่สำรอง รอทำหน้าที่เมื่อตัวจริงมีอาการบาดเจ็บเท่านั้น

ต่อให้ไม่ใช่นักเตะจากทวีปแอฟริกา แต่ถ้าอยู่ในข่ายผิวสี ดูเหมือนว่าอนาคตในทีมจะไม่ยืดยาว ขนาด โคล้ด มาเกเลเล่ มิดฟิลด์ตัวตัดเกมเบอร์ต้นๆของโลก ก็ถูกปล่อยให้ออกจากทีม เพราะคิดแค่ว่าผู้เล่นแบบนี้มีทั่วไป ไม่ยอมเพิ่มเงินค่าจ้าง ทั้งๆที่แกรับภาระมากมายในสนาม

ถึงขนาดที่ ซีดาน โวยแหลกว่า มาดริด ซื้อรถสวยๆมาใช้ก็จริง แต่ดันปล่อย มากาเลเล่ ที่เป็นรถระดับ ซุปเปอร์คาร์ ออกไป หลังจากนั้นฟอร์ม ราชันชุดขาว ก็ดิ่งลงเหว ไม่มีแชมป์อะไรติดมือสักอย่าง และ อาจเป็นทำให้ กาลาคติกอส ล่มสลายอย่างรวดเร็วในเวลา 3 ปี

ปัจจุบันเรื่องราวภาพลักษณ์ก็ยังมีให้เห็น อย่างเช่นที่ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ตัดสินใจเขี่ย เคย์เลอร์ นาบาส ออกจากทีม แม้มีส่วนสำคัญช่วย มาดริด คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 3 สมัยซ้อน ว่ากันว่าสปอร์ตไลท์ฉายแสงมาหาไม่พอ และ เขาก็ถูกเขี่ยออกไปอย่างช้าๆ ด้วยการนำ ติโบต์ กูร์กตัวส์ เข้ามาทดแทน

  1. ชอบงัดข้อกับกุนซือ

ด้วยความที่ เรอัล มาดริด เป็นชีวิตจิตใจของ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ทำให้หลายๆครั้งอะไรที่มันดูขัดหู ขัดตา หรือ ต้องการให้มันออกมาแบบนี้ มักจะลงเอยด้วยการไปล้วงลูกเหล่ากุนซืออยู่เสมอ 

ไม่ต้องไปมองคนอื่นคนไกล เอาแค่ ซีเนอดีน ซีดาน ที่สร้างความสำเร็จให้กับ มาดริด ไว้มากมายในฐานะกุนซือ ก็ไม่วายที่จะงัดข้อกับ เปเรซ ด้วยเหตุผลที่ว่ามักโดนแทรกแซงเรื่องการทำทีม อย่างเช่นดีล ดาบิด เด เคอา นายทวาร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ว่ากันว่า ซีดาน ไม่อยากได้ แต่ เปเรซ ต้องการ ทำให้มีประเด็นถกเถียงกัน

ยังมีเรื่องราวของ แกเร็ธ เบล ที่ดูจะเป็นคนนอกสายตาของ ซีดาน ไปตั้งนานแล้ว แต่กลับกลายว่าได้อยู่ต่อ ถึงจะต้องนั่งสำรอง นั่นก็เป็นเพราะบารมีของ เปเรซ ล้วนๆ ซึ่งการแทรกแซงของประธานสโมสร ก็ทำให้คนเป็นกุนซือไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ จึงเกิดเหตุการณ์ที่ ซีดาน ประกาศลาออก ทั้งๆที่กำลังพาทีมครองความสำเร็จ แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเยอะ เพราะก็ไปง้อ ซีดาน กลับมาทำงาน เพื่อเดินหน้าสร้างความสำเร็จเหมือนเดิม

  1. ปลด เดล บอสเก้ ออกดื้อๆ

บิเซนเต้ เดล บอสเก้ ถือว่าเป็นกุนซือระดับตำนาน ที่สร้างความสำเร็จให้กับ มาดริด ไว้มากมาย ในช่วงระหว่างปี 1999-2003 เขาพาทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และ ลา ลีกา สเปน 2 สมัย ซึ่งดูมุมไหนก็น่าจะได้รับการต่อสัญญา

แต่กลับกลายเป็นว่า เปเรซ ไม่ได้ชื่นชอบ เดล บอสเก้ ด้วยเหตุบางประการ เขาทำช็อคด้วยการตบหัวแล้วลูบหลัง เมื่อปลด ลุงเก้ ออกจากตำแหน่ง และ เสนองานผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคให้แทน ซึ่งแน่นอนว่ากุนซือขรัวเฒ่ารายนี้ตอบปฏิเสธ

การตัดสินใจปลด เดล บอสเก้ สร้างความไม่พอใจอย่างยิ่งภายในห้องแต่งตัวนักเตะ โดยเฉพาะ 3 นักเตะอย่าง เฟร์นานโด เอียร์โร่, สตีฟ แม็คมานามาน และ เฟร์นานโด้ มอริเอนเตส ซึ่งในเวลาไม่นาน ทั้ง 3 คน ก็ถูกปล่อยออกจากสโมสรตามไปด้วย

  1. ผู้ก่อตั้ง ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ ลีก

ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ ลีก ที่กำลังดราม่าไปทั่วโลก ประธานที่เป็นตัวก่อหวอดให้จัดการแข่งขัน ก็คือ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ถึงแม้เขาจะมีเหตุผลสวยงามในการยกระดับฟุตบอลไปอีกแขนงหนึ่ง เพื่อนำรายได้เข้าสู่สโมสร ด้วยการนำยอดทีม 20 สโมสรชั้นนำของยุโรปมาฟาดแข้งกัน โดยไม่ขอพึ่งพา ยูฟ่า อีกต่อไป

ในหัวของ เปเรซ เขาคือนักธุรกิจ และ เป็นนักการตลาดชั้นยอด สร้าง มาดริด ให้ยิ่งใหญ่ แต่เหมือนว่าการเดินเกมสร้าง ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ ลีก จะส่งผลเสียต่อเขามากมายเหลือเกิน เพราะแฟนบอล, บรรดากูรู หรือ ใครก็ตามแต่ที่ไม่เห็นด้วยกับ ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ ลีก มองว่าผู้บริหารทีมเหล่านี้ มองถึงผลประโยชน์ด้านการเงิน โดยแทบไม่ให้ความสำคัญกับแฟนบอลและประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเลย

ฉะนั้นจะเห็นได้ว่า 12 ยอดทีมที่ เปเรซ หมายมั่นปั้นมือให้เข้าร่วมโม่แข้ง ซูเปอร์ ลีก ทุกซีซั่น ต่างทยอยถอนตัวกันไปหมดแล้ว เพราะต้องยอมพลังมวลมหาประชาชน ที่ไม่เห็นด้วย กลายเป็น เปเรซ ที่ออกตัวแรง ต้องรับหน้าอยู่คนเดียว ถึงแม้เขาจะพยายามแถว่า ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ ลีก มีโอกาสไปต่อมากเพียงใด ก็กลายเป็นโปรเจ็คท์ที่ฝันลมๆแล้งๆไปแล้ว

ฮาย ฮาวดี้

RELATED NEWS