ชำแหละจากสิ่งที่เห็น ฟอร์มการเล่น 8 ชาติยักษ์ใหญ่

ในช่วงที่ ยูโร 2020 กำลังให้ทุกคนได้พักฟื้นสภาพร่างกาย ก่อนกลับมาเตะ รอบ 16 ทีมสุดท้ายกันในคืนวันเสาร์นี้ .. ทีม ขอบสนาม จึงได้วิเคราะห์ถึงสิ่งที่ได้เห็น เกี่ยวกับฟอร์มของชาติยักษ์ใหญ่ทั้งหมด 8 ทีม ที่ผ่านมาเข้าสู่รอบน็อคเอาท์ ว่าเป็นอย่างไร สิ่งไหนคือจุดอ่อนที่ต้องแก้ไข จาก 3 เกมที่ผ่านมา ไปติดตามกันได้เลยครับ

– ทีมชาติอิตาลี

ผลงานตลอด 3 นัดที่ผ่านมา ของ ทีมชาติอิตาลี อาจจะดูเซอร์ไพรส์แฟนบอลอยู่เหมือนกัน เพราะนับตั้งแต่ตกรอบแรก ฟุตบอลโลก 2014 ก็ไม่มีผลงานอะไรเตะตาอีกเลย ถึงขั้นที่ไม่ผ่านรอบคัดเลือกมาเล่น “เวิลด์ คัพ 2018” ด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม ยูโร 2020 ขุนพล “อัซซูรี่” ภายใต้การคุมทีมของ โรแบร์โต้ มันชินี่ มาในมาดแบบ “ดุดัน” พร้อมปะทะทุกทีม ด้วยเกมรับอันแข็งแกร่ง ที่เป็นจุดเด่นของทีม ยังอัพเกรดเรื่องของเกมรุก ที่เดินหน้าบุกใส่คู่แข่งตลอด 90 นาที และ มีมิติเกมรุกที่หลากหลายสุดๆ ลบภาพเดิมที่เน้นแต่เรื่องเกมรับไปจนหมดสิ้น

ถึงแม้ไม่มีนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ เหมือนแข้งตำนานในอดีต และ ไม่ได้ถูกวางเป็นตัวเต็งแต่ผลงานของแข้ง “อัซซูรี่” แต่การนำโดย ชิโร่ อิมโมบิเล่, เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ หรือ ลอเรนโซ่ อินซินโญ่ ประจักษ์ให้เห็นว่า อิตาลี พร้อมมาทวงบัลลังค์อีกครั้ง โดย 3 นัด ยิงไป 7 ประตู ไม่เสียสักลูกเดียว เป็นผลงานระดับ “มาสเตอร์พีซ” จนตอนนี้พวกเขาถูกจับตามองอย่างยิ่ง

– ทีมชาติเบลเยี่ยม

ทีมชาติเบลเยี่ยม อุดมไปด้วยยอดนักเตะชั้นนำของยุโรป แค่เกมแรกก็ประเดิมด้วยการถล่มใส่ ทีมชาติรัสเซีย แบบเละเทะ 3-0 โดยเฉพาะผลงานของ โรเมลู ลูกากู ที่ระเบิดฟอร์มกดไป 2 ประตู ด้วยกัน

ถึงแม้จะออกสตาร์ทอย่างเพอร์เฟ็คท์ แต่โลกนี้มันไม่สมบูรณ์แบบเสมอไป เพราะเกมที่ ปีศาจแดงแห่งยุโรป เจอกับ เดนมาร์ก มันได้เห็นแล้วว่า เวลาที่พวกเขาเจอเกมตื้อๆ กองหน้าทำอะไรไม่เป็น การขาด เควิน เดอ บรอยน์ หรือ เอแด็น อาซาร์ มันสำคัญมาก ซึ่ง “เคดีบี” เป็นผู้มาเปลี่ยนเกมให้ทีมเก็บ 3 แต้ม เอาชนะไปได้

ดังนั้นถ้า เบลเยี่ยม ยุค โกลเด้น เจเนเรชั่น สามารถรักษาความฟิตของ เดอ บรอยน์ ไปได้ตลอดทัวร์นาเมนต์ ไม่เจ็บ ไม่ป่วย เชื่อว่าพวกเขามีโอกาสทำให้ความฝันเป็นจริง เพราะนักเตะคนนี้จะเป็นคีย์แมนสำคัญ ในศึก ยูโร 2020 หนนี้ อย่างไม่ต้องสงสัย

– ทีมชาติอังกฤษ

ทีมชาติอังกฤษ ทำผลงานได้น่าห่วงเหลือเกิน ถึงแม้จะเข้ารอบเป็นอันดับ 1 ก็ตาม แต่ตลอด 3 นัดที่ผ่านมา แทบจะมีดราม่าให้พูดถึงอยู่ตลอด โดยเฉพาะการจัดทัพของ แกเร็ธ เซาธ์เกต ไม่ว่าจะเป็นการโยก คีแรน ทริปเปียร์ ไปเล่นเป็นแบ็กซ้าย หรือ ยังดันทุรังฝืนใช้ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง

จากที่ได้ดูผลงานของขุนพล “สิงโตคำราม” จะเห็นได้เลยว่า เซาธ์เกต มีปัญหาเรื่องการจัดทีมอยู่เหมือนกัน บางตำแหน่งยังไม่มีผู้เล่นในดวงใจ อาทิแบ็กขวา มีการสลับ รีซ เจมส์ กับ ไคล์ วอล์คเกอร์ แต่สิ่งที่เขาโดนด่ามากกว่าก็คือแท็คติคเกมรุก ที่แทบเจาะแนวรับคู่แข่งไม่เข้าเลย

อังกฤษ เล่นไป 3 นัด ถึงแม้ได้ 7 แต้ม แต่ยิงได้แค่ 2 ประตู เท่านั้น จริงอยู่ที่เป็นผลงานอันยอดเยี่ยม แต่หากชำแหละมองลงลึกไปกว่านั้น แฮร์รี่ เคน กองหน้าตัวเก่ง ไม่สามารถยิงได้สักลูกเดียว ทำให้คำถามตกไปอยู่ที่ตัวช่วยในแนวรุก ซึ่ง ราฮีม สเตอร์ลิ่ง โดนด่ามากที่สุด เพราะไม่รู้ว่าจะขี้เลี้ยงไปไหน แต่ เซาธ์เกต ก็ให้ลงสนามทั้ง 3 เกม โดนด่าทั้งบาง

ขณะที่ จาดอน ซานโช่, แจ็ค กรีลิช หรือ มาร์คัส แรชฟอร์ด ส่วนใหญ่ถูกจับนั่งไว้ข้างสนาม จนมีวลีที่ว่า “ฟอร์มดีนั่งพัก ลูกรักจับลง” เชื่อว่า เซาธ์เกต ก็จะทำแบบนั้นต่อไปในรอบ 16 ทีม เพียงแต่เขาต้องพิสูจน์และแก้ไขว่า นักเตะที่ส่งลงเล่น มันสร้างสามารถประโยชน์ให้กับทีมได้ เพราะเกมที่จะเจอกับ เยอรมัน อาจไม่ได้โอกาสแก้ตัวอีกแล้ว

– ทีมชาติเนเธอร์แลนด์

การกลับมาของ อัศวินสีส้ม ในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ เหมือนทำให้แฟนบอลได้เจอเพื่อนเก่า บรรยากาศเก่าๆอีกครั้ง หลังจากตกรอบคัดเลือก ทั้ง ยูโร 2016 และ ฟุตบอลโลก 2018 แต่กระนั้น มหกรรมลูกหนังชิงแชมป์ยุโรป หนนี้ ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ โชว์ฟอร์มได้น่าตื่นตาตื่นใจเหลือเกิน

ถึงแม้จะมีอุปสรรคมากมาย ทั้งเรื่องเปลี่ยนกุนซือกลางคัน, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ บาดเจ็บ และ ยาสเปอร์ ซิลเลนเซ่น ติด โควิด-19 ก่อนทัวร์นาเมนต์เริ่ม แต่ทว่าขุนพล “ฟลายอิ้ง ดัตช์แมน” แสดงให้เห็นว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ปัญหา เนื่องจาก “ฟุตบอล” เล่นด้วยทีมเวิร์ค

เกมรุกดุดันจัดๆ 3 นัด ยิงไป 8 ประตู ซึ่งไม่ได้มีแค่ เมมฟิส เดปาย หรือ จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม เท่านั้นนะครับ แต่วิงแบ็กอย่าง เดนเซล ดุมฟรายส์ เติมเกมได้อย่างสะแด่วแห้วจริงๆ บวกกับกองกลางวิ่งสู่ฟัดทุกคน แน่นอนพวกเขายังมีข้อผิดพลาด ในเรื่องเกมรับ ที่ เคยนำ ยูเครน 2-0 แต่โดนตีเสมอ 2-2 ในเวลาแค่ 5 นาที 

แต่ลูกทีมของ แฟร้งค์ เดอ บัวร์ ก็ปรับจูนจนทุกอย่างเข้าที่ อีกทั้งได้ตัว มัทไธส์ เดอ ลิกต์ กลับคืนมา ทำให้ เนเธอร์แลนด์ เก็บคลีนชีตได้ 2 นัดหลังสุด นับเป็นฟอร์มที่พวกเขาทำได้อย่างยอดเยี่ยม ในรอบแบ่งกลุ่ม หากรักษาฟอร์มไปได้ มีโอกาสทะลุไปถึงรอบลึกๆ

– ทีมชาติฝรั่งเศส

เชื่อว่าหลายๆคนก็ยังมองว่า ฝรั่งเศส คือตัวเต็งเบอร์ 1 ที่มีโอกาสคว้าแชมป์ ยูโร 2020 มาครอง เพราะตัวเล่นหลักๆอยู่กันแทบยกกระบิ และ อยู่ในช่วงวัยที่กำลังพีคสุดๆ แถมยังได้ คาริม เบนเซม่า กลับคืนมา แค่เกมประเดิมสนามก็โชว์ให้แฟนบอลได้เห็นเป็นขวัญตา ด้วยการเอาชนะ เยอรมัน 1-0

หากจะมีอะไรมาหยุดความร้อนแรงของทัพ “ตราไก่” ก็อาจเป็นสภาพอากาศที่ร้อนจัดถึง 37 องศา ซึ่ง ปอล ป็อกบา ที่ออกมาบ่นพึมพำเกมที่ต้องไล่ตามตีเสมอ ฮังการี 1-1 แต่วันนั้นพวกเขาก็ไม่เฉียบคมเองด้วย

ส่วนนัดสุดท้ายที่เสมอกับ โปรตุเกส 2-2 อย่างสุดมันส์ ก็ได้เห็นจุดอ่อนของ ฝรั่งเศส อยู่บ้าง นั่นก็คือเรื่องการเข้าหนัก นักเตะหลายคนโดนใบเหลือง อาจสุ่มเสี่ยงต่อการโดนแบน และ คำถามเลยคือ ตัวสำรอง สามารถทดแทนตัวหลักได้ขนาดไหน อย่างล่าสุด ฌูลส์ กุน​เด้ ลงมาเล่นเป็นแบ็กขวา เบนฌาแมง ปาวาร์ ซึ่งดูจะยังติดขัดหลายเรื่อง ทั้งการขึ้นเกม, การเชื่อมกับเพื่อน และ ยังทำเสียจุดโทษอีกด้วย ซึ่งทัวร์นาเมนต์แบบนี้ ตัวสำรองสำคัญมาก

– ทีมชาติเยอรมัน

ทีมชาติเยอรมัน ซึ่งจะทิ้งทวน โยอัคคิม เลิฟ เป็นทัวร์นาเมนต์สุดท้าย ซึ่งพวกเขาต้องการจะลบภาพแย่ๆ ที่เคยตกรอบแบ่งกลุ่ม ฟุตบอลโลก 2018 แต่กระนั้นเกมแรกก็ประเดิมด้วยการแพ้ ฝรั่งเศส 0-1 ซึ่งจุดบอดวันนั้น ก็คือเกมรับ แต่มันก็ว่าไม่ได้ เพราะพวก มัตส์ ฮุมเมิ่ลส์ หรือ อันโตนิโอ รูดิเกอร์ ต้องรับมือกับพวกตัวจี๊ดอย่าง คีเลี่ยน เอ็มบัปเป้

อย่างไรก็ตาม อินทรีเหล็ก ยังคงมีปัญหาเรื่องแนวรับอยู่เหมือนเดิม เกมต่อมาที่พบกับ โปรตุเกส แต่ยังดีที่วันนั้น พวกแนวรุกเข้าฝัก พร้อมมีออปชั่นเสริมขึ้นมาอย่าง โรบิน โกเซ่นส์ ทำให้กลับมาแซงเอาชนะไปได้ 4-2 ทว่าเกมสุดท้ายที่เจอ ฮังการี เหมือนเป็นการตอกย้ำว่า หลังบ้าน “อินทรีเหล็ก” เปื่อยยุ่ยเหมือนกระดาษทิชชู่

เพราะขนาดเกมที่พบกับ ฮังการี ยังโดนซัดไปถึง 2 ลูก โดยเฉพาะเรื่องสมาธิ และ การมาร์คตัว ซึ่ง 3 นัด อินทรีเหล็ก โดนถลุงไป 5 ลูก จริงๆแล้วหากพินิจให้ดีๆ เกมรุกของ เยอรมัน อาจจะจบสกอร์ไม่คมไปบ้าง แต่การยิงประตูพอให้ช่วยลืมเรื่องนั้นไปได้ คงมีเกมรับเท่านั้น ที่ต้องปรับปรุงอย่างเร่งด่วน ถึงแม้ อังกฤษ จะปืนฝืด แต่ถ้าปล่อยให้เกิดช่องว่าง อาจโดนทีเด็ดพวก แฮร์รี่ เคน ก็ได้

– ทีมชาติโปรตุเกส

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ก็ยังคงเป็น เดอะ แบก ในการทำประตูให้กับ โปรตุเกส อยู่เหมือนเดิม แต่กระนั้นจากที่ดูฟอร์มของพวกเขา ในศึก ยูโร 2020 ตลอด 3 เกมที่ผ่านมา ทาง ซีอาร์ 7 ไม่ได้แบกทีมอยู่คนเดียวอีกแล้ว เพราะคราวนี้มีน้องๆคอยวิ่งไล่ คอยป้อน คอยทำทาง อาทิ ดิโอโก้ โชต้า, แบร์นาโด้ ซิลวา หรือ บรูโน่ แฟร์นานเดส

เรื่องเกมรุก ไม่เคยห่วงเลย สำหรับ โปรตุเกส ถ้าหากมี โรนัลโด้ และ พรรคพวกของเขา ที่โชว์ฟอร์มได้ดีกันหลายคน แต่สิ่งที่น่าห่วงมากสุด ก็คือเรื่องเกมรับ โดย 2 นัดหลัง โดนซัดไป 6 ประตู ทั้งๆที่มี เปเป้ และ รูเบน ดิอาส

แต่มันมีอยู่คนหนึ่ง ที่อาจจะโอนสัญชาติมาจาก ซาอุดิ อาระเบีย และ มาเล่นให้กับ โปรตุเกส ก็คือ เนลสัน เซเมโด้ บอกเลยว่า รั่วได้ใจจอร์จจริงๆ ซึ่งในเกมแพ้ เยอรมัน ถูกเจาะเหมือน “บ่อน้ำมัน” อีกทั้งเกม ฝรั่งเศส ก็ไปทำเสียจุดโทษง่ายๆ ดังนั้นเกมต่อไปที่ต้องเจอศึกหนักอย่าง เบลเยี่ยม แค่แนวรุกจูนกันให้ติด และ แก้ไขเกมรับมันแกร่งกว่านี้ บอกเลยว่า เดือดแน่นอน

– ทีมชาติสเปน

แค่เรื่องดราม่าการเรียกตัว ก็โดนด่าจนหูชาอยู่แล้ว ยิ่งมาเห็นผลงานในศึก ยูโร 2020 ยิ่งโดนวิจารณ์หนักมากกว่าเดิมอีก เพราะตัวที่มีชื่อติดมากับทีม ก็ไม่ได้ฟอร์มดีอะไรมากมายนัก และ เรื่องนั้นมันก็ฟ้องให้เห็นตั้งแต่เกมแรกเสมอกับ สวีเดน 0-0

เกมรุก “กระทิงดุ” สร้างสรรค์ได้ดีก็จริง แต่ถ้าเป็นข้อสอบเรื่องการจบสกอร์ คงติด “เอฟ” เนื่องจากไม่มีความเฉียบคมเลยสักนิด โดยเฉพาะ อัลบาโร่ โมราต้า ศูนย์หน้าของทีม ต้องใช้คำว่า “สากเรียกพ่อ” ไม่ว่าจะจ่อจะโล่งแค่ไหน ก็ยิงไม่เข้า ขนาดจุดโทษก็ซัดไปติดเซฟ นับเป็นปัญหาใหญ่ของ หลุยส์ เอ็นริเก้ ที่ต้องไปแก้เรื่องสภาพจิตใจให้ได้

จริงอยู่ที่เกมสุดท้าย สเปน ถล่มเอาชนะ สโลวาเกีย 5-0 แต่อย่างที่บอกไปครับ พวกเขาต้องไปแก้ปัญหาเรื่องการจบสกอร์ ยิ่งกองหน้าที่เรียกมา ดูเหมือนจะมีแค่ โมราต้า กับ เคร์ราร์ด โมเรโน่ เท่านั้น ยิ่งเข้ารอบลึก ก็ต้องไปเจอกับทีมใหญ่ การทำประตูก็ยากยิ่งขึ้น และ หากยังใช้โอกาสสิ้นเปลืองแบบนี้ บอกเลยว่า สเปน น่าห่วงมากจริงๆ

ฮาย ฮาวดี้

RELATED NEWS