5 ข้อบ่งชี้ อังกฤษ ชุดนี้ ยังมีอนาคต

เชื่อว่าความผิดหวังของทีมชาติอังกฤษ ยังคงลอยอบอวลอยู่ในความทรงจำ เพราะอีกเพียงแค่ก้าวเดียว ก็จะมีโอกาสคว้าแชมป์ ยูโร 2020 อยู่แล้ว แต่ดันมาพ่ายจุดโทษให้กับ อิตาลี ซึ่งหลังจากแมตขช์นั้น ทั้งตัว แกเร็ธ เซาธ์เกต กุนซือใหญ่ และ นักเตะในทีมหลายๆคน ต่างก็โดนวิจารณ์อย่างหนัก ทั้งเรื่องแท็คติค หรือ ฟอร์มส่วนตัว

อย่างไรก็ตาม ทุกความพ่ายแพ้ มันพอจะมีข้อดีให้มองเห็นอยู่บ้าง สิ่งใดที่ต้องแก้ไข สิ่งใดที่ต้องสานต่อ และ 5 ประเด็นต่อจากนี้ มันจะเป็นตัวบ่งชี้ว่า อังกฤษ ชุดนี้ ยังมีอนาคต และ อาจก้าวไปถึงฝั่งฝันในสักวันหนึ่ง

  1. อังกฤษ ชุดนี้รุ่นยังเติร์ก

24 ทีมในศึก ยูโร 2020 ต้องบอกว่า อังกฤษ คือชาติ ที่ขุมกำลังเด็กสุดแห่งทัวร์นาเมนต์นี้ ถึงแม้จะมีกระแสดราม่าตั้งแต่ช่วงประกาศตัว แต่กระนั้น แกเร็ธ เซาธ์เกต ก็พิสูจน์ด้วยการพาขุนพล “ทรี ไลอ้อนส์” ผ่านเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ

สุดท้ายแม้จะต้องผิดหวังไปอีกครั้ง แต่กระนั้นขุมกำลังทีมชาติอังกฤษ ชุดนี้ ยังสามารถต่อยอดไปได้อีกไกล หลายๆคนโด่งดัง และ คว้าแชมป์ตั้งแต่เป็นดาวรุ่ง รวมถึงบรรดาตัวเก๋าๆอย่าง ที่จะเป็นพี่ใหญ่ให้กับน้องๆ ก็ยังไม่ได้ถึงวัยโรยรา อาทิ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ไคล์ วอล์คเกอร์ หรือ คีแรน ทริปเปียร์ ก็อายุราวๆ 30-31 ปี เท่านั้น

ฉะนั้น ฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ หาก อังกฤษ ตีตั๋วผ่านเข้าไปเล่น รอบสุดท้าย ได้สำเร็จ นักเตะหลายๆคน จะมีชั่วโมงบินมากขึ้น และ เข้าสู่ช่วงพีคของนักฟุตบอลอาชีพ อาทิ แฮร์รี่ เคน ซึ่งน่าจะสุกงอกเต็มที่ กับทัวร์นาเมนต์ใหญ่ที่รออยู่

  1. เซาธ์เกต ได้บทเรียนอันล้ำค่า

การจัดทีมของ เซาธ์เกต ยังคงสร้างความขัดใจให้กับแฟนบอลอยู่ไม่น้อย แต่ด้วยความที่พา อังกฤษ ผ่านเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศ ทำไมเสียงวิจารณ์แผ่วเบาลงไป อย่างไรก็ตาม จากเกมนัดชิงชนะเลิศ ที่พ่ายให้กับ อิตาลี กระแสตีกลับกันเลย และ น่าจะสร้างบทเรียนให้กับกุนซือรายนี้ มากเลยทีเดียว

เพราะ แท็คติคของ เซาธ์เกต ช่างขัดใจสาวก สิงโตคำราม เหลือเกิน อาทิ พอนำเร็ว ก็ดันเปลี่ยนไปตั้งรับ ทั้งๆที่ครึ่งแรกครองเกมได้ดีกว่า อิตาลี เยอะ จนกระทั่งโดนตีเสมอ หรือ การเปลี่ยนตัวอันล่าช้า บางเกมแนวรุกดูตื้อๆ เจาะคู่แข่งไม่เข้า มีตัวเลือกมากมายให้เลือกสรร แต่กว่าจะเปลี่ยนตัวก็ปาไปท้ายเกม และ มักเปลี่ยนแค่ 1-2 คน เท่านั้น บางทีก็เปลี่ยนนักเตะ ที่ไม่น่าเปลี่ยนออก ส่วนคนที่ควรเปลี่ยนออก ก็ให้อยู่จนครบเวลา

ส่วนประเด็นที่โดนด่าหนัก คือการเลือกตัวนักเตะซัดจุดโทษ เขาบ้ามากที่เลือกเด็กอย่าง บูกาโย่ ซาก้า เป็นคนซัดคนที่ 5 ซึ่งหลายๆเรื่องที่ เซาธ์เกต โดนวิจารณ์ ก็คือ “ติเพื่อก่อ” และ จะเป็นบทเรียนชั้นดี ให้นำความผิดพลาดเหล่านั้น มาแก้ไขให้ดีขึ้น ถ้าหากเขาต้องการถูกจารึกว่าเป็นกุนซือแห่งประวัติศาสตร์ของทีมชาติอังกฤษ จะต้องทำให้มันเพอร์เฟ็คท์มากกว่านี้

  1. เด็กขึ้นมาใหม่ ต้องพิสูจน์ว่าดีพอ

ถึงแม้ว่า อังกฤษ ชุดนี้ จะเป็นยังเติร์กอยู่แล้ว แต่กระนั้นการแข่งขันแย่งชิงตำแหน่งในทีมถือว่าสูงมาก ใครฟอร์มตกมาที อาจถึงขั้นหลุดออกจากทีมไปได้เลย ให้ดูตัวอย่าง เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แบ็กขวาที่คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กับ ลิเวอร์พูล แต่พอซีซั่นที่ผ่านมา ผลงานหลุดกรอบไปไกล ยังแทบไม่มีที่ยืนในทัพ “สิงโตคำราม”

ดังนั้นพวกดาวรุ่งที่ก้าวขึ้นมา จะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า พวกเขายืนระยะได้ดีพอ อาทิ จู๊ด เบลลิงแฮม เพิ่งอายุ 18 ปี เท่านั้น, บูกาโย่ ซาก้า 19 ปี, ฟิล โฟเด้น, รีซ เจมส์, จาดอน ซานโช่ เพิ่งอายุ 21 ปี และ เมสัน เมาท์ กับ เดแคลน ไรซ์ แค่ 22 ปี ไม่ใช่แค่ ฟุตบอลโลก ปีหน้า แต่อีก 4 ปี ต่อจากนั้น นักเตะเหล่านี้ ก็จะเป็นกำลังหลักเหมือนเดิม

แต่กระนั้นบรรดาตัวสำรอง หรือ ที่ถูกเมินก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น เมสัน กรีนวู้ด, คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย, เอมิล สมิธ โรว์ หรือ แม้กระทั่ง อารอน แรมส์เดล นายทวารมือ 3 ที่อายุยังน้อย ทว่ามีประสบการณ์บนเวทีใหญ่ๆกันหมดแล้ว การเป็นดาวรุ่งที่มีชื่อเสียงไม่เพียงพอ พวกเขาต้องพิสูจน์ด้วยว่าดีพอที่จะก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลัก เพื่อแทนรุ่นพี่ ที่ต้องผลัดใบเปลี่ยนกันไป

  1. ทีมเวิร์คของอังกฤษ

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แข่งขันกันสูงมาก สโมสรห้ำหั่นกันเอาเป็นเอาตาย บางทีมเกลียดกันแบบเข้าไส้ แต่ทว่าความสัมพันธ์ของ อังกฤษ ชุดนี้ ล้วนสามัคคีผูกพันธ์กันเหลือเกินทั้งในและนอกสนาม ผิดกับรุ่น โกลเด้น เจเนเรชั่น อาทิ เดวิด เบ็คแฮม, แฟร้งค์ แลมพาร์ด, พอล สโคลส์ หรือ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ที่มันจะมีความบาดหมางในนามสโมสรเป็นเส้นบางๆกั้นอยู่

และ มิตรภาพเหล่านี้่แหละครับ มันจะทำให้ สิงโตคำราม แข็งแกร่งขึ้น อย่างในศึก ยูโร 2020 จะเห็นว่าไม่มีนักเตะแสดงอาการงอแงเลยสักนิด ต่อให้จะต้องนั่งข้างสนาม หรือ โดนเปลี่ยนตัวออก ทั้งๆที่เพิ่งลงมาเล่นเป็นสำรอง มันบ่งบอกถึงทีมเวิร์ค  เข้าใจซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี ทั้งตัวโค้ช และ นักเตะ

ที่สำคัญคือการเล่นแบบรู้ใจมากขึ้น ลูกเซตพีซก็ยังเป็นทีเด็ดเหมือนเดิม ในการแข่งขัน ยูโร 2020 เพิ่มเติมคือมีลูกโอเพ่นเพลย์ให้เห็นมากขึ้น ดังนั้นถ้าหากนักเตะชุดนี้ยังโชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยม และ เซาธ์เกต ยังยึดนักเตะแกนหลักชุดนี้ เชื่อว่าทีมเวิร์คของ อังกฤษ จะแข็งแกร่งมากขึ้น เพราะฟุตบอลที่เล่นด้วยกันมานาน ย่อมเข้าขารู้ใจกันเป็นอย่างดี

  1. อุปสรรคในใจถูกทำลาย

บางทีเวลาคนเรามีอะไรที่มันค้างคาใจ และ พอทำสำเร็จ มันเหมือนเป็นการปลดแอกความรู้สึกออกมา โดยอย่าง ยูโร 2020 ทีมชาติอังกฤษ ก็สามารถปราบเอาชนะ เยอรมัน คู่รักคู่แค้นลงได้เสียที ซึ่งมันคงทำให้พวกเขาไม่หวั่นกลัว อินทรีเหล็ก อีกแล้ว หากต้องปะทะกันอีกครั้ง

อย่าง ฟุตบอลโลก ที่ อังกฤษ ไม่เคยเฉียดเข้าใกล้แชมป์ นับตั้งแต่ซิวโทรฟี่ปี 1966 แกเร็ธ เซาธ์เกต ก็เป็นคนสร้างมาตรฐานพาทีมผ่านเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศ เวิลด์ คัพ 2018 เรียกว่าฝ่าฟันอุปสรรคจนมาถึงเกือบจุดหมาย ดังนั้นพวกเขาย่อมมีจุดหมายที่สูงกว่า โดยที่ไม่ต้องเกรงกลัวใครหน้าไหน

คงมีแต่การรักษาสภาพจิตใจ และ ลบเลือนคืนวันร้ายๆ ในเกมนัดชิงชนะเลิศที่พ่ายให้กับ อิตาลี อย่างน้อยข้อดีคือ จอร์แดน พิคฟอร์ด ก็สร้างมั่นใจในการเซฟจุดโทษ ที่เหลือก็คงเป็นพิสูจน์ว่า ถ้า อังกฤษ ต้องมาดวลจุดโทษกับคู่แข่งอีกครั้ง พวกเขาจะสามารถลบฝันร้าย และ เอาชนะมันได้หรือไม่

ฮาย ฮาวดี้

RELATED NEWS