ริชาร์ลิซอน จากเด็กขายไอติม สู่ความหวังเหรียญทอง บราซิล

ริชาร์ลิซอน จากเด็กขายไอติม สู่ความหวังเหรียญทอง บราซิล

ชีวิตของคนเรา บางทีมันก็ตลก 69 เหลือเกินนะครับ หลายคนแย่ หลายคนรุ่ง ไม่สามารถคาดเดาได้เลย เช่นเดียวกับ ริชาร์ลิซอน ชายหนุ่มผอมกะหร่อง ผู้ใช้ฟุตบอล พลิกชะตาชีวิต จากคนที่กำลัง “หมดหวัง” กลายมาเป็น “ความหวัง” ของทีมชาติบราซิล ในการแข่งขัน โอลิมปิก เกมส์ 2020 ณ ประเทศญี่ปุ่น

ครั้งหนึ่งเขาเคยเกือบหันหลังให้กับวงการลูกหนังไปแล้ว เพราะผิดหวังจนท้อใจ แต่อะไรที่ดลบันดาลให้ ริชาร์ลิซอน ต่อสู้ จนไต่เต้าขึ้นมาเป็นนักเตะค่าตัวแพง, เป็นตัวหลักทีมชาติ และ เป็นความหวังเหรียญทอง บอกเลยว่าชีวิตของเขา ไม่ได้โรยด้วยดอกกุหลาบจริงๆ

– พล็อตชีวิตยากจนของเด็ก บราซิล

เรื่องราวของนักเตะบราซิล เป็นเหมือนหนังที่มีพล็อต ต่อสู้กับความยากลำบาก ให้อารมณ์กำลังนั่งดู “วงเวียนชีวิต” หากเป็นบทเพลง ก็คงเหมือนเพลง “ชีวิตหนี้” ของพี่เสือ ธนพล ที่ร้องว่า “ทำยังไงได้ ก็ไม่ได้เกิดมาบนกองทอง” ซึ่ง ริชาร์ลิซอน ก็คือหนึ่งในบทชีวิตเรื่องนี้ เพราะกว่าที่เขาจะเติบโตมาได้ ก็ต้องปากกัด ตีนถีบ มาตั้งแต่เด็กๆ

ริชาร์ลิซอน อาศัยอยู่กับครอบครัว โดยมีพี่น้อง 2 คน อยู่ในห้องสีเหลี่ยมเล็กๆ ฐานะทางบ้านเรียกว่า “ยากจน” .. พ่อและแม่ ของเขา มีอาชีพ ทำนาทำไร่ แต่มันไม่พอกับการเลี้ยงชีพครอบครัว ทำให้ ริชาร์ลิซอน ต้องส่งเสียตัวเอง ด้วยการเป็นเด็กขายไอติม เพื่อนำเงินมาช่วยจุนเจือชีวิต

เด็กๆใน บราซิล หลายคน เมื่อครอบครัวมีฐานะยากจน ก็หลงผิด ไปเดินทางสายดำ พัวพันกับยาเสพติด จนชีวิตกู่ไม่กลับ …. ซึ่ง ริชาร์ลิซอน ไม่อยากเป็นแบบนั้น เมื่อโตขึ้น เขาเลือกยอมห่างกับพ่อและแม่ ไปอาศัยอยู่กับคุณลุง เพราะอยู่ใกล้กับสนามฟุตบอล มันคือสิ่งเดียวที่เขาหวังพึ่ง เพื่อเป็นอนาคต ของตัวเอง และ ครอบครัว

– ท้อจนเกือบเลิกเล่นฟุตบอล

คนเราใช่ว่าจะเกิดมาเก่ง และ มีพรสวรรค์ไปซะทุกคนนะครับ บางคนมีความฝัน แต่ไม่อาจก้าวไปถึงมัน เช่นเดียวกันกับ ริชาร์ลิซอน เพราะก่อนที่เขาจะก้าวมาถึงจุดนี้ เคยเกือบหันหลังให้กับวงการลูกหนังไปแล้ว เพราะผิดหวังจนท้อแท้ เนื่องจากถูกหลายๆทีมปฏิเสธ ถึงขั้นที่เจ้าตัวเคยบอกว่า “ผมผิดหวังมาขนาดไหนนะเหรอ ? ต่อให้คุณใช้ 10 นิ้วนับ ก็ไม่พอหรอก”

หากเขายอมแพ้ต่อโชคชะตา ก็คงไม่มีใครรู้จัก ริชาร์ลิซอน เพราะ เขายอมทุบ หม้อข้าว หม้อแกง เดิมพันครั้งสุดท้ายของชีวิต โดยนำเงินที่เหลือติดตัว จากการทำงานเลี้ยงชีพ เดินทางไปทดสอบฝีเท้ากับ อเมริกา มิเนโร่ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านเกิด 600 กิโลเมตร พร้อมกับตั้งปนิธานไว้ว่า ถ้าหากไม่ผ่านการตัดตัวครั้งนี้ เขาจะหันหลังให้กับฟุตบอลทันที

อย่างไรก็ตาม  “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” เมื่อการทดสอบฝีเท้ากับ อเมริกา มิเนโร่ ผ่านไปด้วยดี และ  ริชาร์ลิซอน ก็ได้รับบรรจุเข้าไปเป็น อะคาเดมี่ ของสโมสรแห่งนี้ ด้วยวัยราวๆ 17 ปี

– ระยะเวลาแค่ 3 ปี จาก ลีกล่าง แซมบ้า สู่เวที พรีเมียร์ลีก

หลังจากที่ ริชาร์ลิซอน เดินตามความฝัน ได้เข้ามาอยู่ อะคาเดมี่ของ อเมริกา มิไนโร่ เมื่อปี 2014 ผ่านไปไม่นานแค่ราวๆ 12 เดือน เขาก็ก้าวขึ้นมาเล่นกับชุดใหญ่ โลดแล่นในเวที บราซิล เซเรีย บี ก่อนจะทำผลงานผลงานได้อย่างน่าประทับใจ กดไป 9 ประตู จากการลงเล่นแค่ 24 นัด นับว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

แค่ปีแรกในฐานะนักเตะอาชีพของ ริชาร์ลิซอน ก็ไปเตะตา ฟลูมิเนนเซ่ ทีมดังจาก เซเรีย เอ ลีกสูงสุดแห่งวงการลูกหนัง “แซมบ้า” ทันที ก่อนที่จะมีการเซ็นสัญญายาว 5 ปี จากเด็กไอติม สู่นักเตะที่มีค่าตัวราวๆ 2.5 ล้านยูโร (ราวๆ 88 ล้านบาท)

แค่ 2 ซีซั่นกับ ฟลูมิเนนเซ่ จุดเปลี่ยนชีวิตก็เข้ามาอีกครั้ง เมื่อมี วัตฟอร์ด ทีมจาก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แสดงความประทับใจในฝีเท้า หลังเห็นฟอร์มดาวยิงรายนี้ จากการซัดไป 15 ประตู จาก 36 นัด ในปีที่ 2 กับสโมสร สุดท้ายชีวิตเขาก้าวกระโดด เพราะได้ไปอยู่กับ แตนอาละวาด จริงๆ จากเด็กยากจน สู่นักเตะ ที่จะได้ค้าแข้งในลีกที่ดีที่สุดในโลก

– นักเตะค่าตัวแพงสุดในประวัติศาสตร์ เอฟเวอร์ตัน

ตอนที่ ริชาร์ลิซอน เก็บข้าวของย้ายออกจาก ฟลูมิเนนเซ่ มาค้าแข้งกับ วัตฟอร์ด ไม่มีใครรู้จักเขาเลย และ ไม่มีใครสนใจด้วยซ้ำ ต่อให้ย้ายมาด้วยค่าตัว 11.2 ล้านปอนด์ .. แต่เขาก็กู่ก้องชื่อเสียงตัวเอง ด้วยการลงไปปั่นป่วนแนวรับ ลิเวอร์พูล และ ช่วยพาทีมเสมอกับ หงส์แดง 3-3 ทั้งๆที่วันนั้น คือเกมเปิดซิงบนลีกลูกหนังแดน ผู้ดี แต่กลับโชว์ฟอร์มได้เหมือนว่าค้าแข้งที่นี่มานาน

เพียงแค่ 1 ซีซั่น วัตฟอร์ด ก็เล็กไปแล้วสำหรับ ริชาร์ลิซอน เพราะเส้นทางอาชีพของเขาได้ขยับขยายอีกครั้ง ซึ่งนอกจากฝีเท้าที่เก่งกาจแล้ว ยังบวกกับโชควาสนาไปด้วย เพราะ มาร์โก ซิลวา เจ้านายเก่าสมัย แตนอาละวาด โยกไปกุมบังเหียน เอฟเวอร์ตัน ก่อนตัดสินใจดึงตัว ริชาร์ลิซอน มาด้วย แต่คราวนี้ เขาไม่ได้มาในฐานะแข้งโนเนมอีกแล้ว

เพราะ เอฟเวอร์ตัน ยอมทุ่มทุนสร้าง เปย์เงินเป็นสถิติสโมสร 50 ล้านปอนด์ เพื่อดึงตัว ริชาร์ลิซอน มาร่วมทีม .. หลายคนอาจจะสงสัยว่าฝีเท้าของถึงขนาดนั้นแล้วเหรอ ? แชมป์ก็ไม่มี, ยิงประตูก็ไม่ได้มากมาย แต่ถ้าโค้ชคู่บุญอย่าง มาร์โก ซิลวา ให้บอร์ดบริหารทุ่มเงินขนาดนี้ เชื่อเถอะว่า “ไอ้หมอนี่” มีของดีอยู่แน่นอน

– ติดทีมชาติบราซิล ครั้งแรก และ คว้าแชมป์

ว่ากันตามตรง เมื่อคุณได้มาอยู่ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ โอกาสที่จะก้าวไปติดทีมชาติ ก็สูงมากยิ่งขึ้น เพราะจะได้รับการจับตามองเป็นพิเศษ ซึ่งก่อนหน้านี้ ริชาร์ลิซอน ไม่เคยถูกเรียกติดทีมชาติใหญ่เลยแม้แต่ครั้งเดียว เต็มที่ก็ได้เล่นให้กับ แซมบ้า รุ่น ยู-20 เท่านั้น

แต่หลังจากที่ ริชาร์ลิซอน ไปอยู่กับ เอฟเวอร์ตัน ไม่นาน เขาก็ถูกเรียกไปติดทีมชาติบราซิล เป็นครั้งแรก ในยุค ติเต้ เมื่อปี 2018 และ ใช้เวลาแค่ 2 นัด กับทัพ “เซเลเซา” เท่านั้น ดาวยิงรายนี้ ก็เปิดซิงซัด 2 ประตู ให้กับ บราซิล ได้ทันที นัดอุ่นเครื่องถล่ม เอล ซัลวาดอร์ 5-0

พอติดทีมชาติแล้ว ริชาร์ลิซอน จะต้องรักษามาตรฐานการเล่นไว้ให้ได้ เพราะ บราซิล เป็นทีมที่แข่งขันแย่งชิงตำแหน่งกันสูงมาก อาทิ เนย์มาร์, โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ หรือ กาเบรียล เชซุส เป็นต้น

ยังจำได้ดี วันที่ ติเต้ จะประกาศรายชื่อนักเตะทีมชาติบราซิล ลุยศึก โคปา อเมริกา 2019 เขากลับไปนั่งลุ้นกับเด็กๆในบ้านเกิด ประหนึ่งว่าเป็นตัวแทนหมู่บ้าน และ ทันทีที่มีชื่อเขาอยู่ในทัพ แซมบ้า ก็กระโดดโลดเต้น ไม่ต้องรักษาภาพพจน์ใดๆทั้งสิ้น

และ ทัวร์นาเมนต์นั้น ริชาร์ลิซอน ไม่ได้ถูกเรียกไปเป็นอะไหล่ของทีม เขาได้ลงเล่นเป็นตัวจริงตั้งแต่เริ่มรอบแบ่งกลุ่ม มีชื่อทั้งเป็นผู้ยิง และ แอสซิสต์ แต่น่าเสียดาย ที่รอบน็อคเอาท์ ดันมีปัญหาเรื่องความฟิต ไม่พร้อมลงสนาม อย่างไรก็ตามสุดท้ายแล้ว เขาก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีม คว้าแชมป์ โคปา อเมริกา 2019 มาครองได้สำเร็จ นับเป็นแชมป์เมเจอร์แรกในชีวิตค้าแข้ง

– จากเด็กน้อย สู่ตัวหลักทีมชาติ และ ดาวยิงความหวังเหรียญทอง

จากที่ ริชาร์ลิซอน มีสถานะเคยเป็นเด็กใหม่ในทีมชาติ มาตอนนี้เขากลายเป็นนักเตะตัวหลักของทัพ “แซมบ้า” ภายใต้การคุมทีมของ ติเต้ ไปแล้ว เพราะอย่างทัวร์นาเมนต์ล่าสุด โคปา อเมริกา 2021 ลงสนามเป็นตัวจริงเกือบทุกนัด นั่นมันแสดงให้เห็นว่ากุนซือ มั่นใจในฝีเท้านักเตะรายนี้มากเพียงใด แต่น่าเสียดาย ที่ไม่สามารถช่วยทีมป้องกันแชมป์ไว้ได้

ไม่เพียงแค่นั้น ปัจจุบัน ริชาร์ลิซอน เป็นนักเตะ แซมบ้า 1 จาก 2 คน ในชุด โคปา อเมริกา 2021 ที่ต้องมารับใช้ชาติอย่างต่อเนื่อง กับการแข่งขัน โอลิมปิก เกมส์ 2020 และ คราวนี้ เขาถือว่าเป็นพี่ใหญ่ในทีมเต็มตัว เพราะไม่นับโควต้าอายุเกิน ที่เรียกมา 3 คน เขาคือหนึ่งในผู้อาวุโสสูงสุดในทีม ด้วยวัย 24 ปี นั่นเป็นที่มาของการได้สวมใส่เบอร์ 10 ลุยมหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ

จากประสบการณ์ที่ค้าแข้งบนเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ และ ได้ร่วมเล่นกับพี่ๆในทีมชาติชุดใหญ่ มันสั่งสมให้ความเก่งกาจของเขาเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ แค่เพียงนัดเปิดตัว ต่อให้ต้องเจอศึกหนักอย่าง เยอรมัน แต่กระนั้น ริชาร์ลิซอน ก็ซัดแฮตทริคประเดิมทันที พาทีมถล่ม 4-2 จารึกเป็นแฮตทริคแรกในทีมชาติ และ เป็นแฮตทริคแรกใน โอลิมปิก เกมส์ ครั้งนี้

จริงอยู่ที่ดาวเตะจากค่าย ทอฟฟี่สีน้ำเงิน จะเคยคว้าแชมป์ โคปา อเมริกา มาครอง แต่อาจโดนครหาได้ว่า เพราะมีคนอื่นช่วยแบก ฉะนั้น โตเกียว เกมส์ หนนี้ ริชาร์ลิซอน จะต้องพิสูจน์ให้โลกได้เห็น ว่าเขามีดีพอในการเป็นจอมทัพ พาทัพ “แซมบ้า” ป้องกันแชมป์ คว้าเหรียญทองมาครองอีกครั้ง ได้หรือไม่ !

ฮาย ฮาวดี้

RELATED NEWS