มาดริด ในวันที่ได้ เบนเซม่า ขึ้นมาเป็น เดอะ แบก

ในสายตาของคุณ เรอัล มาดริด ยังดูน่าเกรงขามอยู่หรือเปล่า นับตั้งแต่วันที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ย้ายออกไป เพราะต้องเสียนักเตะที่เป็นเครื่องจักรถล่มประตูออกไป หลังอยู่สร้างความสำเร็จมาอย่างยาวนานถึง 9 ซีซั่น

และ ต่อมาถึงแม้ 3 ประสาน BBC อันลือลั่น จะล่มสลาย เพราะ แกเร็ธ เบล ก็ไม่อยู่กับร่องกับรอย อีกทั้ง เซร์คิโอ รามอส กัปตันทีมจอมยิงประตู อีกหนึ่งไอค่อนของสโมสร ก็มาย้ายออกไปอยู่กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง แต่กระนั้นคนที่ยังยืนหยัด พร้อมเป็น เดอะ แบก ให้กับ “ราชันชุดขาว” ก็คือ คาริม เบนเซม่า

ห้วงเวลาที่ ลา ลีกา สเปน อาจจะเสียผู้เล่นระดับซูเปอร์สตาร์ ไปทั้ง โรนัลโด้, รามอส และ ลิโอเนล เมสซี่ แต่มันกลายเป็นว่าทำให้ เบนเซม่า โดดเด่นขึ้นมาอย่างแจ่มชัด โดยเฉพาะการเป็นดาวยิงที่ดีที่สุดเวลานี้ของลีกแดน “กระทิง”

ย้อนกลับไปสมัยที่ เบนเซม่า เล่นร่วมกับ “BBC” เขาไม่ได้มีสถิติยิงกระจายมากนัก ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 10 ประตูนิดๆ เคยต่ำสุดซัดแค่ 5 ตุง เมื่อซีซั่น 2017-18 และ สูงสุด 24 ลูก ในฤดูกาล 2015-16 เห็นไหมครับว่า มันสวิงขึ้นลง ไม่มีความแน่นอน ด้วยเพราะ ณ ตอนนั้น เบนเซม่า ไม่ได้เป็นตัวหลักเรื่องทำประตู เขาเหมือนเป็นตัวทำทาง และ ป้อนให้เพื่อนมากกว่า 

ดังนั้นตอนที่ โรนัลโด้ ย้ายออกไป ทำให้หลายคนเป็นกังวลว่า มาดริด จะไม่ได้ยิ่งใหญ่อีกแล้ว เนื่องจากขาดคนยิงประตู ระดับ 25 ลูก ต่อซีซั่น เป็นอย่างน้อย แต่ว่า คาริม เบนเซม่า ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ทำไมเขาถึงอยู่ยงคงกระพัน เป็นตัวหลักให้กับทีมมายาวนานถึง 13 ซีซั่น

ล่าสุด จากเกมที่ ราชันชุดขาว เปิดบ้านไล่ถล่ม เรอัล มายอร์ก้า 6-1 เมื่อวันพุธที่ 22 กันยาน ที่ผ่านมา หัวหอกเฟร้นช์แมน ได้สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักเตะที่มีส่วนร่วมกับการทำประตู ทั้งยิงเอง และ แอสซิสต์ให้เพื่อน ช่วง 6 นัดแรกของ ลา ลีกา สเปน มากที่สุดในศตวรรษนี้

ด้วยการซัลโวไป 8 ประตู กับอีก 7 แอสซิสต์ รวมเป็น 15 ลูก ยังไม่มีใครทำได้ โดยในเกมถล่ม มายอร์ก้า เบนเซม่า ก็ทำคนเดียวถึง 2 ประตู พร้อมอีก 2 แอสซิสต์ เรียกว่าเป็นฟอร์มระดับมาสเตอร์พีซอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่นี้นะครับ เพราะเขายังกลายเป็นนักเตะคนที่ 10 ที่สามารถซัดบนเวที ลา ลีกา สเปน แตะหลักไมล์ 200 ประตู อยู่ในลิตส์ท็อปเทน ร่วมกับตำนานอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้, ลิโอเนล เมสซี่ และ ราอูล กอนซาเลซ

ปกติแล้ว พวกนักเตะกองหน้าอายุ 30+ ซึ่งต้องใช้พละกำลังปะทะกับกองหลัง ก็เริ่มจะโรยราไปตามวัย แต่กับ เบนเซม่า เหมือนสำนวนไทยที่ว่า “ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด” และ จากผลงานที่โดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ ทุกอย่างย่อมมีเหตุผลมารองรับ

  1. ขึ้นมาเป็น เดอะ แบก เต็มตัว 

หลังจากหมดยุค BBC ไม่มี โรนัลโด้ มาเป็นตัวหลักทำประตู ก็เป็นหน้าที่ของ เบนเซม่า ต้องก้าวขึ้นมา เรียกว่าไม่มีใครมาบังร่มเงาอีกแล้ว ซึ่งเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะตลอด 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา เบนเซม่า ยิงประตูให้กับ มาดริด ในเกมลีก อยู่ที่ 21-23 ประตู เรียกว่าเป็นสถิติที่ยอดเยี่ยม เหมาะสมกับการเป็นดาวซัลโวประจำทีม

โดยเมื่อบอลอยู่ด้านหน้า แน่นอนเป้าหมายแรกที่เพื่อนๆมองหาก็คือ เบนเซม่า เขาไม่ใช่กองหน้าที่รอจบสกอร์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นสไตล์ที่ถ่างและถอยมาช่วยเพื่อนตลอด และ เป็นนักเตะที่เอาตัวรอดเก่งมาก ไม่ว่าจะโดนรุม หรือ พื้นที่แคบๆ เรียกว่าครบเครื่องสุดๆ

ที่สำคัญด้วยความเป็นที่ใหญ่สุดของทีม รองจาก มาร์เซโล่ จึงนำประสบการณ์มาช่วยประคองน้องๆได้ดีมากๆ เพราะในตำแหน่งแนวรุก ราชันชุดขาว ตอนนี้ ส่วนใหญ่อายุยังไม่เกิน 25 ปี ไม่ว่าจะเป็น ลูก้า โยวิช, มาร์โก อเซนซิโอ, โรดรีโก้ หรือ วินิซิอุส จูเนียร์ ขณะที่ เอแด็น อาซาร์ กับ แกเร็ธ เบล ก็ยังไม่อาจเรียกฟอร์มเก่งกลับมา ดังนั้นการขึ้นมาเป็น เดอะ แบก ของ คาริม เบนเซม่า มันช่างถูกที่ถูกเวลา

  1. ได้รับความเชื่อมั่น

ไม่ใช่แค่วงการฟุตบอลหรอกครับ ไม่ว่าคุณจะทำงานสายไหนอยู่ก็ตาม หากเราได้รับความเชื่อมั่นจากผู้นำ มันจะส่งผลต่อกำลังใจ และ ยกระดับฝีไม้ลายมือขึ้นมา ซึ่งแน่นอนว่า เบนเซม่า ก็ได้รับสิ่งนั้นจากบอร์ดบริหาร โดยเฉพาะ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสร นั่นคือการได้รับมอบสัญญาออกไปอีกจนถึงปี 2023

เมื่อได้รับความเชื่อมั่น บวกกับฟอร์มการเล่น ที่พุ่งพรวดไม่หยุด จึงทำให้ เบนเซม่า ฉายแววความเป็นหัวหอกระดับโลกออกมา อย่างในเกมที่ มาดริด ถล่ม เซลต้า บีโก้ 6-1 เขาเองก็กดแฮตทริค ให้แฟนบอลได้ดูเป็นขวัญตา

ถึงขั้นที่ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ อวยยศนักเตะรายนี้ว่า คู่ควรแก่รางวัล “บัลลง ดอร์” ไม่แพ้นักเตะคนอื่นๆ จึงพอเข้าใจได้ว่าทำไม มาดริด ถึงเก็บ เบนเซม่า เอาไว้

  1. ได้โค้ชที่รู้ใจ

ต้องบอกว่าแท็คติคของแต่ละกุนซือ ก็มีส่วนสำคัญในการโชว์ฟอร์มเหมือนกัน ซึ่ง คาริม เบนเซม่า ได้เล่นให้กับโค้ชที่รู้ใจในช่วง 2-3 ปีหลัง ทำให้เขาไม่ต้องเปลี่ยนสไตล์อะไรมากมาย ดีเสียอีกที่ผู้จัดการทีมก็มีคู่มือใช้งานเขาเช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็น ซีเนอดีน ซีดาน อดีตเฮดโค้ช ราชันชุดขาว ที่ช่วยกันสร้างความสำเร็จ ทั้งคว้าแชมป์ ลา ลีกา สเปน และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หรือ แม้กระทั่งล่าสุดก็เป็น คาร์โล อันเชล็อตติ ซึ่งก็เคยเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา ต่อสู้จนเป็นแชมป์ยุโรปมาแล้ว

ดังนั้นจากองค์ประกอบต่างๆ มันก็หลอมรวมให้ คาริม เบนเซม่า ระเบิดฟอร์มเก่งออกมาอย่างที่ทุกคนได้เห็น

เหมือนอย่างที่ ดิดิเย่ร์ เดส์ชองส์ ก็อดใจไม่ไหว ยอมเคลียร์ปัญหาต่างๆในทีมชาติฝรั่งเศส เพื่อเรียกตัว เบนซ์ กลับมา ลุยศึก ยูโร 2020 เพราะด้วยผลงานแบบนี้ มันยากเหลือเกิน ที่จะเมินเฉยปล่อยผ่านไปได้ ยิ่งฟอร์มซัดระเบิด การถูกเรียกไปลุย ฟุตบอลโลก 2022 ณ ประเทศกาตาร์ ไม่น่าใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ดังนั้นในวันที่ ลา ลีกา ไม่ค่อยได้รับความสนใจ และ มาดริด ถูกมองว่าไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนก่อน แต่ เบนเซม่า กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า “ราชัน” ยังไงก็คือ “ราชัน” ต่อให้จะต้องเสีย ซีอาร์ 7 หรือ เซร์คิโอ รามอส ออกไป พวกเขาก็ยังคงเป็น เรอัล มาดริด ที่พร้อมเดินหน้าคว้าทุกแชมป์

การขึ้นมาเป็นจ่าฝูง ลา ลีกา สเปน ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก พวกเขาได้ประกาศศักดาแสดงให้เห็นว่าพร้อมทวงบัลลังค์แชมป์คืนมาจาก แอตเลติโก มาดริด และ คนที่จะขับเคลื่อนถึงฝั่งฝัน ไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจาก เบนเซม่า 

สถิติการยิงประตูของเขา จะไม่จบลงแค่นี้อย่างแน่นอน มันจะเพิ่มได้มากขนาดไหน น่าติดตามเหลือเกิน บางทีอาจจะได้เห็น คาริม เบนเซม่า ซัลโวแตะหลัก 30 ประตู ในเกมลีก เป็นครั้งแรกในชีวิตค้าแข้งก็เป็นได้

ฮาย ฮาวดี้

RELATED NEWS