background-defaultbackground-default
logo-pwa

เพิ่ม Khobsanam

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด

เชื่อเหลือเกินว่า ภาพจำเกี่ยวกับ ซามีร์ นาสรี่ ของหลายๆคน อาจจะนึกถึงสมัยเป็นเด็กนรกแตกกับ อาร์เซน่อล หรือ โด่งดังจนคว้าแชมป์กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพราะชีวิตของนักเตะรายนี้ในช่วง 5-6 ปีหลังสุด ก็แทบหายไปจากหน้าจอ 

จนกระทั่งล่าสุดทำเอาโลก โซเชี่ยล เน็ตเวิร์ต แทบแตกด้วยความตกใจ เพราะหุ่นของ นาสรี่ กลายเป็นไวรัลไปทั่ว ด้วยลักษณะ อ้วนฉุลงพุง คล้ายถังเบียร์ ไม่เหลือเค้าโครงเดิมสมัยเป็นนักเตะอีกแล้ว หลังจากประกาศแขวนสตั๊ดไปเพียง 3 สัปดาห์ และ กลับมาเล่นเกมการกุศลให้กับ โอลิมปิก มาร์กเซย

เกิดอะไรขึ้นกับ นาสรี่ ทำไมจากแข้งระดับท็อปฝีเท้าดี ถึงตกอย่างรวดเร็ว ขอบสนาม จะพาย้อนเวลาไปทำความรู้จักเกี่ยวกับนักเตะรายนี้อีกครั้ง

- โด่งดังกับ อาร์เซน่อล แต่ไปประสบความสำเร็จกับ แมนฯ ซิตี้

ถึงแม้ว่า ซามีร์ นาสรี่ จะเติบโตมาจากรั้วอะคาเดมี่ของ โอลิมปิก มาร์กเซย ลงเล่นไปมากกว่า 120 นัด แต่กระนั้นต้องกราบเรียนกันตามตรงว่า สโมสรที่ให้ชื่อเสียง, ให้ความเป็นนักเตะระดับท็อป ต้องยกเครดิตตรงนี้ไปที่ อาร์เซน่อล โดยเฉพาะ อาร์แซน เวนเกอร์ กุนซือสายฝรั่งเศส ที่ไปนำตัวมาด้วยค่าตัว เพียง 14 ล้านปอนด์ เวนเกอร์ ติดตามฝีเท้า นาสรี่ มาตั้งแต่เป็นเด็กหนุ่มพาทีมชาติฝรั่งเศส ชุดเยาวชน ไปลุยรายการ ชิงแชมป์ยุโรป 2004 รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ซึ่งปีนั้นทัพ "ตราไก่" ได้แชมป์มาครอง โดย 3 ประสานแนวรุกเป็นที่โจษจันกันมาก ก็คือ ฮาร์เต็ม เบน อาร์กฟา, คาริม เบนเซม่า และ ซามีร์ นาสรี่ ตอนที่เขาย้ายมา อาร์เซน่อล เหมือนเป็นการปลุกความหวังของ "ไอ้ปืนใหญ่" อีกครั้ง ในการลุ้นแชมป์อีกครั้ง ด้วยเทคนิคฝีเท้าอันเลอเลิศ พร้อมกับฉายาว่า "นิว ซีดาน" และ ประสานงานกับ เชส ฟาเบรกัส แต่น่าเสียดายที่ยุคนั้น เป็นยุคที่สโมสร ไร้ความสำเร็จใดๆ จากนั้น นาสรี่ ก็เลือกหักหาญน้ำใจสาวก เดอะ กันเนอร์ส ด้วยการย้ายไปอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โดยโดนตราหน้าว่าเป็นพวก "หิวเงิน" และ มีข่าวด่ากันไปมาอยู่ตลอด อย่างไรก็ตามการย้ายไป "เรือใบสีฟ้า" เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง หากวัดเรื่องแชมป์ เพราะสามารถซิวโทรฟี่ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้ 2 สมัย

- ชีวิตค้าแข้งพัง เพราะโดนแบน

ว่ากันตามตรง หาก นาสรี่ มีความเป็นมืออาชีพมากกว่านี้ และ มีความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนร่วมทีม เส้นทางค้าแข้งอาจไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ โดยหลังจากที่เจ้าตัวหมดความสำคัญกับ เรือใบสีฟ้า ก็มีระหกระเหินไปเล่นแบบยืมตัวกับ เซบีย่า เมื่อซีซั่น 2016-17 และ ปีนั้นคือจุดหักเหสำคัญของชีวิต มีช่วงหนึ่ง นาสรี่ มีอาการป่วยอย่างรุนแรง ถึงขั้นอาเจียนออกมาไม่หยุด เขาจึงได้ติดต่อไปหาอดีตแฟนสาว ที่เป็นแพทย์ เพื่อให้มาดูอาการ ซึ่งหลังจากตรวจเบื้องต้น ก็ได้ติดต่อคลินิคแบบส่วนตัวแห่งหนึ่ง ในประเทศสหรัฐ อเมริกา ให้ทำการรักษาด้วยวิธีฉีดยาเข้าหลอดเลือด โดยที่ นาสรี่ ไม่รู้มาก่อนเลยว่า นั่นคือสิ่งที่ผิดมหันต์ เรื่องการฉีดสารอาหารเข้าหลอดเลือดดำ มันแดงออกมา เพราะว่า จามิล่า โซซาห์ดาห์ แพทย์ผู้ทำการฉีดยา ได้ไปโพสต์รูปคู่กับ นาสรี่ ซึ่งกลายเป็นเรื่องใหญ่โต เมื่อองค์กรต่อต้านสารกระตุ้นโลก (วาด้า) เรียกร้องให้องค์กรที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้ทันที สุดท้ายปรากฏว่า นาสรี่ ทำผิดจริง เพราะเขาฉีดสารอาหารเข้าเส้นเลือดดำเกินกว่ากำหนด ถึงแม้จะปฏิเสธว่าแค่ฉีดวิตามิน แต่หลักฐานมัดแน่นทุกอย่าง เดิมทีเขาจะโดนแบนยาวถึง 4 ปี ด้วยซ้ำ ยังเคราะห์ดีที่สุดท้ายแล้ว ยูฟ่า สั่งแบนห้ามยุ่งเกี่ยวกับฟุตบอลเป็นเวลา 18 เดือน อย่างไรก็ตาม ระยะเวลา 18 เดือน หรือ 1 ปีครึ่ง ก็ทำให้ชีวิตค้าแข้งของเขาพังลงยับเยิน เพราะแค่ข่าวฉาวที่ออกมาก็ลำบากแล้ว ยิ่งโดนแบนแบบโลกลืม โอกาสกลับมาเรียกฟอร์มเทพมันยากเหลือเกิน โดยหลังจากนั้น นาสรี่ ถูกทาง อันตัลยาสปอร์ ทีมในลีกตุรกี ยกเลิกสัญญา ทั้งที่ลงไปได้แค่ 8 นัด

- หายไปจากหน้าจอ จนมาเห็นข่าวช็อก

หลังจากพ้นโทษแบนมา เหมือนว่า นาสรี่ จะได้ชีวิตใหม่บนเส้นทางลูกหนังอีกครั้ง เมื่อ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด เป็นคนหยิบยื่นโอกาสให้เขาได้มาซ้อมกับทีม และ เซ็นสัญญาระยะสั้น ช่วงกลางซีซั่น 2018-19 แต่รวมๆแล้วก็ลงไปแค่ 5 นัด ไม่ได้มีบทบาทหรือความสำคัญใดๆทั้งสิ้น พอจบฤดูกาล ก็ต้องเก็บข้าวของย้ายออกจากทีมไป ณ ตอนนั้น นาสรี่ ไม่ได้เป็นแข้งระดับท็อปอะไรอีกแล้ว เป็นแค่นักเตะธรรมดาคนนึง ที่ไม่มีใครต้องการ ต่อให้สุดท้ายจะย้ายไปอยู่กับ อันเดอร์เลชท์ แต่ก็เหมือนเป็นการออกนอกวงโคจร แฟนบอลไม่ได้เห็นหน้าค่าตา, ไม่ได้รู้ข่าวคราว จนตายออกไปจากใจของทุกคนในที่สุด แค่ไปอยู่กับ อันเดอร์เลชท์ คนก็ไม่ค่อยได้ติดตามอยู่แล้ว ยิ่งมาโดนปล่อยตัวในช่วงซัมเมอร์ปี 2020 ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะเป็นยุคช่วง โควิด-19 ระบาดหนัก และ มันส่งผลให้นับตั้งแต่นั้นเขาไม่มีต้นสังกัดใหม่อยู่เลย วันเวลาผ่านไปประมาณ 1 ปี เขาก็ยังคงเดินเตะฝุ่น ไม่มีทีมไหนตามตัวไปเซ็นสัญญา สุดท้าย วันที่ 21 กันยายน ที่ผ่านมา ชื่อของ นาสรี่ โผล่บนหน้าสื่อกีฬาอีกครั้ง เมื่อเขายอมจำนน ประกาศแขวนสตั๊ดหันหลังให้กับวงการลูกหนังเสียที ด้วยวัย 34 ปี ซึ่งเขายอมรับว่าการโดนแบน 18 เดือน ทำให้ความรู้สึกที่มีต่อฟุตบอลเปลี่ยนไป “ช่วงชีวิตตอนนั้น มันทำร้ายผมมาก และ เปลี่ยนความรู้สึกที่ผมมีต่อฟุตบอลไปเลย ซึ่งช่วงที่ผมโดนแบน มันไม่ยุติธรรมเลย ผมไม่ได้ใช้สารกระตุ้น ผมแค่ฉีดวิตามิน เพราะผมป่วยเท่านั้น” นาสรี่ เปิดใจถึงสาเหตุแขวนสตั๊ด จากวันที่เขารีไทร์ เพิ่งผ่านมาแค่ราวๆ 3 สัปดาห์ นาสรี่ ก็เป็นข่าวไปทั่วโลกอีกครั้ง เมื่อเขามาเล่นเกมการกุศลให้กับทีมตำนาน โอลิมปิก มาร์กเซย เจอกับ ทีมรวมดารายูนิเซฟ ด้วยร่างกายที่เปลี่ยนไปอย่างเหลือเชื่อ ไม่เหลือเค้าโครงความเป็นนักฟุตบอลอาชีพมาก่อน ทั้งๆที่เวลาเพิ่งผ่านมาไม่นาน นาสรี่ อ้วนฉุ ใส่เสื้อ มาร์กเซย ด้วยสภาพร่างกายพุงย้อย อารมณ์เหมือนดูหนัง ธอร์ ตอนอ้วนบวมเบียร์ ใครเห็นก็ต้องขยี้ตาว่านี่ใช่ นาสรี่ ที่พวกเขารู้จักจริงๆใช่มั้ย เพราะอย่างที่บอกครับ นาสรี่ หายไปจากวงโคจร คนเลยจำภาพสมัยที่เขาอยู่กับ อาร์เซน่อล หรือ แมนฯ ซิตี้ มากกว่า พอมาเห็นอีกที ก็กลายเป็น ต้าวอ้วน ทำเอาแฟนบอลอึ้งกึมกี่ไปเลย

- วีรกรรมแสบๆ ที่ทำให้ นาสรี่ ไปไม่ถึงระดับโลก

จำที่บอกได้ไหมครับ นาสรี่ ถูกยกย่องว่าเป็น "นิว ซีดาน" หลังจากมีส่วนสำคัญพา ฝรั่งเศส คว้าแชมป์ ยูโร ยู-17 ทำให้เขาถูกคาดหวังว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักให้กับทีมชุดใหญ่ แต่ด้วยลักษณะนิสัยที่มี อีโก้สูง ไม่ค่อยฟังใคร เป็นเด็กรุ่นใหม่ ที่พร้อมจะงัดตัวเก๋าๆอยู่ตลอด เขาจึงกลายเป็นคนที่ทำลายทัพ "ตราไก่" ด้วยมือตัวเอง
  1. เริ่มจากมีคดีฟาดปากกับ วิลเลี่ยม กัลลาส ทั้งๆที่อยู่สโมสร อาร์เซน่อล และ ทีมชาติฝรั่งเศส เหมือนกัน แต่ กัลลาส ไม่พอใจที่ นาสรี่ ไม่มีสัมมาคารวะ ทั้งคู่ด่ากันผ่านสื่ออยู่ประจำ ถึงขั้นที่ กัลลาส เคยแฉว่า นาสรี่ คิดจะใช้เครื่องช็อตไฟฟ้าเล่นงานตัวเองมาแล้ว ตอนอยู่ที่พักโรงแร ด้วยความสัมพันธ์ระหองระแหง มันส่งผลถึงสปริตในทีมให้ดูย่ำแย่ไปอีก ตอนนั้น ฝรั่งเศส กระเด็นตกรอบแรก ยูโร 2008 แบบที่ไม่ชนะใครเลย เสมอ 1 และ แพ้ 2 นัด อีกทั้งเสียไป 5 ลูก ซึ่งตัวการที่ทำให้ ตราไก่ ตกรอบชนิดน่าอับอาย นาสรี่ ก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้น
 
  1. วันเวลาเปลี่ยนได้ แต่อาจเปลี่ยนสันดานคนไม่ได้ เพราะถึงแม้ นาสรี่ จะเติบโตขึ้น ย้ายมาประสบความสำเร็จกับ แมนฯ ซิตี้ แต่กระนั้นเขาก็ได้ออกลายความเป็นนักเลงอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้ก็ยังเป็นเรื่องในทีมชาติฝรั่งเศส หลังจบเกมแพ้ สเปน 0-2 ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ยูโร 2012 จากความพ่ายแพ้ เขาเดินออกจากสนามด้วยอารมณ์บูดบึ้ง โดยมีนักข่าวฝรั่งเศส คนหนึ่งดักรออยู่ และ ตั้งคำถามถึงความพ่ายแพ้ครั้งนี้ ทันใดนั้น นาสรี่ ก็ระเบิดลงด่านักข่าวคนนั้น พร้อมกับท้าตีท้าต่อย ทำเอา ทีมชาติฝรั่งเศส เสื่อมเสียมาก เพราะนอกจากจะปราชัยแล้ว ยังถูกกล่าวหาว่าเป็นขี้แพ้ชวนตีอีกด้วย สุดท้ายก็โดนสั่งแบนห้ามลงสนาม
 
  1. ด้วยพฤติกรรมที่น่าเอือมระอา ทำให้ นาสรี่ หลุดทีมชาติยาว เรียกว่าไม่ถูกชายตามองสักนิด หลังจากเปลี่ยนมือมาเป็น ดิดิเย่ร์ เดส์ชองส์ กุมบังเหียน โดยสาเหตุที่ เดเด้ ไม่เรียกตัว นาสรี่ ติดทีมชาติ ไม่ใช่แค่เรื่องฉาวที่เขาเคยก่อ แต่ว่ากันว่า อูโก้ โยริส กับ โลร็องต์ กอสเซียลนี่ 2 ตัวเก๋า ตราไก่ เป็นคนแนะนำให้ เดส์ชองส์ ไม่เรียกนักเตะรายนี้ เพราะมันอาจส่งผลถึงสปิริตภายในทีม จากนั้น นาสรี่ ก็ตั้งตัวเป็นโจทย์กับ เดส์ชองส์ ทันที โดยเฉพาะหลังจากโดนตัดชื่อออกจากทีมชุด 23 คน ลุยศึก ฟุตบอลโลก 2014 ทั้งๆที่ตอนนั้นเขามีสถานะเป็นแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กับ แมนฯ ซิตี้ โดย เดเด้ มองว่า นาสรี่ ชั้นไม่ถึง จากนั้นก็ยาวครับด่ากันเละ ซึ่งแฟนสาว นาสรี่ ก็แจก "ฟักยู" ให้กับ เดส์ชองส์ พร้อมกับด่าว่า เป็นกุนซือโคตรห่วยแตก .. ส่วน นาสรี่ ก็หันหลังให้กับทีมชาติ ประกาศรีไทร์ทัพ ตราไก่ ด้วยวัยแค่ 27 ปี
สุดท้ายพอมาเจอคดีเรื่องใช้สารกระตุ้น ชีวิตของ นาสรี่ ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ต่อให้เรามีฝีเท้าดีแค่ไหน แต่พฤติกรรมและความสัมพันธ์ในความเป็นมนุษย์ ล้วนสำคัญยิ่ง อย่าทะนงตนมากเกินไป เพราะวันหนึ่งอาจไม่มีใครต้องการ

ฮาย ฮาวดี้-

logoline