logo-pwa

เพิ่ม Khobsanam

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด

โดยเกมนี้ เควิน เดอ บรอยน์ คือโคตรของโคตรเพลย์เมกเกอร์ เพราะโชว์ความยอดเยี่ยม ซัลโวคนเดียวถึง 4 เม็ด

เหลืออีกเพียงแค่ 2 นัด จะดับฝันคว้า 4 แชมป์ของ ลิเวอร์พูล ในซีซั่นนี้ ทันที แต่ก่อนที่ เรือใบสีฟ้า จะคว้า 3 แต้ม แบบสบายเท้า ก็มีช่วงที่แอบใจหายเหมือนกัน เอาเป็นว่าหลังจบเกมนี้ มีอะไรให้พูดถึงกันบ้าง มาติดตามกันเลยครับพี่น้องชาวขอบสนาม

- เควิน เดอ บรอยน์ โคตรเวิลด์คลาส

ถ้าจะสรรหาคำไหนในโลกนี้ มาเชิดชูความสุดยอดของ เควิน เดอ บรอยน์ ก็พร้อมจะนำมาเขียนเป็นประโยคยกย่องให้ครบ 10 หน้ากระดาษ เพราะเพลย์เมกเกอร์ทีมชาติเบลเยี่ยม ได้ฉายแสงความเป็นโคตรซูเปอร์สตาร์ หลังซัดคนเดียวในเกมนี้ 4 ประตู !!!

ปกติแล้ว เดอ บรอยน์ ไม่เคยทำแฮตทริคมาก่อนในสีเสื้อ แมนฯ ซิตี้ ถึงแม้จะทำประตูได้บ่อยๆ แต่ส่วนใหญ่เขามักรังสรรค์สิ่งดีๆ จ่ายให้เพื่อนทำประตูอยู่เสมอมากกว่า แต่เกมเจอกับ วูล์ฟแฮมป์ตัน ในเมื่อปั้นเพื่อนแล้วทำไม่ได้ เขาก็ขอโชว์คุณภาพ ด้วยคำว่า "ยิงให้เด็กมันดู" เลยละกัน

3 ประตูแรกของ เดอ บรอยน์ เป็นการยิงด้วยเท้าข้างซ้าย เท้าข้างที่เขาไม่ถนัด กระนั้นแต่ละลูกที่ส่งบอลเข้าไปซุกตาข่าย ถึงกับต้องอุทานออกมาว่า "โหดเกินปุยมุ้ย" เพราะเฉียบคมชนิดที่ โชเซ่ ซา ไม่ต้องเซฟ พร้อมกับใช้เวลาเพียงแค่ 24 นาที เท่านั้น เร็วสุดเป็นอันดับ 3 ในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ หากนับตั้งแต่ตอนผู้ตัดสินเป่าเริ่มเกม

แค่ 3 ลูก ก็ยอดเยี่ยมกรระเทียมดองแล้ว แต่ เดอ บรอยน์ เหมือนฉลามที่กระหายเลือด ในเมื่อไม่ต้องมีห่วงรายการอื่น เขาก็อยากบวกสกอร์ให้มากขึ้นตลอดเวลา ซึ่งก็เป็นไปตามคาด ไม่มีใครหยุด เคดีบี อยู่อีกแล้ว โดยเจ้าตัวมาบวกประตูที่ 4 ให้ตัวเองได้อีกในช่วงครึ่งหลัง แน่นอนว่าการทำ 4 ประตูเป็นเรื่องยากมากๆ แต่วันนี้ เดอ บรอยน์ ทำให้ทุกอย่างดูง่ายไปหมด

ซึ่ง เดอ บรอยน์ กลายเป็นมิดฟิลด์คนที่ 3 บนเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่จะถูกจารึกไว้ว่า ทำ 4 ประตู ในเกมเดียว ต่อจาก แฟร้งค์ แลมพาร์ด ตำนานแข้ง เชลซี ที่เคยทำได้เมื่อปี 2008 กับ 2010 และ อีกคนคือ จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม ซึ่งฝากผลงานเอาไว้สมัยอยู่ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด เมื่อปี 2015 โดยตอนท้ายเกม เคดีบี เกือบจะบวกประตูที่ 5 ด้วยซ้ำ แต่ซัดไปชนเสาอย่างน่าเสียดาย

- แฟน ลิเวอร์พูล มีได้ลุ้นอยู่ 5 นาที

เชื่อว่าเกมนี้ แฟนบอล วูล์ฟแฮมป์ตัน จะเยอะมากขึ้นเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกองเชียร์เฉพาะกิจจากทางฝั่งเมอร์ซี่ย์ไซด์ หรือ คนที่มีหัวใจเป็น หงส์แดง เพราะถ้าจะหาว่านัดไหนที่ เรือใบสีฟ้า มีโอกาสสะดุดแล้วล่ะก็ นัดบุกมาเยือน หมาป่า นี่แหละครับ ที่พอจะมีโอกาสมากสุด

เพราะในภาพความทรงจำ เวลาที่ลูกทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า บุกมาเยือน โมลินิวซ์ สเตเดี้ยม มักจะเจอความยากลำบากกลับไปอยู่เสมอ เพราะ 3 นัดหลังสุดที่พบกันในสนามแห่งนี้ แมนฯ ซิตี้ ชนะได้แค่ 1 ครั้ง ที่เหลือแบ่งเป็นเสมอ 1 นัด และ แพ้ 1 นัด ยุคที่มี อดาม่า ตราโอเร่ คอยปั่นป่วน

และ เกมนี้ ความหวังของแฟนบอล ลิเวอร์พูล ก็เกิดขึ้น เมื่อ เลอันเดร เดนดองค์เกอร์ มิดฟิลด์ของ วูล์ฟแฮมป์ตัน มายิงประตูตีเสมอ 1-1 นาที 11 ให้กับทีม เรียกว่าตอนนั้นสาวก เดอะ ค็อป คงลุกจากี่นอนมาเฮกันลั่น เพราะถ้า หมาป่า แบ่งแต้มได้ โอกาสลุ้นแชมป์ยังเปิดกว้าง

แต่แล้วความหวังของ วูล์ฟแฮมป์ตัน และ แฟนบอล ลิเวอร์พูล ก็อยู่ได้เพียงแค่ 5 นาที เพราะหลังจากนั้น แมนฯ ซิตี้ ก็ออกแซงนำ 2-1 อีกครั้ง พร้อมกับปฏิบัติการปู้ยี้ปู้ยำใส่เจ้าบ้าน จนแหลกคามือ ชนิดที่ หมาป่า ไม่มีหือมีอือ พร้อมกับส่งกองเชียร์ เดอะ ค็อป เข้านอนด้วยคำว่า "ฝันดีครับน้อง"

- โอกาส เรือใบสีฟ้า แชมป์ มากกว่า 90 %

ชัยชนะนัดนี้ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แทบจะทำให้พวกเขาการันตีการคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์เลยล่ะครับ เพราะถึงแม้ทั้งทางปฏิบัติ และ ทฤษฎี ยังมีโอกาสที่ ลิเวอร์พูล จะทำแต้มแซงหน้าขึ้นมาได้เหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม จากการแข่งขันที่เหลืออีกเพียง 2 นัด ถ้าหาก แมนฯ ซิตี้ เก็บชัยชนะได้อีก 1 นัด เป็นอย่างน้อย ก็น่าจะป้องกันแชมป์สำเร็จ เนื่องจากขณะนี้ เรือใบสีฟ้า แข่ง 36 นัด มีอยู่ 89 คะแนน มากกว่า ลิเวอร์พูล ที่แข่งเท่ากัน 3 แต้ม

นอกจากคะแนนที่มากกว่าแล้ว แมนฯ ซิตี้ ยังมีลูกได้-เสีย ที่มากกว่า ลิเวอร์พูล ถึง 7 ลูก ด้วยกัน ดังนั้นถ้าหากจะมีเรื่องล็อคถล่ม แบบช็อคซีนีม่าเกิดขึ้น ก็คือ เรือใบสีฟ้า ต้องแพ้เละต่อ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด หรือ นัดปิดท้ายที่จะเจอกับ แอสตัน วิลล่า และ ต้องให้ หงส์แดง ยิงถล่มคู่แข่งแบบยับเยิน

ซึ่งแน่นอนครับว่าลูกกลมๆมีลมอยู่ข้างใน อะไรก็เกิดขึ้น แต่ดูจากฟอร์มของ แมนฯ ซิตี้ ตอนนี้ แทบไม่มีอะไรไปหยุดยั้งพวกเขาได้เลย ไม่มีรายการอื่นต้องพะวงให้เหนื่อยใจ เหลือแค่ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ถ้วยเดียวให้ใส่เต็มที่เท่านั้น ทุกอย่างอยู่ในกำมือลูกทีม เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ทั้งหมด และ ดูจากผลงานตอนนี้ ใช้คำว่า "ว่าที่แชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ" ได้เลยล่ะครับ

- ความหวังจบอันดับ 7 ของ หมาป่า เริ่มเลือนลาง

จากผลสกอร์ที่เกิดขึ้น ที่ วูล์ฟแฮมป์ตัน แพ้คาบ้านให้กับ แมนฯ ซิตี้ แบบเละเทะ 1-5 อาจจะมีแฟนบอลทีมอื่นมองว่า วูล์ฟ ล้มหรือเปล่า เล่นไม่เต็มที่หรือเปล่า ไม่อยากให้ ลิเวอร์พูล ได้แชมป์หรือเปล่า ? ต้องบอกแบบนี้ก่อนครับว่าขุนพล หมาป่า ก็ยังมีหวังลุ้นจบอันดับ 7 เหมือนกัน เพื่อโควต้าไปเล่น ยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ ลีก

เพราะก่อนเกม วูล์ฟแฮมป์ตัน อยู่อันดับ 8 ตามหลัง เวสต์แฮม ยูไนเต็ด อันดับ 7 อยู่ 5 คะแนน อย่างน้อยถ้ายันเสมอ หรือ พลิกล็อคเก็บ 3 แต้ม จะทำให้โอกาสยังมี ดังนั้นพวกเขาเต็มที่อย่างแน่นอน ใครล่ะจะไม่อยากไปยุโรป แถมได้เงินเข้าสู่สโมสรด้วย

แต่กระนั้นอย่างที่ทุกคนเห็นกันครับ ไม่มีมุมไหนเลยที่ วูล์ฟแฮมป์ตัน จะต่อกรสู้กับ แมนฯ ซิตี้ ถึงแม้จะมีช่วงตีเสมอ 1-1 แต่พอโดนนำอีกครั้ง ทุกอย่างก็จบ !! เพราะเรือใบสีฟ้า ครองบอลอยู่ฝ่ายเดียว อารมณ์ "จับขึงแล้วดึงขน" ถ้าคมกว่านี้ สกอร์อาจไม่ได้หยุดอยู่แค่ 5 ลูกเท่านั้น

ไม่ใช่ว่า วูล์ฟแฮมป์ตัน ไม่สู้ หรือ เล่นไม่ดี แต่ แมนฯ ซิตี้ มีฟอร์มการเล่นที่เหนือกว่าอยู่หลายขุม ฉะนั้นต้องให้เครดิตกับทีมเยือนไปเต็มๆ ที่มาตรฐานสูงแบบไม่มีแผ่ว ส่วนขุนพล หมาป่า โอกาสไปเล่นยุโรปซีซั่นหน้าคงยากแล้ว ทางที่ดีพยายามรักษาอันดับ 8 ไว้ให้ได้ เพราะมี ไบรท์ตัน ตามหลังมาแบบหายใจรดต้นคอ

ฮาย ฮาวดี้
 

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline