background-defaultbackground-default
logo-pwa

เพิ่ม Khobsanam

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด

ซึ่งเกมนี้ทั้ง 2 ชาติ ได้ทีเด็ดจากตัวสำรอง ลงสนามมาแล้วสามารถทำประตูให้กับทีมได้

เรียกว่าเกมนี้มีครบรสจริงๆ และ เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ เอาเป็นว่ามีสถิติน่าสนใจอะไรให้พูดถึงกันบ้าง ไปติดตามกันเลยครับ

- เกมที่เต็มไปด้วยคุณภาพ

เยอรมัน ปะทะ สเปน ก็การันตีแล้วว่า คู่นี้จะต้องเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพอย่างแน่นอน เพราะเป็นทีมที่เน้นการต่อบอล และ บุกเต็มอัตราศึกทั้งคู่ แถมยังมีเรื่องโอกาสตกรอบของทัพ อินทรีเหล็ก เข้ามาเป็นเดิมพันด้วย

ถึงแม้จะมีความสูสี สมน้ำสมเนื้อ แต่กระนั้นเกมนี้ สเปน สามารถครองบอลเหนือ เยอรมัน ตลอด 90 นาที ได้ถึง 64 % ซึ่งเป็นสถิติครองบอลที่สูงที่สุดมากกว่าทุกชาติ ที่เคยพบกับ เยอรมัน มาทั้งหมด ในศึก ฟุตบอลโลก นับตั้งแต่ปี 1966 และ จากการครองบอลเหนือกว่าทำให้ กระทิงดุ โดนยิงตรงกรอบแค่ 1 ครั้งเท่านั้น ช่วง 45 นาทีแรก

อย่างไรก็ตาม ช่วงท้ายเกมคู่นี้ อย่างเดือด เรียกว่าไม่มีใครกั๊กอะไรกันแล้ว เปิดหน้าแลกกันอย่างเมามันส์ โดยเฉพาะ เยอรมัน ที่ต้องการเก็บ 3 คะแนนให้ได้ ซึ่งพวกเขาก็มีโอกาสทำแบบนั้น จากช็อตสุดท้ายช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ที่ เลรอย ซาเน่ ได้หลุดเดี่ยวเข้าไปในกรอบเขตโทษ เขาพยายามแตะหลบ อูไน ซิม่อน แตะดันไปแตะเข้ามุมแคบ จะยิงก็ไม่ได้แล้ว จะผ่านมาก็ติดแล้ว เรียกว่า เยอรมัน พลาดโอกาสทองที่จะเก็บ 3 คะแนน ได้อย่างเหลือเชื่อ

- ทัวร์นาเมนต์นี้ โมราต้า ฟอร์มฮอตจัดๆ

ภาพจำของ อัลบาโร่ โมราต้า ของทุกคนเป็นแบบไหน ? เชื่อว่าส่วนใหญ่อาจจะมองเป็นภาพ "กองหน้าตีนบอด" ยิงไม่คม จบไม่ได้ เป็นลายเซ็นต์ติดตัวของเขามาตั้งแต่ตอนย้ายมาค้าแข้งให้กับ เชลซี เมื่อราวๆ 4-5 ปีก่อนแล้ว

แต่ในความไม่คาดหวัง คงทำให้ความกดดันไม่เกาะกิน โมราต้า มากนัก เขาไม่ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงตลอด 2 เกม ทั้งแมตช์ถล่ม คอสตาริกา 7-0 และ นัดเสมอกับ เยอรมัน 1-1 แต่กระนั้นการลงมาเป็นตัวสำรอง เขากลับสามารถยิงประตูให้กับทัพ กระทิงดุ ได้ทั้ง 2 นัด

โดยเกมที่เสมอกับ เยอรมัน .. โมราต้า ถูกลงสนามมาในครึ่งหลัง ลงเล่นอยู่ประมาณ 10 นาที ก็ยิงประตูขึ้นนำให้กับ สเปน ได้เลย ทำให้ โมราต้า กลายเป็นผู้เล่นคนที่ 6 ในประวัติศาสตร์ ฟุตบอลโลก ที่เป็นตัวสำรอง และ ลงมาซัลโวให้กับทีมได้ 2 นัดติดต่อกัน เป็นแข้ง กระทิงดุ คนแรก ที่สามารถขีดเขียนสถิตินี้ได้

- ฮีโร่ เยอรมันที่ชื่อว่า "นิคลาส ฟูลล์ครูก"

ด้วยความที่ เยอรมัน ที่ตัวรุกชื่อดังเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็น โธมัส มุลเลอร์, เลรอย ซาเน่, แซร์จ นาบรี้ หรือ อิลคาย กุนโดกัน เป็นต้น แต่นักเตะที่เอ่ยชื่อมา ไม่สามารถทำประตูให้กับทีมได้เลย ในช่วงตกเป็นฝ่ายตามหลัง สเปน 0-1

จนกระทั่ง ฮันซี่ ฟลิกซ์ ส่งตัว นิคลาส ฟูลล์ครูก แนวรุกวัย 29 ปี จากค่าย แวร์เดอร์ เบรเมน ลงมาเป็นตัวสำรอง แทนที่ โธมัส มุลเลอร์ ในนาทีที่ 70 และ ให้หลังที่เขาอยู่ในสนามแค่ 13 นาที นักเตะรายนี้ ก็กลายเป็นทีเด็ดให้กับ อินทรีเหล็ก ทันที หลังสอดเข้าในกรอบเขตโทษ ซัดเต็มข้อผ่านทือ อูไน ซิม่อน ยิงไล่ตีเสมอ สเปน 1-1

เป็นประตูสำคัญ และ แต้มสำคัญให้กับ เยอรมัน อย่างแท้จริง ซึ่งจากการลงมาเป็นตัวทีเด็ด ทำให้ นิคลาส ฟูลล์ครูก กลายเป็นแข้งสำรอง อินทรีเหล็ก คนแรก ที่ลงมาซัลโวให้กับทีมในศึก ฟุตบอลโลก ต่อจาก มาริโอ เกิทเซ่ ที่เคยลงมาเป็นฮีโร่ ยิงประตูชัยพา อินทรีเหล็ก เอาชนะ อาร์เจนติน่า คว้าแชมป์ เวิลด์ คัพ 2014

เชื่อเถอะว่า เดี๋ยวคงจะมีคนขุดประวัติ นิคลาส ฟูลล์ครูก กันแน่นอน ว่านักเตะคนนี้มันเป็นใคร ซึ่งเขาเพิ่งถูกเรียกติดทีมชาติเยอรมัน ในปีนี้ และ เพิ่งได้ลงเล่นไปเพียงแค่ 3 นัด เท่านั้น แต่เขายิงให้ อินทรีเหล็ก ไปแล้ว 2 ลูก นับว่าผลงานไม่ธรรมดาจริงๆ ซึ่งมันเป็นการต่อยอดจากฟอร์มกับ เบรเมน ที่กดไป 10 ตุง จาก 14 นัด ในซีซั่นนี้

- โอกาสเข้ารอบของทีมชาติเยอรมัน และ สเปน

ก่อนหน้านี้ เยอรมัน เหมือนเป็น คนตายที่ยังหายใจ เพราะการพ่ายต่อทีมชาติญี่ปุ่น 1-2 ทำให้พวกเขามีโอกาสตกรอบสูงมาก แต่กระนั้นจากผลการแข่งขันที่นักเตะแดนซามูไร กลับแพ้ให้กับ คอสตาริกา 0-1 ส่งผลให้พวกเขาโดนปั๊มหัวใจกลับมาหายใจได้สะดวกอีกครั้ง

เท่ากับว่านัดสุดท้ายของขุนพล อินทรีเหล็ก จะเข้ารอบน็อคเอาท์ได้นั้น จะต้องเอาชนะทีมชาติคอสตาริกา ที่มี 3 คะแนน ให้ได้สถานเดียวเท่านั้น และ ต้องแช่งให้ ญี่ปุ่น ที่ก็มี 3 แต้ม ไม่สามารถเอาชนะ สเปน ได้ด้วยเช่นกัน แต่ถ้าหาก ญี่ปุ่น เก็บผลเสมอ ต้องไปวัด ลูกได้-เสียกันอีกที เพราะตอนนี้ เยอรมัน มีเพียงแค่ 1 คะแนน เท่านั้น ถึงกระนั้น ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ มีการคำนวณว่าโอกาสที่ เยอรมัน เข้ารอบ มีโอกาสมากถึง 59 %

ขณะที่ สเปน ผลเสมอกับ เยอรมัน ก็ไม่ได้เสียหายอะไรมากเลย เพียงแค่ยังไม่ได้การันตีสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายเท่านั้น พวกเขายังนำเป็นจ่าฝูงของกลุ่ม แข่ง 2 นัด มี 4 คะแนน แถมมีลูกได้-เสีย บวกถึง 7 ประตู โดยนัดสุดท้ายที่เสมอกับ ญี่ปุ่น ขอเพียงแค่ไม่แพ้ ก็จะเข้ารอบทันที ถ้าหากชนะก็จะจบเป็นแชมป์กลุ่ม

หนทางเดียวที่ สเปน จะตกรอบ คือพวกเขาแพ้ให้กับทีมชาติญี่ปุ่น และ เยอรมัน ก็แพ้ให้กับ คอสตาริกา ซึ่งตามหลักทฤษฎีมันอาจเป็นไปได้ แต่ทางปฏิบัติแทบมองไม่เห็นความเป็นไปได้ แต่ก็มารอดูกันว่า 2 ชาติ ของกลุ่ม E ใครจะผ่านเข้ารอบไปในที่สุด

ฮาย ฮาวดี้
 

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline