logo-heading

จนท้ายที่สุดต้องไปตัดสินด้วยการดวลเป้า และเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ยิงเข้าทุกลูกชนะจุดโทษ ไบรท์ตัน ไป 7-6 ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ได้สำเร็จ

และแน่นอนหลังจบเกมนัดนี้ มีหลายประเด็นที่น่าพูดคุยกัน ว่าแล้ววันนี้ ขอบสนาม ของเราจะพาไปเก็บตกกันครับ

1. เกมรับ (ดี) วันที่ไม่มีกัปตัน

ก่อนเกม ถือเป็นช่วงที่ แมนฯ ยูไนเต็ด กำลังมีปัญหาเรื่องเซ็นเตอร์แบ็คอย่างหนัก เนื่องด้วยปัญหาการบาดเจ็บ บวกกับกัปตัน แฮร์รี่ แม็คไกวร์ โดนแบนในนัดนี้ ทำให้ เอริค เทน ฮาก มีเซ็นเตอร์อาชีพให้ใช้งานเพียงคนเดียวเท่านั้น

เขาจึงต้องใช้แผงแนวรับ 4 คน ไล่จากขวาไปซ้าย เป็น อารอน วาน-บิสซาก้า, วิคตอร์ ลินเดเลิฟ, ลุค ชอว์ และ ดิโอโก้ ดาโลต์ แต่มันกลับกลายเป็นว่าลูกทีม เทน ฮาก ดูมีฟอร์มเกมรับที่น่าวางใจได้กว่าในนัดก่อนที่แพ้ เซบีย่า เยอะเลย แม้โดยรวม ๆ ทั้งทีมจะเล่นไม่ได้ดีมาก แต่ก็มีเกมรับเนี่ยแหละที่ช่วยกันเล่นได้อย่างน่าประทับใจ

โดยเฉพาะ วาน-บิสซาก้า ที่สร้างฟอร์มเกมรับระดับท็อป รับมือ คาโอรุ มิโตมะ ปีกธีสิสตัวจี๊ดของ ไบรท์ตัน ได้อย่างดีเยี่ยม โดยตลอดเวลาที่อยู่ในสนาม แนวรับเบอร์ 29 ชนะการดวลลูกภาคพื้นทั้ง 6 ครั้ง หรือแบบ 100%, ไม่มีใครเลี้ยงผ่านเขาได้เลย แถมแบ็คขวารายนี้ยังเลี้ยงผ่านคู่แข่งไปถึง 4 ครั้งด้วย

และสำหรับอีกแนวรับที่เด่นรองลงมาเราขอยกให้ ลินเดเลิฟ ที่เมื่อคืนช่วยเก็บกวาดได้เป็นอย่างดี ซึ่งเมื่อมาดู ๆ แล้วบางที แนวรับ 4 คนนี้ อาจเหมาะที่จะเป็นแกนหลักให้ เทน ฮาก ใช้ไปยันจบฤดูกาลเลยก็ได้ หาก ราฟาเอล วาราน หายเจ็บไม่ทัน

2. เด ไม่ต้องเซฟจุดโทษ ก็ชนะ

หนึ่งในสิ่งที่แฟน แมนยู มักจะบ่น เมื่อทีมต้องดวลจุดโทษ คือ ดาบิด เด เคอา นายประตูมือหนึ่งของพวกเขา มักจะเซฟจุดโทษไม่ได้เลย ซึ่งมันก็เกิดขึ้นอีกครั้งในนัดนี้

แต่อย่างไรก็ดี จะเห็นได้ว่าผู้เล่นทั้ง 2 ฝั่งซัดจุดโทษกันได้ค่อนข้างดี จึงทำให้ โรเบิร์ต ซานเชส นายประตู ไบรท์ตัน ก็ไม่สามารถเซฟลูกโทษได้เลยเช่นกัน แม้ว่านายด่านทั้ง 2 จะพยายามดูโพยที่ติดอยู่ข้างขวดน้ำแล้วก็ตาม

แต่อย่างน้อย ๆ ในช่วงก่อนยิงจุดโทษลูกที่ 7 ของผู้เล่น ไบรท์ตัน อย่าง ซอลลี่ มาร์ช เมื่อ เวาท์ เวกฮอร์สต์ ทำการจูบบอลก่อนยื่นให้กับมือคู่แข่ง บวกกับการเดินออกมายืนกดดันของ เด เคอา เป็นการเล่นจิตวิทยาที่ดูเหมือนจะได้ผล ไม่มากก็น้อย

เมื่อ มาร์ช ยิงข้ามคานหลุดออกไปไกล ก่อนเป็น ลินเดเลิฟ ที่วันนี้เล่นดี และได้รับบทพระเอกซัดลูกสุดท้ายพา แมนยู ชนะจุดโทษ ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ได้สำเร็จ

3. ขอชม ไบรท์ตัน หน่อย

แต่อย่างไรก็ตาม เราคิดว่าการเล่นของ ไบรท์ตัน เมื่อคืน จะไม่ชมไม่ได้เลย พวกเขายังคงเป็นทีมที่เล่นบอลระบบได้อย่างน่าตื่นตา จนลืมไปเลยว่าเป็นทีมขนาดกลาง หลังเล่นสูสีกับ แมนยู แถมมีบางจังหวะของเกมที่พวกเขาดูดีกว่าด้วยซ้ำ

แต่ท้ายที่สุด เมื่อวัดกันที่จุดโทษ ผู้เล่นของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยเฉพาะคนรับหน้าที่สังหารหลายรายมีประสบการณ์มากกว่าชัดเจน จึงไม่แปลกที่ ปีศาจแดง จะได้เข้าป้าย แต่นั่นแหละครับ ยังไงต้องขอชื่นชมการเล่นของเหล่านักเตะ ไบรท์ตัน รวมถึงอย่างโค้ชที่เตรียมเนื้อหอมอย่าง โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ ด้วย

4. รอบชิงครั้งประวัติศาสตร์

แน่นอนสิ่งที่แฟนบอลและสื่อพูดถึงกันมากที่สุดก็คือวันที่ 3 มิถุนายนนี้ จะมี แมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ ในนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

โดยนี่ยังถือเป็นการเข้าชิงครั้งที่ 21 ในรายการนี้ของ ปีศาจแดง เป็นสถิติสูงสุดเทียบเท่ากับ อาร์เซน่อล และการลุ้นแชมป์สมัยที่ 13 ด้วย

และสถิติที่น่าสนใจที่สุดคือ ยังไม่เคยมีผู้จัดการทีม แมนฯ ยูไนเต็ด คนไหนสามารถคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ในการคุมฤดูกาลแรกได้เลย โดย เทน ฮาก เหลืออีกเกมเดียวเท่านั้นในการสร้างประวัติศาสตร์ ก็ต้องมารอดูว่าจะทำได้สำเร็จหรือไม่ครับ!

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline