สนนราคาที่ 60 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,700 ล้านบาท) โดยแบ่งเป็นค่าตัวเพียวๆ 55 ล้านปอนด์ และ ค่าแอดออนส์อีก 5 ล้านปอนด์ 

ซึ่ง เมสัน เมาท์ ได้ตัดสินใจเซ็นสัญญา 5 ปี พร้อมกับสวมเบอร์ 7 ให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นเบอร์ระดับตำนานของสโมสร เรียกว่าสานต่อตำนาน เอริค คันโตน่า, เดวิด เบ็คแฮม และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กันเลยทีเดียว

แฟนๆรู้สึกหายเหนื่อย ที่ไม่ต้องรอคอยนักเตะใหม่รายแรกอีกแล้ว เรียกว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่นจริงๆ เพราะก่อนหน้านี้ แมนฯ ยูไนเต็ด เคยโดน เชลซี ปฏิเสธข้อเสนอยื่นซื้อ เมสัน เมาท์ มากถึง 3 ครั้ง จนท้อใจเกือบเบนเป้าหมายไปหาคนอื่นแล้ว กว่าจะจบดีล กว่าจะเปิดตัวได้ ก็ใช้เวลานานพอสมควร

นับตั้งแต่ที่มีข่าวว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ให้ความสนใจ เมสัน เมาท์ ทุกอย่างมันช่างยากเย็นเหลือเกิน เพราะฝั่ง เชลซี ก็ไม่อยากเสียแข้งลูกหม้อรายนี้ออกไป

- รอบแรกยื่นเข้ามา 40 ล้านปอนด์ โดนปฎิเสธกลับไป

- รอบสองยื่นเข้ามา 50 ล้านปอนด์ โดนปฎิเสธเหมือนเดิม

- รอบสามยื่นเข้ามาอีก 55 ล้านปอนด์ ก็โดนปัดตกกลับไปเช่นเดิม

เนื่องจาก เชลซี ได้ยืนยันเสียงแข็ง ปักป้ายราคาขาย เมสัน เมาท์ เอาไว้อย่างชัดเจน แตะๆหลัก 70 ล้านปอนด์ หรือ ควรจะเป็นค่าตัวเพียว 58 ล้านปอนด์ + โบนัสอีก 7 ล้านปอนด์ หากยื่นมาต่ำกว่านั้นจะไม่มีทางยอมเจรจา หรือ ยอมปล่อยตัวลูกหม้อของทีมรายนี้ออกไปอย่างเด็ดขาด จนมีข่าวว่า ปีศาจแดง ไม่ขอสู้ค่าตัวอีกแล้ว

ไหนจะมีคู่แข่งอย่าง บาเยิร์น มิวนิค ยักษ์ใหญ่จาก บุนเดสลีกา เยอรมัน ที่ซัมเมอร์นี้เข้ามาป้วนเปี้ยน พร้อมอิมพอร์ทนักเตะอังกฤษ ไปค้าแข้ง โดยนอกจาก เมสัน เมาท์ ก็มี แฮร์รี่ เคน กองหน้า ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ที่พร้อมแย่งตัวเช่นเดียวกัน

แต่มันมีเบื้องหลังในการปิดดีล เมสัน เมาท์ ว่าทำไมสุดท้ายแล้ว เชลซี ยอมใจอ่อน ให้จบที่ 60 ล้านปอนด์ ไม่ใช่ 70 ล้านปอนด์ แบบที่ทัพ สิงห์บลูส์ ต้องการ เอาเป็นว่าเดี๋ยวจะ "เคลียร์ ให้ชัด จบทุกประเด็น" ให้ทุกคนได้ทราบกัน 

*** ข้อแรก : เมสัน เมาท์ แสดงความต้องการอยากย้ายทีมแบบจริงจัง ความรู้สึกนี้มันเกิดขึ้นตั้งแต่ยังไม่จบซีซั่นด้วยซ้ำ และ จุดมุ่งหมายของเขามีเพียงแค่ แมนฯ ยูไนเต็ด เท่านั้น เนื่องจากเขามองว่าตัวเองมีสไตล์การเล่นเหมาะกับ แมนฯ ยูไนเต็ด มากที่สุด ในการเล่นร่วมกับ คาเซมิโร่ และ บรูโน่ แฟร์นานเดส ซึ่งเขาทำหน้าที่ได้ทั้งเบอร์ 8 และ เบอร์ 10 ที่สำคัญคือการได้กลับไปเล่นบนเวที ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกครั้ง

*** ข้อสอง :  แมนฯ ยูไนเต็ด เปลี่ยนจากการส่งตัวแทนคนอื่นที่เข้าไปพูดคุย เปลี่ยนเป็น จอห์น เมอร์ทัฟ ผู้อำนวยการฟุตบอลของสโมสร เข้าไปพูดคุยกับ เมสัน เมาท์ และ เชลซี แบบจริงจัง ซึ่งเดิมที เชลซี พอใจกับข้อเสนอ 55 ล้านปอนด์ และ โบนัสอีก 5 ล้านปอนด์ แต่พอเป็น แมนฯ ยูไนเต็ด คู่แข่งแย่งแชมป์ เลยชาร์ตไปถึง 70 ล้านปอนด์ แต่เพราะการคุยแบบ เฟซ ทู เซฟ ของ เมอร์ทัฟ ทำให้ทุกอย่างเลยลุล่วง

*** ข้อสาม : บาเยิร์น มิวนิค เป็นตัวละครหลอก พวกเขาไม่ได้สนใจ เมสัน เมาท์ อย่างจริงจัง หลังเคยมีข่าวว่า เชลซี พร้อมขายให้ราคาที่ถูกกว่า เพราะไม่อยากปล่อยให้คู่แข่ง แต่จริงๆแล้วมีเพียงแค่ แมนฯ ยูไนเต็ด เท่านั้นที่ให้ความสนใจจริงจัง และ ก็เป็นที่มาของการปิดดีล เพราะถ้าไม่ปล่อยซัมเมอร์นี้ จะต้องเสียไปแบบฟรีๆในซีซั่นหน้า ส่วน ปีศาจแดง ก็พร้อมเปย์ค่าเหนื่อยให้ที่ 250,000 ปอนด์ ต่อสัปดาห์ ด้วย

นี่แหละครับคือเหตุผลที่ว่าทำไม เชลซี ถึงยอมปล่อย เมาท์ ให้กับ ปีศาจแดง ในราคารวม 60 ล้านปอนด์ ถามว่าแพงไปไหม ? อันนี้ก็แล้วแต่ความคิดและวิจารณญาณของแต่ละคน บ้างก็บอกคุ้มค่า เพราะนักเตะพิสูจน์ตัวเองมาเยอะ และ อายุการใช้งานยังอีกเพียบ

เชื่อว่า เอริค เทน ฮาก จะต้องมีแนวทางการใช้งาน เมสัน เมาท์ อยู่ในใจแน่นอน มิเช่นนั้น คงไม่ให้บอร์ดบริหารตามตื๊อ และ สโมสรคงไม่มอบเบอร์ 7 ให้กับนักเตะขนาดนี้

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ ขอบสนาม
logoline