ถ้าไม่มี โด้-เมสซี่ 10 ปีหลังใครจะได้ บัลลง ดอร์?

อย่างที่แฟนบอลทุกคนทราบกันดีว่า 10 ปีหลังมานี้ นับตั้งแต่ที่ กาก้า คว้า บัลลง ดอร์ ได้เมื่อปี 2007 ก็มีเพียงแค่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ ลิโอเนล เมสซี่ เป็น 2 เทพที่ผลัดกันได้อยู่ 2 คนเท่านั้น

 

ปีนี้ว่ากันว่าอาจมีเซอร์ไพร้ส์และมีโอกาสที่จะไม่ใช่ 2 เทพแห่งโลกลูกหนังปัจจุบัน หาก โมฮาเหม็ด ซาลาห์ สามารถพา ลิเวอร์พูล เอาชนะ เรอัล มาดริด ของพี่โด้ ในนัดชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ อย่างไรก็ตามกว่าจะรู้ก็ต้องรอการประกาศออกมา

 

แต่ที่แน่ๆ 10 ปีมานี้ มันก็มีบ้างบางปีที่โดนครหาว่า โรนัลโด้ หรือ เมสซี่ ไม่สมควรจะเข้าป้ายได้รางวัล เพราะมีนักเตะที่เล่นได้เด่นกว่า แต่ที่ต้องชวดไปเพราะความดังของ 2 แข้งซูเปอร์สตาร์ที่จะช่วยสร้างเรตติ้งให้รางวัลนี้ได้ และต่อยอดไปได้อีกหลายอย่าง

 

ยกตัวอย่างเช่น อันเดรส อิเนียสต้า ในปี 2010 ที่ซัดชัยให้ สเปน ได้แชมป์ฟุตบอลโลก แต่ต้องแพ้ให้กับเพื่อนร่วมทีมอย่าง ลิโอเนล เมสซี่ ในปีเดียวกันนี้ผู้คนต่างงงกันเป็นไก่ตาแตกที่ไม่มีชื่อ เวสลี่ย์ ชไนเดอร์ ติด 1 ใน 3 ด้วยซ้ำ เพราะฤดูกาลนั้นพี่แกเล่นได้ดีปรอทแตกเป็นส่วนสำคัญช่วยให้ อินเตอร์ มิลาน ประกาศศักดา คว้า ทริปเปิ้ล แชมป์ และยังอาจรวมถึง ฟร้องค์ ริเบอรี่ ในปี 2013 และ มานูเอล นอยเออร์ ในปี 2014 อีกด้วย

 

วันนี้นึกอะไรขำๆ ได้เล่นๆ เลยลองย้อนกลับมาดูกันหน่อยว่า 10 ปีที่ผ่านมา หากไม่มี 2 หนุ่มที่ชื่อ โรนัลโด้ กับ เมสซี่ ผูกขาดรางวัลนี้ ใครจะเป็นผู้ที่ได้รับรางวัล “บัลลง ดอร์” บ้างตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

 

ก่อนอื่นเลยไปดูกันก่อนดีกว่าว่า 5 สมัย ของทั้ง พี่โด้ และ เมสซี่ นั้นทำกันได้ในปีใดบ้าง?

 

โรนัลโด้ – 2008, 2013, 2014, 2016 และ 2017

 

เมสซี่ – 2009, 2010, 2011, 2012 และ 2015

 

อะทีนี้ก็มาไล่เรียงตามปีกันเลยดีกว่าว่าถ้าไม่มี 2 บุรุษนี้ใครจะได้?

 

 

ฤดูกาล 2007/08 เป็นปีที่ ตอร์เรส ฟอร์มฮ็อทขึ้นหม้อสุดๆ ทั้งที่เป็นฤดูกาลแรกของเขาที่ย้ายจาก สเปน บ้านเกิดมาค้าแข้งที่อังกฤษกับ ลิเวอร์พูล โดยเจ้าตัวลงเล่นไป 46 นัด 33 ประตู แต่ปีนั้นก็ต้องยอมให้ “ซีอาร์ 7” ที่พา แมนฯ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก จริงๆ

 

 

จริงๆ ก็เล่นดีมาสักพักใหญ่ๆ แล้ว แต่ในฤดูกาล 2008/09 เป็นปีที่ ชาบี พัฒนาฝีเท้าตัวเองเข้าไปอีกขั้น จนเลยคำว่าเก่ง เข้าขั้นจีเนียส และเป็นการติด 1 ใน 3 อันดับสุดท้ายเป็นครั้งแรกในชีวิต แต่การเป็นกองกลางตัวคุมเกม เป็นมันสมองของทีม ก็ไม่โดดเด่นพอที่จะต่อกรกับ 2 เครื่องจักรสังหารประตูอย่าง โรนัลโด้ และ เมสซี่ ได้

 

 

อย่างที่บอกไปตรงเกริ่นหัวว่านี่เป็นปีที่โดนครหามากที่สุด เพราะ อิเนียสต้า เล่นได้ดีมากกับทั้งสโมสร และทีมชาติ ต่างกับ เมสซี่ เจ้าของราวัลที่กับ อาร์เจนติน่า ไม่เปรี้ยงปร้างพอ อ่อ ส่วนอันดับ 3 ในปีนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ชาบี เอร์นานเดซ นั่นแหละ เรียกว่าเข้าชิงมา 3 คนจาก บาร์เซโลน่า ทั้งหมดเลย

 

 

เข้าชิง 2 ปีติด มันธรรมดาเกินไป ชาบี เลยจัดให้ไม่ได้รางวัลไม่เป็นไร ขอประกาศศักดาให้โลกรู้ละกันว่า กูเจ๋งขนาดได้เข้ามาชิงกับ 2 ยอดมนุษย์นั้น 3 ปีติด ในฐานะกองกลาง

 

 

เป็นอีกปีที่น่าเสียดายสำหรับ อิเนียสต้า เพราะก็อุตส่าห์พา สเปน คว้าแชมป์ยูโรได้ แต่ปีนั้นเพื่อนร่วมทีมอย่าง เมสซี่ แม่งก็โหดเกินไปจริงๆ ยิง 73 ลูก จาก 60 นัด ให้ “เจ้าบุญทุ่ม” เอาชนะคะแนนโหวตไปได้อย่างท่วมท้น

 

 

ฤดูกาล 2012/13 ไม่มีศึกทีมชาติอะไรมาเกี่ยวข้อง วัดกันที่ผลงานกับต้นสังกัดล้วนๆ ซึ่ง ริเบรี่ ก็เป็นกำลังสำคัญมากๆ ที่พา บาเยิร์น มิวนิค กวาดไป 5 แชมป์ในฤดูกาลเดียว ประกอบด้วย บุนเดสลีกา, เดเอฟเบ โพคาล, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ และ สโมสรโลก แต่กลับได้แค่ที่ 3 แบบค้านสายตาประชาชี และเป็นอีกครั้งที่รางวัล “บัลลง ดอร์” โดนกล่าวหาว่าไม่ศักดิ์สิทธิ์ และมีการเมืองเข้ามาเกี่ยว

 

 

เป็นปีแห่งฟุตบอลโลก ซึ่ง นอยเออร์ ก็โชว์ฟอร์มหนึบเซฟยับเยินช่วยให้ เยอรมัน คว้าแชมป์โลกมาครองได้สำเร็จ ส่วนผลงานกับ บาเยิร์น มิวนิค ก็กวาด 2 แชมป์ในประเทศอย่าง บุนเดสลีกา และ เดเอฟเบ โพคาล แต่อย่างว่าในประวัติศาสตร์เพิ่งจะมีนักเตะตำแหน่งผู้รักษาประตูคนเดียวเท่านั้นที่ได้รางวัลนี้คือ เลฟ ยาชิน ในปี 1963 ฉะนั้นถือเป็นเรื่องปกติที่ นอยเออร์ จะแห้วรับประทาน

 

 

ว่ากันว่าหมดยุคของ พี่โด้-เมสซี่ คนที่จะก้าวขึ้นมาคว้า บัลลง ดอร์ ได้เป็นคนแรกก็คือเขาคนนี้นี่แหละ (แต่ตอนนี้ก็ไม่แน่แล้วอาจเสร็จ ซาลาห์) ฤดูกาล 2014/15 เป็นฤดูกาลที่ 2 ที่อยู่กับ บาร์เซโลน่า ซึ่งเริ่มจะปรับตัวได้แล้ว ลงเล่นไป 51 นัด ซัด 39 ประตู แต่หากเทียบกับ 2 รุ่นพี่แล้ว ยังอีกไกล ได้แค่ที่ 3 ด้วยคะแนนโหวตอันน้อยนิดเพียง 7.86%

 

 

แม้จะเล่นได้ดี เป็นเดอะแบกของทีม แอตเลติโก มาดริด แต่การที่ท้ายฤดูกาล “ตราหมี” ไม่มีแชมป์อะไรมาประดับบารมี ก็ทำให้คะแนนโหวตหดหายไปเยอะ แต่การยิง 32 ลูก จาก 54 นัดในฤดูกาลนั้นก็ดีพอที่ทำให้เขาเข้ามาจบเป็นอันดับ 3

 

 

นินทากันว่าการได้อันดับ 3 เป็นครั้งที่ 2 รองจาก โรนัลโด้ และ เมสซี่ ในรอบ 3 ปี นี่แหละคือจุดแตกหักที่ทำให้ เนย์มาร์ กระสันจะย้ายออกจากร่มเงา เมสซี่ ในทัพ “เจ้าบุญทุ่ม” ขอออกไปสยายปีกกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เพื่อจะพิสูจน์ให้ได้ว่าตัวเองมีดีพอเป็นเบอร์ 1 ของโลก แต่ตอนนี้หายเจ็บให้ทันบอลโลกก่อนละกันพ่อคุณ

 

และนี่คือรางวัล “บัลลง ดอร์” 10 ปีหลังสุดในเวอร์ชั่นที่ไม่มี ซีอาร์ 7 และ เทพเมสซี่ มารอดูกันว่าปี 2018 นี้จะเป็นหน้าเก่า 11 ปีติด หรือจะมีเซอร์ไพร้ส์?

ชิน ชินพัฒน์

RELATED NEWS