เซียนหลังเกม! ปัญหา 5 ข้อทีมช้างศึก ยุค ราเยวัช

เซียนหลังเกม! ปัญหา 5 ข้อทีมช้างศึก ยุค ราเยวัช

หลังจากที่ทีมช้างศึกปราชัยให้กับทีมชาติจีน ในฟุตบอลอุ่นเครื่องกระชับมิตรเมื่อวานนี้ (2 มิ.ย.) 0-2 ก็ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นาๆ มากมายจากแฟนบอล โดยเฉพาะในโลกโซเชี่ยล ส่วนใหญ่จะเป็นพวกไม่ค่อยรู้อะไร ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเตะอะไรกัน เห็นไทยแพ้กูด่าไว้ก่อน

แต่ที่เป็นแฟนบอลไทยจริงๆ ก็มี ว่ากันไปตามเหตุและผลกับสิ่งที่เห็น บางคนไปดูในสนามด้วยซ้ำก็ออกมาบ่นนู่นบ่นนี้ก็ว่ากันไป อันนี้ไม่มีปญหา แต่พวกวิจารณ์แบบไม่รู้สี่รู้ห้าพวกนี้สิน่ารำคาญ มีบางคนถามว่าทำไมไม่เรียก ธีราทร มาติด เลยแพ้ อะไรพวกนี้ เห็นแล้วก็นะ หมั่นไส้จริงๆ ไม่รู้แล้วยังสะเออะ

คือถ้าในมุมมองของผมกับผลการแข่งขันที่แพ้จีน 0-2 เมื่อวาน เอาจริงๆ ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร เพราะมันเป็นแค่เกมอุ่นเครื่อง เช่นเดียวกับ ราเยวัช เอง ที่ก็คงเน้นแต่ก็ไม่ได้ซีเรียสกับผลการแข่งขันอะไรนักหนา เพราะเฮียแกคงอยากลองแผนการเล่นอะไรใหม่ๆ ลองตัวใหม่ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เกมอุ่นเครื่องทีมชาติถ้าเป็นต่างประเทศเขาก็ไม่ได้ซีเรียสกันขนาดนั้น

แต่อย่างว่าแหละ พอเป็นทีมชาติไทยของเรา ยิ่งเล่นในบ้านด้วย จะอุ่นเครื่องหรือเตะจริงความคาดหวังแฟนบอลก็จะเยอะเป็นพิเศษ แล้วยิ่งมาแพ้ในบ้านแบบนี้มันก็ดูจะเสียหน้าไปหน่อย แล้วว่ากันตามตรงด้วยคู่แข่งอย่างจีน ซึ่งเทียบตัวๆ ก็ไม่ได้เหนือกว่าไทยเลย แต่ที่ทีมเยือนทำได้ดีกว่าเมื่อวานก็คือการจบสกอร์ ที่มีโอกาสแล้วทำได้ ส่วนไทยก็ใช้โอกาสเปลืองเหมือนเดิม

 

แน่นอนแหละสิ่งที่เกิดขึ้นในสนามเมื่อวาน ราเยวัช คงได้เห็นอะไรมากมาย รวมทั้งนักเตะเองที่ได้ลงเล่นกับทีมชาติระดับเอเชีย ก็คงจะได้อะไรไม่น้อยก่อนจะไปเจอของจริงในเอเชียน คัพ ต้นปีหน้า อันนั้นแหละค่อยมาว่ากันเต็มๆ ถึงผลงานทีมชาติไทย

พูดถึงเกมเมื่อวานเอาเรื่องนอกสนามอย่างบรรยากาศคนดูถือว่าเกินคาดเหมือนกัน มีแฟนบอลไปกันเยอะพอสมควรแม้จะไปเต็มราชมังฯ แต่ก็ไม่โหรงเหรง ทำให้รู้ว่ากระแสทีมชาติก็ยังขายได้อยู่ บวกกับช่วงใกล้บอลโลก ก็เลยทำให้แฟนบอลอาจจะสนใจเกมทีมชาติเป็นพิเศษ

น่าเสียดายอย่างเดียวคือเรื่องสภาพอากาศที่ช่วงก่อนเริ่มครึ่งหลังมีพายุฝนลงมาอย่างหนัก เกมต้องเลื่อนไป และก็ทำให้บรรยากาศกองเชียร์ก็ดูกร่อยๆ ไป เช่นเดียวกับเกมในสนามที่สนามมันเฉอะแฉะ ก็เลยไม่ได้ดูฟุตบอลที่สวยงามอย่างที่ควรจะเป็นเท่าไหร่ แต่ก็ต้องชื่นชมหัวจิตหัวใจแฟนบอลไทยที่ไปเชียร์กันที่สนามทุกคนกับเกมเมื่อวานนี้

เอาละร่ายมายาว มาเข้าเรื่องที่จะมาพูดถึงวันนี้กันดีกว่า ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะเกมกับจีนเมื่อวานนี้ แต่เป็นสิ่งที่เราเห็นในทีมชาติไทยยุค ราเยวัช มาตลอด คือทีมช้างศึก ชุดนี้ มักจะทำได้ดีกับคู่ต่อสู้ที่เหนือกว่าชัดเจน อย่างตอนคิงส์ คัพ ที่เจอเซอร์เบีย ด้วยความที่เน้นเกมรับรัดกุม และรอโดต้กลับมันก็จะเข้าทางกับแผนของผู้เป็นกุนซือ

แต่พอต้องเจอกับคู่ต่อสู่ที่ไม่ต่างกันมาก อยู่ในระดับเดียวกัน หรือต่ำกว่า ก็จะเล่นไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะเราต้องเปิดเกมรุกใส่ ซึ่งบอลบุกของ ราเยวัช มันไม่ใช่เกมรุกธรรมชาติ เลยดูแล้วไม่ไหลลื่น อาศัยจังหวะฉาบฉวยกับความสามารถเฉพาะตัวมากกว่า

ดังนั้นเรามาว่ากันที่ ปัญหา 5 ข้อ ของทีมชาติไทย ยุค ราเยวัช กันดีกว่าว่ามันมีอะไรบ้าง

1.เกมรุกไม่หลากหลาย

อย่างที่เกริ่นไปแล้วเรื่องของเกมรุก เพราะบอล ราเยวัช คือเน้นเกมรับก่อนมาเป็นอันดับแรก ดังนั้นเมื่อเจอทีมในระดับเดียวกัน หรือไม่ได้ต่างกันมากที่บังคับให้ไทยต้องเป็นฝ่ายเปิดเกมรุกใส่ เรามักจะเล่นไม่ดีในเกมแบบนั้น เช่นเดียวกับเกมวานนี้ที่เจอจีน เราครองบอลได้เยอะ บุกไปป้วนเปี้ยนหน้าเขตโทษหลายครั้ง แต่จังหวะสุดท้ายตกม้าตายตลอด

นี่คือสิ่งที่เราต้องปรับในเรื่องของเกมรุกที่ต้องให้มีความหลากหลายมากกว่านี้ ซึ่งสถานการณ์นี้มันจะน่าเป็นห่วงในซูซูกิ คัพ ปลายปี คือเราเจอใครก็ต้องบุกใส่อยู่แล้ว จะไปเล่นรับก็ใช่เรื่อง คราวนี้ถ้าบุกไปแล้วทำไม่ได้ อาจจะงานเข้าในซูซูกิ คัพ ก็เป็นได้ แต่กลับกันผมว่าเราจะเล่นได้ดีในเอเชียน คัพ เพราะต้องเจอทีมที่แกร่งกว่า การเล่นรับแล้วโต้มันก็จะทำให้เรามีผลงานที่ดี แต่ยังไงก็ตามคงต้องเพิ่มเกมรุกให้มันดีกว่าที่เป็นอยู่

2.กองหน้า

เรื่องกองหน้าก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาโดยเฉพาะช่วงหลังๆ ตัวเลือกน้อยนั่นเป็นส่วนหนึ่ง แต่กองหน้าของเราดูแล้วมี ธีรศิลป์ แดงดา คนเดียวที่เพิ่งพาได้ แต่วันไหนที่ มุ้ย เล่นไม่ออก เล่นไม่ได้ ไม่มีส่วนร่วมกับเกม มองไปข้างสนามเจอใครครับ…. มันก็เหนื่อย

แต่คราวนี้เนี้ยะผมดูทีมชาติ ราเยวัช มาทุกครั้ง เหมือนการมี ธีรศิลป์ มันจะไม่ตอบโจทย์กับระบบการเล่นของช้างศึกชุดนี้เท่าไหร่ ดูมาหลายเกมละ ยังไม่มีเกมไหนที่ มุ้ย เล่นได้ดีแบบน่าประทับใจเลยในทีมชาติ แต่ก็อย่างว่ามันไม่มีดีกว่านี้แล้ว ยังไงก็ต้องมี ธีรศิลป์ เป็นกองหน้าตัวเป้า คราวนี้อยู่ที่ว่า ราเยวัช จะทำยังไงให้ มุ้ย โดดเด่น และเล่นให้เข้ากับระบบของตัวเงได้

3.ความสัมพันธ์ในสนาม

นักเตะทีมชาติไทยทุกคนเป็นเพื่อนกันนอกสนามอยู่แล้ว ทุกคนสนิทสนมกันดี เรื่องความสัมพันธ์นอกสนามอันนี้ไม่มีปัญหาแม้จะมากันคนละสโมสร แต่ความสัมพันธ์ในสนามก็คือความเข้าใจกันในเกมมันยังดูไม่ค่อยเข้าใจกันเท่าไหร่

บางจังหวะมีต่อบอลกันสวยๆ ดูเหมือนจะซ้อมมาอย่างดี แต่พอจะต้องขึ้นเกมไปทางริมเส้น บางทีแบ็กสองฝั่งเติมขึ้นไปแต่เพื่อนไม่จ่าย ตีรถเปล่า บางทีขึ้นไปแล้วควรจะเปิดก็ไม่เปิด เลี้ยงวนกลับ ลากตัดเข้าใน เล่นกันหลายจังหวะ บางทีน่าส่งไม่ส่ง จังหวะยิงได้ไม่ยิง อะไรแบบนี้ มันยังมีความติดๆ ขัดๆ ในบางจังหวะของทีมชาติไทยชุดนี้อยู่ไม่น้อย ผมไม่อยากเจาะจงลงไปในรายละเอียด แต่ใครที่ดูก็คงจะนึกออก

4.เกมรับพลาดง่าย

การมาของ ราเยวัช ทำให้เราได้คู่เซ็นเตอร์ทีมชาติไทยคู่ใหม่อย่าง เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว กับ พรรษา เหมวิบูลย์ ซึ่งก็น่าจะเป็นคู่กองหลังที่ดีที่สุดของทีมชาติไทยในเวลานี้ แต่เราก็จะเห็นว่าบางเกมทั้งสองคนนี้ก็เล่นกันได้เข้าขา แข็งแกร่ง พลาดยาก แต่บางเกมถ้าจะพลาดก็พลาดแบบง่ายๆ เลย อย่างที่เสียลูกแรกให้จีนเมื่อวาน

จริงๆ เกมรับถือเป็นหัวใจหลักของกุนซือชาวเซอร์เบีย ที่นำมาติดตั้งให้ทีมชาติไทยชุดนี้ คือเราก็เห็นแหละว่าเกมรับมันดีกว่าเมื่อก่อนจริงๆ ซึ่งจังหวะยากๆ เราทำได้ดีหมดที่ผ่านมา แต่ปัญหาคือไอ้จังหวะหรือลูกบางลูกที่มันไม่น่าเสียมันก็โดนง่ายเกิ๊นนนน สำหรับในซูซูกิ คัพ และเอเชียน คัพ เราต้องห้ามพลาดง่ายๆ แบบนี้เด็ดขาด ไม่เช่นั้นจะโดนลงโทษได้ง่ายๆ

5.สำรอง

เรื่องสุดท้ายก็คงเป็นตัวสำรอง เอาจริงๆ ผมคิดว่าตัวสำรองของเรามันยังไม่ดีพอ โดยเฉพาะในเกมรุก อย่างกองหลัง ตรงกลาง ผมคิดว่าเรายังพอมีตัวทดแทนกันได้ แต่ในเกมรุกดูจะมีแค่ริมเส้นที่มีตัวเปลี่ยนลงมาแก้เกม สร้างความแตกต่าง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเวิร์คนะครับ เช่นเดียวกับตำแหน่งของ ชนาธิป กับ ธีรศิลป์ ถ้ารวม อุ้ม ทางซ้ายด้วยอีกคน ดูจะหาคนมาแทนยาก และทีมชาติไทย จะขาดสามตัวนี้ไม่ได้เลย

มันก็เป็นบทวิเคราะห์ของเซียนหลังเกมคนนึงละครับ ก็ทำไปตามหน้าที่ เมื่อไทยลงเตะ ผลออกมาเป็นแบบไหนเราก็ต้องมาว่ากัน ทั้งในส่วนที่ดีและไม่ดี

ยังพอมีเวลาครับกับสองทัวร์นาเม้นท์ใหญ่ที่รออยู่ทั้งซูซูกิ คัพ ปลายปี และเอเชียน คัพ ต้นปีหน้า สองทัวร์นาเม้นท์นี้ก็คงจะเป็นตัวชี้วัดอนาคตของ มิโลวาน ราเยวัช กุนซือทีมชาติที่เข้ามาทำทีมได้เกือบๆ จะสองปี ว่ามันประสบความสำเร็จไหม รอดูกันครับ

“มูซาชิ”

RELATED NEWS