4 นัดสุดท้าย : ลมหายใจบนลีกสูงสุดของมังกรโล่เงิน

22 ปี พอดิบพอดี ที่ “โปลิศ เทโร เอฟซี” หรือในชื่อเก่า บีอีซี เทโร ศาสน สโมสรยักษ์หลับที่เต็มไปด้วยอดีตอันยิ่งใหญ่ของเมืองไทย ที่ไต่อันดับ วนเวียนอยู่ในลีกสูงสุดของเมืองไทยมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งลีกฟุตบอล เมื่อปี 1996 เป็นต้นมา

พวกเขาเคยได้แชมป์ลีกสูงสุด ถึง 2 สมัย
พวกเขาเคยไปไกลถึงรองแชมป์ เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก
พวกเขาเคยคว้าแชมป์ โตโยต้า ลีก คัพ มาแล้ว
พวกเขาสรรค์สร้างนักเตะที่ก้าวขึ้นไปติดทำเนียบนักฟุตบอลทีมชาติไทยมากมาย
พวกเขาเคยดิ้นรนหนีการตกชั้น แต่ก็ผ่านมันไปได้

พวกเขาไม่เคยตกชั้น
และเป็นทีมเดียวที่อยู่รอดมาตั้งแต่การแข่งขันฤดูกาลแรกจนถึงปัจจุบัน
ทว่าซีซั่นนี้ ทุกอย่างอาจจะเปลี่ยนไป เพราะพวกเขากำลังอยู่ในอาการโคม่าอีกครั้ง

ผ่านหลัก 30 เกม “มังกรโล่เงิน” มีแค่ 33 แต้ม รั้งอันดับที่ 15 ของตาราง ในปีที่มีการตกชั้น 5 ทีม และห่างจากโซนปลอดภัย 3 แต้ม นั่นหมายความว่า พวกเขาจะพลาดไม่ได้เลย ใน 4 เกมที่เหลือ ไม่เช่นนั้น ประวัติศาสตร์ที่คงไม่มีแฟนบอลชาวมังกรอยากให้เกิดขึ้น อาจจะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก

เราอาจจะไม่ได้ยินเสียงเพลงเพราะๆ เพลงหนึ่งอีกแล้วในลีกสูงสุด
เวลาไปเยือนกลุ่มกองเชียร์ “มังกรไฟ” ที่สุดเกรียงไกร มาแต่ไหนแต่ไร
เป็นเพลงเชียร์ที่มักจะถูกเปล่งเสียงร้องพร้อมกันจากใจ ด้วยท่วงทำนองที่ฟังแล้วคล้องหัวใจตาม
บนแสตนด์ที่มีแฟนบอลเหนียวแน่นกลุ่มหนึ่งมานานแสนนาน

“จับมือเดินไป ไต่ตามโค้งฝัน
ร้อยใจเรียงเคียงกัน ฝันเคียงกาย หลอมวิญญาณรวมกัน ใจผูกพันมิหน่าย
ตราบดินฟ้ามลาย… แด่ใจมังกร”

4 คู่แข่งสุดท้าย วัดลมหายใจของมังกรโล่เงิน เรียกได้ว่า “หนักเอาการ” เริ่มจากการบุกเยือน บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่กำลังไล่ล่าทริปเปิ้ลแชมป์ และต้องการเก็บสามแต้มทุกนัดที่เหลือ เพื่อสร้างสถิติทำแต้มสูงสุด ตามด้วย เล่นในบ้านพบกับ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี ที่ก็หนีตกชั้นอยู่เหมือนกัน ก่อนจะบุกเยือนราชนาวี และปิดท้ายด้วยการเล่นในบ้านพบกับ พีที ประจวบ เอฟซี

“ไม่ใช่แค่ 5-7 แต้มเท่านั้น ที่พวกเขาต้องการในสี่เกมสุดท้าย
แต่มันต้องมองไปถึง 9-10 แต้มเป็นอย่างน้อยเลยทีเดียว”

ทว่า นั่นก็ดูเหมือนจะเป็นเป้าหมายที่ท้าทายเหลือเกิน เพราะความจริงนั้น พวกเขาเพิ่งแพ้คาบ้านต่อทีมที่ตกชั้นไปแล้วอย่าง แอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล เอฟซี 2-3 และเป็นการแพ้สามนัดติดต่อกันในไทยลีกเข้าให้แล้ว ในขณะที่ทีมหนีตกชั้นด้วยกัน ต่างก็เก็บแต้มได้เกือบทั้งหมด ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้ง บางกอกกล๊าส เอฟซี, ราชบุรี มิตรผล เอฟซี, สุพรรณบุรี เอฟซี รวมถึง สุโขทัย เอฟซี ด้วย

ข้อเสียอย่างหนึ่งของ “มังกรโล่เงิน” ในซีซั่นนี้ คือ การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งเฮ้ดโค้ชบ่อยครั้งจนเกินไป ซึ่งทำให้ความสมดุลของทีมค่อยๆ ลดลง จนสูญเสียมาตรฐานในการเล่น เริ่มจาก สกอตต์ คูเปอร์ – รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค – ธชตวัน ศรีปาน และกลับมาที่ “โค้ชอ้น” รังสรรค์ อีกครั้ง

3 ครั้งของการเปลี่ยนแปลง กับ 3 โค้ช ที่ดูเหมือนว่า “เลือดมังกร” แท้ๆ อย่าง “โค้ชแบน” และ “โค้ชอ้น” อาจจะไม่สามารถชุบชีวิตมังกรตัวนี้ได้ ถ้าฟอร์มการเล่นของทีม กลับมาไม่ทันเวลา

จุดเปลี่ยนอีกสิ่งหนึ่งนั่น คือ ฟอร์มการเล่นของ อ่อง ธู ซูเปอร์สตาร์ชาวเมียนมาของทีม ที่ช็อตลงไปดื้อๆ ในช่วงเลกที่สอง จากการยิง และแอสซิสต์เป็นกอบเป็นกำ หายไปจนแทบไม่เหลือเค้า “อ่อง ธู” คนเดิม เรียกได้ว่าเป็นคนละคนเลยกับช่วงเลกแรก ซึ่งเป็นผลทำให้ทีมมีผลงานตกลงอย่างเห็นได้ชัด และยังไม่สามารถถีบตัวเองออกจากกลุ่มหนีตกชั้นได้เลย

นับจากวันนี้ จนถึงแมตช์สุดท้ายของฤดูกาล เหลือเวลาอีกไม่ถึง 3 อาทิตย์แล้ว
บทสรุปทุกอย่างก็จะเปิดเผย

“มังกรไฟ” ที่ใครต่างเคยหลงรัก ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นมังกรโล่เงินในปัจจุบัน
จะต่อลมหายใจของตัวเองที่ยืนยาวมานานแสนนานในลีกสูงสุดได้หรือไม่
หรือจะต้องร่วงหล่นลงสู่ลีกรอง ตามวัฎจักรฟุตบอลอาชีพ
ที่ทุกสโมสร ย่อมมีวันดีๆ และมีวันแย่ๆ ให้ได้เรียนรู้
อีกไม่นาน คำตอบก็จะเปิดเผยขึ้น…

“ตราบดินฟ้ามลาย แด่ใจมังกร”

“จอน”

RELATED NEWS