พวกเขาอยู่ไหน! ตามหาเพื่อนทีมชาติ สินทวีชัย นัดอำลาตะวัน ศรีปาน

เกียรติยศของการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ เรื่องที่น่าภูมิใจมากสุดในชีวิตคงหนีไม่พ้น การมีชื่อติดธงรับใช้ทีมชาติ มันคือสิ่งที่หลายๆคนใฝ่ฝันและถวิลหา

การติดทีมชาติสักครั้งในชีวิตก็ว่ายากแล้ว แต่การรักษาพื้นที่ให้กลายเป็นขาประจำในทีมนั้น มันคือเรื่องที่หนักหนาไม่แพ้กัน  เรามักจะพบเห็นผู้เล่นมากหน้าหลายตาเดินสลับสับเปลี่ยนเข้าๆออกๆในรั้วทีมชาติไทย

แต่คงไม่ใช่กับชายที่ชื่อ สินทวีชัย (โกสินทร์) หทัยรัตนกุล  เพราะตลอดระยะเวลาร่วม 14 ปีเต็ม เขาคือคนที่ยืนหยัดในทีมชาติไทยมาอย่างยาวนาน  จากประตูดาวรุ่งที่เล่นบอลแบบเสี่ยง จนกระทั่งพัฒนาฝีมือจนกลายเป็นยอดนายทวารในสารบบลูกหนังไทย ประสบการณ์ที่โชกโชนเก๋าเกม แถมยังมีระเบียบวินัย ทำให้เขาได้รับการคารวะจากบุคลากรวงการมากมาย

สุดสัปดาห์นี้สินทวีชัย (หรือชื่อเล่นจริงๆบอล) จะมีเกมนัดอำลาทีมชาติกับตรินิแดดฯ ซึ่งถือเป็นแข้งไทยรายที่ 5 ต่อจากอํานาจ เฉลิมชวลิต, สุรชัย จตุรภัทรพงศ์, เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, ธชตวัน (ตะวัน) ศรีปาน

โดยเมื่อ9 ปีที่แล้ว “พี่ตี๋” ของแฟนบอลชาวไทย ทำหน้าที่เฝ้าเสานัดอำลาสนามแด่ตะวัน ศรีปาน ที่จัดการสอนเชิงนิวซีแลนด์ ไป 3-1

ขอบสนามขอพาคอบอลไปตามหาเพื่อนร่วมทีมสินทวีชัย ว่าปัจจุบันพวกเขาอยู่ไหนเป็นอย่างไรบ้าง

กองหลัง

สุรีย์ สุขะ

ถ้าหากเราไม่นับสินทวีชัย ในตำแหน่งผู้รักษาประตู ก็คงต้องเริ่มที่กองหลังในตำแหน่งแบ็คขวา เพื่อนซี้จากจังหวัดสกลนครที่แบกสัมภาระมาคัดตัวเป็นนักบอลโรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา พร้อมๆกันตอนอายุ 15 ปี จนก้าวไปติดทีมชาติและโยกย้ายไปเล่นอาชีพที่สิงคโปร์มาแล้ว

สุรีย์ สุขะ คือแข้งเบอร์ต้นๆของเมืองไทย เมื่อราว 10-12 ปีก่อน “เปรม” คือแบ็คขวาจอมบุกที่แข็งแกร่งเหนียวแน่นในเรื่องของเกมรับ สามารถรักษาพื้นที่ได้เป็นอย่างดี มีวินัยในสนาม แจ้งเกิด กับทีมชาติไทยในยุค “อ.หรั่ง” ชาญวิทย์ ผลชีวิน มาตั้งแต่ซีเกมส์ 2005 ที่ฟิลิปปินส์ และมาโดดเด่นในเอเชี่ยน คัพ ปี 2007 โดยเฉพาะเกมกับโอมาน และถูกเลือกให้เป็น 11 ผู้เล่นยอดเยี่ยมในรอบแบ่งกลุ่ม

มีเรื่องราวให้ฟังในแคมป์ทีมชาติว่า ความฟิตแค่ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ แต่โค้ชทีมชาติรายหนึ่งไว้วางใจให้เขาลงเล่นเป็นตัวจริงก่อนแบ็คตัวสำรองที่ฟิตเต็มถึงเสียอีก

ผลงานในครั้งนั้นส่งผลให้ถูกแมนฯซิตี้ จับเซ็นสัญญาแม้จะไม่ได้ลงเล่นแม้แต่เกมเดียวก็ตาม จนต้องกลับมารับใช้ชลบุรี เอฟซี ทีมเก่า หลังหมดความท้าท้ายกับชลบุรี จึงย้ายไปคว้าแชมป์มากมายกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จากนั้นก็โยกไปลงเล่นให้อุบล ยูไนเต็ด

ปัจจุบัน”เดอะเปรม” ค้าแข้งกับสโมสราชบุรี มิตรผล เอฟซี

ณัฐพร พันธ์ฤทธิ์

เด็กหนุ่มจากนครสวรรค์ ที่โชคชะตาลูกหนังนำพาให้เขาเดินทางมาคัดตัวทีมชาติ รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปีไปลุยชิงแชมป์โลก รอบสุดท้ายที่นิวซีแลนด์ ในปี 1999 ขณะที่อายุ 16 ย่าง17 ปี

ด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่ เมื่อจบทัวร์นาเมนต์ เขาได้ย้ายไปเป็นนักเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา และเป็นเพื่อนร่วมชั้นกับสินทวีชัย และสุรีย์ สุขะ

ณัฐพร โด่งดังในฐานะผู้ยิงประตูโกลเด้น โกล พาทีมชาติชุด 23 ปี คว่ำเวียดนามในรอบชิง 2-1 กลางสนามกีฬาแห่งชาติที่ฮานอย เมื่อปี 2003 และเขาก็ปักหลักยึดตำแหน่งตัวจริงในทีมชาติไทยเรียบมานับตั้งแต่ช่วงปี 2003-2012

“โอ็ต” ถือเป็นแข้งพเนจรตัวจริงเสียงจริง นับตั้งแต่เริ่มค้าแข้งกับกสิกรไทย, โอสถสภา, พนักงานยาสูบ,การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค,ชลบุรี,เมืองทอง,บีอีซี เทโร, แบงค็อก,แอร์ฟอร์ซ,พัทยา,ราชนาวี ต้นสังกัดปัจจุบัน

พร้อมกับสถาปนาตัวเองเป็นนักเตะไทยที่ประสบความสำเร็จ คว้าแชมป์ไทยลีก ได้ถึง 3 สมัย กับชลบุรี (2007),เมืองทอง (2009,2010)

เกียรติประวุฒิ สายแวว

เซ็นเตอร์แบ็คที่รูปร่างสูงใหญ่ ที่ข้ามขั้นมาติดทีมชาติชุดใหญ่ตั้งแต่อายุ19 ปีในยุคของ”โค้ชหรั่ง” ตั้งแต่ปี2005 ได้แชมป์ซีเกมส์ 2 สมัย ที่และฟิลิปปินส์และโคราช และติดทีมเอเชียน คัพ 2007 ไล่บี้ตามประกบมาร์ค วิดูก้า เป็นบ้าเป็นหลังจนแข้งออสซี่สำแดงเดชไม่ออก

ฟอร์มการเล่นที่เยี่ยมทำให้อดีตผู้บริหารแมนฯซิตี้ชาวไทย เซ็นสัญญา “คาร์” ไปร่วมทีม แม้จะไม่ได้มีโอกาสสัมผัสเกมอย่างเป็นทางการ และเจอความผิดหวังในการเล่นกับคลับ บรูชทีมสำรอง แต่มันคือประสบการณ์ชีวิตที่เขาคงไม่มีวันลืมแน่

เกียรติประวุฒิ คือนักเตะที่ใครหลายคนอยากได้ อ่านเกมเก่ง, เล่นบอลใช้สมองมากกว่ากำลัง, การแย่งบอลจากคู่แข่งที่เยี่ยม ทุกอย่างน่าจะดูเพอร์เฟ็คหมดยกเว้นอาการบาดเจ็บที่มารังควานชีวิตเกินกว่า 7 ครั้งและต้องยุติชีวิตลูกหนังไปก่อนวัยอันควร ด้วยวัย 32 ปี

ณัฐพงษ์ สมณะ

แบ็คซ้ายหน้าหล่อจากจังหวัดเชียงใหม่ ผู้ที่ฝีเท้าเยี่ยมครอบครองบอลเก่ง เติมเกมรุกได้เมามันส์ และถือเป็นหนึ่งในผลผลิตชั้นดีของโรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา ทว่าจุดหักเหของชีวิตจนเกือบไม่ได้มาเป็นนักเตะอาชีพ คือช่วงเวลาที่กลับบ้านเกิดที่เชียงใหม่ เที่ยวเล่นตามประสาวัยรุ่นและทำงานรับจ้างขับรถส่งของพร้อมค่าแรงไม่กี่บาท

สุดท้ายเขากลับมาสวมสตั๊ดค้าแข้งกับธนาคารกรุงไทย และได้หวนคืนรังมารับใช้ชลบุรี เอฟซีปักหลักรับใช้ทีมอย่างยาวนาน 7 ปี และย้ายไปร่วมทีมสุพรรณบุรี ต้นสังกัดปัจจุบัน

นับตั้งแต่หมดยุคดุสิต เฉลิมแสน และ”โค้ชหรั่ง” ปรับณัฐพรไปเล่นเซ็นเตอร์แบ็ค ทำให้”เหมี่ยว” ได้โอกาสลงเล่นทีมชาติไทยในตำแหน่งแบ็คซ้ายอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่ได้แชมป์กับทีมช้างศึก ทั้งอาเซียน คัพ แต่เขาคือแบ็คซ้ายชั้นดีของวงการลูกหนังแดนสยามที่สมควรได้รับการผายมือยอมรับ

กองกลาง

สุรัตน์ สุขะ

10 กว่าปีก่อน ถ้ามีสุรีย์ สุขะในรั้วทีมชาติ ก็คงต้องแฝดสุรัตน์ สุขะ ร่วมทีมด้วยแน่นอน เพราะเขาคือกองกลางตัวรับเบอร์ต้นๆของเมืองไทย แข้งจังหวัดสกลนคร คือผู้เล่นที่เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของทีมฉลามชล ตั้งแต่ยุคโปรวิเชียลลีก ต่อยอดมาสู่การเป็นแชมป์ไทยลีก เมื่อปี 2007

กระทั่งขยับมาสู่ทำเนียบทีมชาติไทย ในปี 2008 ในยุคที่มีปีเตอร์ รีดส์ เป็นเฮดโค้ช ด้วยฝีเท้าที่สูงเกินเวทีลูกเมืองไทย ทำให้ “ปาน” ได้มีโอกาสสำคัญในชีวิตย้ายไปร่วมทีมเมลเบิร์น วิคตอรี่ ยักษ์ใหญ่ในเอลีกออสเตรเลีย กลางปี 2009 ด้วยวงเงินร่วมๆ 1 ล้าน 5 แสนบาท

จากนักเตะที่ได้เบี้ยเลี้ยงซ้อมกับชลบุรี เพียงแค่ 50 บาท เขากลายเป็นแข้งที่รับเงินเดือนถึง 378,000 บาท แม้จะเป็นตัวหลักกับทีมดังแดนจิงโจ้ แต่เขารู้ดีว่าครอบครัวเขาเองกลับไม่มีความสุข และตัดสินใจกลับมาเมืองไทย หลังตอบรับข้อเสนอจากบุรีรัมย์ พีอีเอ (ชื่อทีมในเวลานั้น) และเป็นคีย์แมนตัวหลักคว้า 17 แชมป์ในระยะเวลา 5 ปีครึ่ง และย้ายไปร่วมทีมอุบล ยูเอ็มที และศรีสะเกษ เอฟซี ตามลำดับ

สุเชาว์ นุชนุ่ม

กัปตันทีมปราสาทสายฟ้าคนปัจจุบัน แม้อายุอานามจะเข้าสู่วัย 35 ปีแล้วก็ตาม ปีกขวาตัวหลักทีมชาติไทยในยุคอ.ชาญวิทย์ และปีเตอร์ รีดส์ เกือบไม่ได้มาโลดแล่นในวงการฟุตบอล เพราะเขาคือนักมวยเดินสายในชื่อ กบน้อย ส.สกุลภัณฑ์ ก่อนจะหันหลังให้เวทีผ้าใบ และเปลี่ยนบทบาทมาเป็นนักเตะบอลเดินสายที่กาญจนบุรี จนถูกเรียกตัวให้ไปฝึกซ้อมกับสโมสรองค์การโทรศัพท์ (ทีโอที) ในยุคของกุนซือช่วงลับ โค้ชก๊อก พงษ์พันธ์ วงษ์สุวรรณ

“กบ” ปักหลักเป็นคีย์แมนให้ทีมยาวนาน 6 ปีเต็ม พร้อมกับถูกเรียกตัวติดทีมชาติไทยเมื่อปี 2005 ในฐานะนักเตะโนเนม แต่เมื่อจบทัวร์นาเมนต์ซีเกมส์ 2005 สุเชาว์ กลายเป็นคนดังช่วงข้ามคืน ด้วยใบหน้าที่หล่อเหลาและการดูแลร่างกายที่ดีทำให้ชื่อเสียงเป็นที่รู้จักจากคนหมู่มาก  จากนั้นโยกย้ายไปเล่นบอลอาชีพอินโดนีเซียเป็นเวลาสั้นๆกับทีมเปอร์ซิบ บันดุง  และถูกบุรีรัมย์ ดึงตัวไปร่วมทีมพร้อมยูนิฟอร์มคู่กลายหมายเลข 8 ยืนหยัดเป็นตัวหลักให้ตั้งแต่ปี 2010 จนถึงปัจจุบัน

รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค

แข้งหน้าหล่อ ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยได้สมญานาม “มิสเตอร์ไทยลีก” เพราะกวาดแชมป์ลีกสูงสุดเมืองไทยไปถึง 5 สมัย กับทั้งบีอีซี เทโรศาสน,ธนาคารกรุงไทย 2 สมัย,การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและบุรีรัมย์

จากอดีตแบ็คซ้ายผู้ไปไม่รุ่งไร้ซึ่งสปีดความเร็ว “อ้น” ถูกค้นพบบทบาทใหม่เพื่อตัวคุมเกม พร้อมอาวุธเด็ดการเปิดบอลด้วยเท้าซ้ายที่แม่นยำราวกับจับวาง

รังสรรค์ อาจจะไม่เป็นที่ปลื้มของหมู่มวลแฟนบอลลูกหนังไทยในยามรับใช้ชาติสักเท่าไหร่ แต่ต้องยอมรับว่าสิ่งที่เข้ามาทดแทนคือการวางตัวในสนามและดูแลร่างกายเป็นอย่างดี ทำให้แข้งจอมเก๋ารายนี้ได้รับความเชื่อมั่นจากกุนซือทีมชาติรายๆคน  เข้ามาอยู่ในรั้วทีมชาติในช่วงชีวิตการค้าแข้ง

หลังปิดฉากชีวิตฟุตบอลอาชีพมาอย่างโชกโชนกว่า 19 ปี รังสรรค์ กลับพบความผิดหวังในชีวิตการเริ่มต้นการเป็นโค้ช หลังโปลิศ เทโร ที่เขาคุมทีมมีอันต้องตกชั้นไป

ณรงค์ชัย วชิรบาล

ยอดแข้งพรสวรรค์หมายเลข10 ของเมืองทองเมื่อราวเกือบ 12-13 ปีก่อน “เดอะ ตั้ม” ชายหนุ่มจากนครปฐม ที่ฉายแววความเก่งกาจนำพากรุงเทพคริสเตียน กวาดแชมป์มากมายในระดับแวดวงลูกหนังขาสั้น และต่อยอดมาสู่ทีมชาติไทย

ว่ากันว่าในเวลาที่รุ่งสุดขีด ใครหน้าไหนก็ยากที่จะแย่งบอลออกจากเท้า ณรงค์ชัย ถ้าชั้นเชิงไม่เจนจัดพอ บอลจากปลายสั๊ดของหมอนี่อันตรายทุกครั้ง แถมทีเด็ดลูกยิงไกลที่ทรงพลัง

จากดาวรุ่งที่ซิวเหรียญทองซีเกมส์ 2001, แชมป์อาเซียน คัพ 2002 “ตั้ม” ก้าวหน้าไปค้าแข้งต่างแดนกับบินห์ เดืองห์ในเวียดนาม และคัมแบ็คกลับมาตุภูมิกับหลายสโมสรเช่นบีอีซี เทโรศาสน, เมืองทอง ยูไนเต็ด,เพื่อนตำรวจ,พีทีที ระยอง และชัยนาท ฮอร์นบิล แต่คงไม่มีสโมสรไหนที่สร้างโปรไฟล์ให้ ณรงค์ชัย ดีไปกว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่เขาช่วยให้สโมสรแห่งนี้ได้แชมป์ไทยลีก เมื่อปี 2008 พ่วงด้วยตำแหน่งผู้เล่นทรงคุณค่าในปีนั้นด้วย

ปัจจุบันณรงค์ชัยอายุ 37 ปีปิดฉากชีวิตฟุตบอลไปอย่างเป็นทางการกับสโมสรพีที ปทุมธานี และปักหลักรับใช้องค์กรแม่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อยู่ที่จังหวัดนครปฐม

ธชตวัน ศรีปาน

เพลย์เมกเกอร์หมายเลข 10 ดาวเตะคนล่าสุดที่ได้รับเกียรติจัดแมตซ์อำลาสนามเมื่อปี 2009 เพื่อเป็นการตอบแทนที่ “แบนเลี้ยวขวา”ที่รับใช้ชาติยาวนานถึง 16 ปี ตั้งแต่ปี 1993-2009

เกมในวันนั้น”สุภาพบุรุษลูกหนัง” สามารถสังหารประตูสั่งลานัดสุดท้ายในนามทีมชาติ ใส่นิวซีแลนด์ และอยู่ในสนามประมาณ 33 นาที ก่อนโดนเปลี่ยนตัวออกและให้ดัสกร ทองเหลาลงมาเล่นแทน

“แบน” คือเพชรเม็ดงามจากทีมชุดดรีมทีม ที่ต่อยอดมาเป็นกำลังสำคัญทีมลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วยทีมคว้าความสำเร็จมากมายในระดับอาเซียน ทั้งแชมป์ซีเกมส์ 4 สมัย, แชมป์ไทเกอร์ คัพ 1 สมัย รวมถึงรอบ10ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก 2002 รอบคัดเลือกโซนเอเชีย ส่วนฝีเท้าในระดับสโมสรฝากความประทับใจมากมายให้ทุกทีมที่เขาไปค้าแข้ง ทั้งธนาคารกรุงเทพฯพาณิชยการ,เซมบาวัง,ฮองอันยาลาย, บีอีซี เทโรศาสน

ส่วนบทบาทในปัจจุบัน “โค้ชแบน”ผันตัวมาทำหน้าที่เฮดโค้ชทำทีมมากมาย เช่นบีอีซี เทโร, สระบุรี เอฟซี,เมืองทอง, เพื่อนตำรวจ,โปลิศ เทโร

กองหน้า

ธีรศิลป์ แดงดา

เด็กหนุ่มลูกข้าราชการในกองทัพอากาศ คือหัวหอกตัวเป้าที่ลงสังหาร 2 ประตูใส่ขุนพลแดนกีวี ฉลองชัยชนะนัดอำลาสนามให้ ธชตวัน ได้อย่างงดงงาม

อดีตแข้งดาวรุ่งนอกสายตาที่ถูกคำครหาจากแฟนบอลมากมายว่าเป็น “เด็กเส้น” ตั้งแต่ติดทีมชาติอายุ 17 ย่าง 18 ปี “มุ้ย” ต้องต่อสู้โดยใช้ฝีเท้าในสนามเป็นเครื่องพิสูจน์ลบคำสบประมาทมากมาย กว่าจะก้าวมาเป็นกองหน้าเบอร์1 ของเมืองไทย และยืนหยัดในตำแหน่งนี้มากว่า 10 ปีเต็ม

ดาวเตะขี้อายพูดน้อย”แฟนสวย” มีเบสิคเทคนิคการครอบครองลูกบอลที่ดีเยี่ยม เมื่อเวลาสวมสตั๊ดลงเล่นในสนาม “มุ้ย” จะอันตรายทุกฝีก้าว หมอนี่สร้างผลงานมาสเตอร์พีซยิงประตูถล่มทลายให้ต้นสังกัดเมืองทอง ยูไนเต็ด ไปเกินกว่า 100 ประตูรวมทุกรายการ พาทีมคว้าแชมป์ไทยลีก  4 สมัย รวมถึงการยิงประตูให้ทีมชาติไทย 42 ลูก จากการลงเล่น 94 เกมในสีเสื้อธงไตรรงค์

ปัจจุบัน “มุ้ยซัง” กำลังสู้เพื่อโอกาสสุดท้ายในเจลีก กับสโมสรซานเฟรซเซ่ ฮิโรชิม่า ที่กำลังลุ้นไล่ล่าแชมป์ลีกของญีปุ่น 5 นัดสุดท้ายของฤดูกาล

เฮดโค้ช

ปีเตอร์ รีดส์

อดีตแข้งดังทีมชาติอังกฤษ ผู้เป็นทั้งนักเตะระดับตำนานเอฟเวอร์ตัน และแมนฯซิตี้ ในช่วง ปลายยุค 80 ปี กระทั่งเมื่อเปลี่ยนบทบาทมาทำหน้าที่ข้างสนาม

เขาคือกุนซือชาวบริติชที่นิยมแท็คติกแบบบอลโบราณโยนยาวจากริมเส้นด้านข้างให้ศูนย์หน้าทำประตู ซึ่งทีมที่เขาประสบความสำเร็จมากสุดคือ “ไอ้แมวดำ” ซันเดอร์แลนด์ ที่กุมบังเหียน ยาวนานถึง 7 ฤดูกาล พาทีมเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก 2 หน  และรีดส์ คือคนที่ปลุกปั้น เควิน ฟิลลิปส์ ให้กลายเป็นดาวซัลโวยุโรป ปี2000

รีดส์ เข้ามารับงานทำทีมชาติไทย กลางปี2008 พร้อมความหวังที่จะเห็นทีมกลับมาคว้าแชมป์อาเซียน คัพ ในปีดังกล่าว ผลงานสวยหรูและดีแทบทุกเกม แต่ดันไปตกม้าตายในรอบชิงที่ปราชัยคาบ้าน และจบทัวร์นาเมนต์ด้วยการเป็นรองแชมป์ จากนั้นผลงานของรีดส์ กับการทำทีมช้างศึก ก็เริ่มมีปัญหาหลายประการ จนในที่สุดพี่แกก็ชิงตำแหน่งกุนซือทีมแดนสยามไปแบบหน้าตาเฉยกลางเดือนกันยายนปี 2009 แล้วไม่กลับมาไทยอีกเลย ก่อนที่จะโผล่เป็นผู้ช่วยโทนี่ พูลลิส ที่สโต๊ค ซิตี้ ในเวลาต่อมา และย้ายไปทำทีมพธีมัธ และมุมไบ เอฟซี ในอินเดีย

ปัจจุบัน รีดส์ ทำหน้าที่เป็นคอมเมนเตเตอร์ อิสระให้แก่สื่อหลายช่อง เช่นบีอิน สปอร์ต, สกาย สปอร์ต

เอ็มเร่

 

 

RELATED NEWS