จะเกิดอะไรขึ้น? ถ้าสโมสร “บรูไน” เข้ามาแจมในศึกไทยลีก

จะเกิดอะไรขึ้น? ถ้าสโมสร “บรูไน” เข้ามาแจมในศึกไทยลีก

ฟุตบอลไทยเวลานี้กำลังจะเข้าสู่ช่วงพักลีกปิดฤดูกาล ซึ่งบางทีมก็ปล่อยนักเตะพักเรียบร้อยแล้ว เหลืออยู่ 2-3 ทีมที่ยังต้องลงเตะนัดชิงบอลถ้วยอีกสองรายการซึ่งจะได้บทสรุปทั้งหมด 27 ต.ค.นี้

จากนั้นฤดูกาล 2018 ก็จะจบลงอย่างเป็นทางการ ต่อมาก็จะเป็นคิวทีมชาติทั้งซูซูกิ คัพ และเอเชี่ยน คัพ ตามลำดับ ในช่วงต้นปีหน้า ก่อนจะเข้าสู่ปรีซีซั่น 2019

ตามความเข้าใจของผมและแฟนบอลส่วนใหญ่ 99.90 % รู้ว่าฟุตบอลไทยลีก 2019 จะมีทีมแข่งขันทั้งหมด 16 ทีม ตามรูปแบบที่สมาคมฯ วางเอาไว้ แม้จะมีกระแสเพิ่มทีม ลดทีมตกชั้นอะไรมาก่อนหน้านี้ แต่มันก็คงเป็นไปไม่ได้แล้ว ฟุตบอลมันเตะจบกันไปแล้ว ก็คงจะแน่นอนว่ายังไงก็ต้อง 16 ทีม

แต่เมื่อวานนี้ (17 ต.ค.) ก็มีข่าวที่น่าสนใจซึ่งเกี่ยวข้องกับฟุตบอลไทยลีกของเราโดยตรง นั่นก็คือมีข่าวว่า “มีสโมสรฟุตบอลของประเทศบรูไน ให้ความสนใจที่จะมาร่วมฟาดแข้งในศึกไทยลีกของเราด้วย” ผมอ่านข่าวครั้งแรกก็เกิดความคิดขึ้นว่า “จะมาได้ไงวะ มันคนละประเทศกัน อ่านแล้วก็งงๆ เหมือนกัน”

ซึ่งเรื่องนี้เป็นการเปิดเผยมาจาก ท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานสโมสรสุโขทัย (ซึ่งคงจะมีทีมจากบรูไนติดต่อท่านมา) โดยท่านให้ข่าวว่า “ทีมบรูไนอยากจะมาร่วมเตะไทยลีก โดยที่พร้อมจะซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดกลับไปที่บ้านของเขา รวมทั้งออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดในเกมที่สโมสรจากไทยต้องออกไปเล่นเป็นทีมเเยือน” ฟังดูดี แต่มันก็ยังแหม่งๆ อยู่ว่าถ้าเกิดขึ้นจริงคงวุ่นวายน่าดู

จริงๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีทีมจากต่างประเทศมาแข่งขันฟุตบอลลีกของอีกประเทศนึง ที่ผมรู้จักก็คือมีในสิงคโปร์ ที่เรารู้จักกันคือ เอสลีก หรือปัจจุบันใช่ชื่อ “สิงคโปร์ พรีเมียร์ลีก” ซึ่งมีทีมจากต่างประเทศหลายทีมมาร่วมแข่งขันด้วย ทั้ง ญี่ปุ่น,เกาหลีใต้,มาเลเซีย,จีน,บรูไน หรือแม้กระทั่งทีมชากฝรั่งเศสก็เคยมี

สาเหตุที่สิงคโปร์ลีกต้องมีสโมสรจากชาติอื่นๆ มาร่วมแข่งขันก็เนื่องจากว่าสิงคโปร์เป็นประเทศเล็กๆ ไม่ได้มีต่างจังหวัด มีภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน เหมือนบ้านเราหรือประเทศอื่นๆ ทำให้มันมีทีมในประเทศอยู่ไม่กี่ทีม อีกทั้งฟุตบอลในสิงคโปร์สมัยนั้นก็ไม่ได้เป็นที่นิยมอะไรมาก ทำให้คนสิงคโปร์ไม่ค่อยเก่งฟุตบอล เลยต้องเชิญทีมนู้นทีมนี้มาร่วมแข่งขันเพื่อให้มีทีมเยอะและมาช่วยพัฒนาฟุตบอลในประเทศของเขาด้วย

ปัจจุบันในฤดูกาลที่ผ่านมาก็มีทีมอย่าง อัลบิเร็กซ์ นิงาตะ เอส หรือ อัลบิเร็กซ์ นิงาตะ สิงคโปร์ เอฟซี คือเป็นทีมพันธมิตรของอัลบิเร็กซ์ นิงาตะ ในเจลีก ประเทศญี่ปุ่นแต่จะส่งทีมเข้าร่วมแข่งขันในเอสลีกสิงคโปร์มาโดยตลอด นักเตะส่วนใหญ่ก็เป็นญี่ปุ่น เกือบทั้งทีม ปีที่แล้วก็คว้าแชมป์มาครองได้ แต่จะเป็นคนละทีมกับในเจลีก อารมณ์ประมาณทีมบี หรือทีมซี ของทีมชุดใหญ่นั่นแหละ

อีกทีมนึงที่เป็นต่างชาติแต่มาเล่นอยู่ที่สิงคโปร์ ก็คือ ดีพีเอ็มเอ็ม ของบรูไน ที่ก็เล่นที่สิงคโปร์มาหลายปี โดยเฉพาะทีมจากบรูไน และมาเลเซีย ที่มาเตะเอสลีกนั้น เขาจะเล่นที่ประเทศของตัวเองเลย คือเวลาเกมเหย้าก็จะเล่นที่บรูไน หรือมาเลเซีย ส่วนเยือนก็มาเตะที่สิงคโปร์ เพราะประเทศไม่ได้ไกลกันมาก และตรงนี่เองที่จะมาเป็นโมเดลสำหรับการเข้ามร่วมลงเตะไทยลีกในบ้านเราหรือไม่

ที่เขียนมาทั้งหมดก็แค่จะอธิบายว่าถ้าจะทำจริงมันทำได้

แต่ในสิงคโปร์ที่เขาต้องเชิญทีมต่างชาติมาแข่งขันก็ด้วยเหตุผลที่บอกไป และนั่นเป็นการเชิญมาแข่งท แต่ของไทยเราจะต่างกันตรงที่เราไม่ได้มีปัญหาเรื่องทีมแข่งขันหรือมาตรฐานของลีก อีกทั้งทีมจากบรูไนก็มาขอแข่งขันเองเราไม่ได้เชิญ

ไม่รู้ละว่าในอนาคตมันจะเป็นจริงหรือไม่ แต่ก่อนจะไปถึงตรงจุดนั้น เราลองมาดูข้อดีข้อเสียกันหน่อยว่าไทยลีกของเราจะกระทบกับอะไรบ้าง

เอาข้อดีกันก่อน ก็สรุปรวมมาได้ประมาณ 4-5 ข้อ ดังนี้

1.มิติใหม่บอลไทย

ถ้ามันเกิดขึ้นมาจริงๆ ก็จะเป็นมิติใหม่ของฟุตบอลบ้านเราที่คงจะมีสีสัน และมีอะไรแปลกใหม่เข้ามา อาจจะสร้างความคึกคักของไทยลีกให้กลับมาเหมือนเดิมได้หรือเปล่า อันนี้ยังไม่แน่ใจ แต่มันเป็นสิ่งใหม่แน่นอน

2.จะมีเงินเข้ามาอีกเยอะ

แน่นอนว่าเมื่อมีทีมจากบรูไนเข้ามา บางทีอาจจะเป็นสโมสรที่รวยกว่าทีมในไทยลีกด้วยซ้ำไป ด้วยเงื่อนไขเขาบอกแล้วว่าพร้อมจะทุ่มทุนซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดไปที่ประเทศของเขา แน่นอนสมาคมฯ ก็จะได้เงิน และเงินที่ได้ก็จะกลับไปที่สโมสรทำให้ได้ค่าสนับสนุนทีมเพื่อมขึ้น อีกทั้งเรื่องค่าเดินทาง ค่าที่พักเวลาไปเล่นเป็นทีมเยือนอีก

3.เปิดตลาดอาเซียนที่แท้จริง

นอกจากนี้จะเป็นการเปิดตลาดอาเซียนแบบเต็มรูปแบบของฟุตบอลไทยที่สมาคมฯ พยายามจะทำมันให้เกิดขึ้น นอกจากจะมีนักเตะอาเซียนมาค้าแข้งในเจลีกแล้ว ก็จะมีการถ่ายทอดสดออกไปนอกประเทศด้วย และถ้ามีทีมบรูไนมาเตะไทยลีกจริง ชาติอื่นๆ ก็คงจะให้ความสนใจกับลีกบ้านเราไม่น้อย

4.ส่งเสริมการท่องเที่ยวและกีฬา

แน่นอนว่ามันจะเป็นการส่งเสริมเรื่องการท่องเที่ยวและกีฬาทั้งสองประเทศ เพราะเวลามีทีมไปเตะก็ต้องมีแฟนบอลตามไปเชียร์ ซึ่งก็คงจะทำให้ทั้งที่บรูไนและไทยมีแฟนบอลรู้จักมากขึ้น

5.ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

อีกเรื่องนึงที่อาจจะเกี่ยวโยงกับเรื่องการเมือง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็มีส่วนเกี่ยวข้องกัน นั่นก็คือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งจริงๆ เรากับบรูไนก็มีความสัมพันธ์อันดีอยู่แล้ว มันก็จะยิ่งดีและแน่นแฟ้นกันขึ้นไปอีก

ควาวนี้มาดูข้อเสีย

ความวุ่นวายยุ่งยากเรื่องการจัดการ

จริงๆ ข้อเสียผมคิดไม่ค่อยจะออกนอกจากเรื่องปัญหาในเรื่องของการจัดการ ปัญหาเเรกเลยก็คือการเพิ่มทีม เพราะเห็นบอกว่าถ้าทีมบรูไนจะมาแข่งขันจะต้องเพิ่มเป็น 20 ทีม ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเกี่ยวกันยังไง ทำไมต้องเพิ่ม แต่ตามข่าวบอกว่าอย่างนั้น คือถ้าเพิ่มมาปัญหาเกิดแน่นอน เรื่องของการจัดโปรแกรมที่มันจะเยอะมากมาย ขนาด 18 ทีม เราก็เตะกันบ้าเลือดอยู่แล้ว

ไหนจะเรื่องของระบบระเบียบการแข่งขันต่างๆ ที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพิ่มเติม อีกทั้งเรื่องการขึ้นทะเบียนนักเตะ การทำเรื่องไปยังเอเอฟซี นู่นนี่นั้น นี่ยังไม่พูดถึงการจะเพิ่มทีมบรูไนเข้ามาอีกนะว่าอยู่ดีๆ จะให้มาร่วมเตะยังไง คือมาร่วมเตะดื้อๆ เลยหรือเปล่า แล้วทีมจากไทยเดิมละจะเอายังไง มันก็ยังดูเป็นเรื่องที่ต้องถกกันอีกหลายรอบถ้าคิดจะให้มันเกิดขึ้นจริง คงไม่ใช่เร็วๆ นี้อย่างแน่นอน

และตามข่าวที่สมาคมฯ ออกมาก็คือว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ทางบรูไน เคยติดต่อมาแล้วเมื่อปีก่อน แต่เราก็ปฏิเสธไป และมาอีกรอบในปีนี้ แต่ดูเหมือนสมาคมฯ จะยังไม่ได้ตอบรับหรือให้ความเห็นอะไรในเรื่องนี้ แถมบอกด้วยว่ายังไม่ได้อยู่ในวาระที่จะมีการนำมาหารือด้วยซ้ำ หมายความว่าทางสมาคมฯ ก็ยังมองว่ามันค่อนข้างจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากพอสมควร

จะอย่างไรก็ตามผมว่าเรื่องนี้คงเป็นแค่ข่าวที่มาสร้างสีสันในช่วงไทยลีกปิดฤดูกาลมากกว่า คือทางบรูไนก็คงอยากมาจริงนั่นแหละ แต่ความเป็นไปได้ผมว่ายาก และคงยังไม่ใช่ปี 2019 แน่นอน แต่ทุกอย่างก็เป็นไปได้ถ้าผู้มีอำนาจสูงสุดในวงการฟุตบอลไทยเห็นด้วย แต่ตอนนี่เหมือนยังนิ่งๆ อยู่

มูซาชิ

RELATED NEWS