10 เรื่องน่ารู้!! ก่อนไปดู “เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018”

วันนี้แล้ว (8 พ.ย.) ที่ศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอาเซียน หรือซูซูกิ คัพ 2018 จะเริ่มฟาดแข้งกัน ประเดิมสนามด้วยกลุ่มเอ ซึ่งยังไม่ใช่คิวของทีมชาติไทยของเรา โดยทัพช้างศึกจะลงสนามพบติมอร์ เลสเต ในวันศุกร์ที่ 9 พ.ย.นี้ ที่ราชมังฯ 1 ทุ่มตรง

ต้องบอกตามตรงว่ากระแสฟุตบอลซูซูกิ คัพ ในปีนี้มันเงียบฉี่จริงๆ พอๆ กับกระแสบอลไทยในบ้านเรา ไม่ต่างกัน แต่ก็เอาเถอะเดี๋ยวพอถึงเวลาจริงมันก็น่าจะดีละมั้ง หวังว่าเช่นนั้นนะ

ก่อนที่เราจะได้เชียร์ทีมชาติไทย กันในซูซูกิ คัพ ครั้งนี้ ผมก็มีเรื่องที่น่าสนใจกับฟุตบอลอาเซียน คัพ ทั้งในครั้งนี้ และในอดีตที่ผ่านมา เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นประกอบดูบอลให้สนุก บางเรื่องหลายคนก็คงรู้แล้ว บางเรื่องอาจจะยังไม่รู้ก็ว่ากันไป จะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกัน

1.แข่งขันระบบใหม่ไม่มีเจ้าภาพ

เรื่องแรกว่ากันด้วยระบบการแข่งขันที่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิม หนึ่งเลยคือยกเลิกการมีเจ้าภาพ โดยทุกทีมจะได้เล่นในบ้านและไปเยือนเท่าๆ กัน 2 นัดเหย้า 2 นัดเยือน ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มคนดูในแต่ละสนามให้มันมากขึ้น

อีกอย่างคือเพิ่มจำนวนทีมจากเดิม 8 ทีมเป็น 10 ทีม ซึ่งก็จะมีชาติเล็กๆ ได้มีโอกาสมาเตะรอบสุดท้ายมากขึ้น ส่วนรอบต่อๆ ไป ก็จะแข่งขันแบบเหย้า-เยือน เหมือนเดิม

2.โลโก้ใหม่

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระบบการแข่งขัน ดังนั้นก็ต้องเปลี่ยนโฉมโลโก้ใหม่ด้วย ซึ่งหน้าตาโลโก้ใหม่ก็อย่างที่เห็น

3.ใช้ลูกบอลแกรนด์สปอร์ต

นอกจากระบบการแข่งขันและโลโก้แล้วอีกหนึ่งอย่างที่เปลี่ยนก็คือลูกฟุตบอลที่ใช้แข่งขันที่แต่ก่อนจะใช้ยี่ห้อ “mitre” แต่ในครั้งนี้แบรนด์ไทยของเราอย่าง “แกรนด์สปอร์ต” ได้เข้ามาดูแลเรื่องลูกฟุตบอลและอุปกรณ์กีฬาทุกชนิด โดยลูกฟุตบอลครั้งนี้จะเป็นรุ่น “WThe Primero Mundo X Star” รูปร่างน่าตาก็อย่างที่เห็นละครับ สวยงามตามท้องเรื่อง

4.ไทยคือแชมป์เยอะที่สุด

ในส่วนของทำเนียบแชมป์ก็คงจะรู้กันดีอยู่แล้วว่าพี่ไทยเราเป็นแชมป์มากสุด 5 สมัย (1996, 2000, 2002, 2014, 2016) รองลงมาก็คือสิงคโปร์ 4 สมัย (1998, 2004, 2007, 2012) ที่เหลือก็มี เวียดนาม กับ มาเลเซีย ทีมละหนึ่งสมัย 2008 และ 2010 ตามลำดับ

5.ซูซูกิ คัพ ครั้งมีมีแต่โค้ชชื่อดัง

ในอาเซียน คัพ หนนี้มีโค้ชชื่อดังมากมายที่เข้ามาคุมทีม อย่างที่เซอร์ไพรส์สุดๆ ก็คือ สเวน โกรัน อีริคสัน อดีตกุนซือทีมชาติอังกฤษที่เข้ามาคุมทีมชาติฟิลิปปินส์ แบบพลิกโผ ซึ่งก็น่าจะสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับฟุตบอลอาเซียนได้พอสมควร นอกจากนี้ยังมี เคสุเกะ ฮอนดะ กองกลางทีมชาติญี่ปุ่นที่มารับจ็อบคุมทีมชาติกัมพูชาอีก ทีมชาติไทยของเราก็ไม่ธรรมดาสำหรับ มิโลวาน ราเยวัช กุนซือระดับบอลโลก

6.มงคล กับ ธนบูรณ์ มีโอกาสสร้างประวัติศาสตร์

สำหรับ 23 แข้งทีมชาติไทย ในซูซูกิ คัพ ครั้งนี้ มี 2 นักเตะที่อยู่ในชุดแชมป์สองครั้งหลังสุดคือ มงคล ทศไกร กับ ธนบูรณ์ เกษารัตน์ ซึ่งมีโอกาสจะสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์ซูซูกิ คัพ 3 สมัยติดต่อกัน ซึ่งยังไม่มีใครทำได้มาก่อน

7.ไทยเคยถล่ม ติมอร์ 8-0

ก่อนที่ไทย จะพบกับ ติมอร์ เลสเต ในวันที่ 9 พ.ย. ทีมช้างศึก เคยเจอกับติมอร์ ในรายการนี้มาแล้ว เมื่อปี 2004 โดยครั้งนั้น ถล่มติมอร์ เลสเต 8-0 ในรอบแบ่งกลุ่ม ที่มาเลเซีย โดย 8 ประตูได้จาก แฮตทริก ศรายุทธ ชัยคำดี ,บรรลือศักดิ์ ยอดยิ่งยง, ยุทธจักร์ ก้อนจันทร์, สุริยา ดอมไธสง, เทิดศักดิ์ ใจมั่น, วีรยุทธ จิตรขุนทด โค้ชชุดนั้นคือซิกกี้ เฮลด์ ชาวเยอรมนี ซึ่งครั้งนั้นทีมชาติไทยตกรอบแรก ขณะที่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ประตูสำรอง เป็นผู้เล่นคนเดียวที่หลงเหลือมาจากทีมชุดนั้น ซึ่งตอนนั้นมีอายุ 20 ปี

8.ไทยได้เล่นในบ้าน 3 แมตช์ 

อย่างที่บอกไปข้างต้นทุกชาติจะได้เล่นในบ้านตัวเองสองแมตช์ และเยือนสองแมตช์ แต่สำหรับทีมชาติไทยของเรา ถือว่าโชคดีที่จะได้ลงเล่นในบ้านถึง 3 เกม เนื่องจากเกมที่จะพบกับติมอร์ เลสเต นั้นคู่แข่งดันไม่พร้อมเรื่องของสนามเลยต้องมาเตะในบ้านเรา

9.รอบแรกใช้ 12 สนามแข่งขัน

ในรอบแรกมีการใช้สนามแข่งขันถึง 12 สนาม โดยมี 2 ชาติที่ใช้สองสนามคือ เวียดนาม กับ เมียนมา นอกนั้นทุกชาติจะใช้สนามเดียวในการเป็นเจ้าบ้าน ซึ่งติมอร์ อีกนัดในบ้านก็จะไปเตะที่มาเลเซีย ถ้าอยากรู้ว่าทีมไหนใช้สนามอะไร เข้าไปดูที่ลิ้งค์นี้ครับ https://www.khobsanam.com/column/52412

10.โค้ชโย่ง กับ เจ้ามุ้ย คือดาวซัลโว ของทีมชาติไทย

ถ้าพูดถึงดาวซัลโวของทีมชาติไทยในซูซูกิ คัพ ตอนนี้มีอยู่สองคน คือ วรวุธ ศรีมะฆะ กับ ธีรศิลป์ แดงดง ที่ยิงไปเท่ากัน 15 ประตู เป็นรองดาวซัลโวตลอดกาลของอาเซียน คัพ โดยเจ้าของดาวซัลโวคือนอห์ อลัม ชาห์ ของสิงคโปร์ ที่ยิงรวมถึง 17 ประตู

RELATED NEWS