5 จุดอ่อน! ทีมช้างศึกที่ทำให้ตกรอบตัดเชือกซูซูกิ คัพ

และแล้วางที่แฟนบอลไทยทั้งประเทศไม่คาดฝันมันก็เป็นจริง นั่นคือการตกรอบรองชนะเลิศซูซูกิ คัพ 2018 หลังโดน “เสือเหลือง” บุกมาเขี่ยเราตกรอบคาบ้าน ด้วยอเวย์โกลที่แสนเจ็บปวด

ผลการแข่งขันฟุตบอลซูซูคัพ 2018 รอบรองชนะเลิศ นัดสองที่ราชมังคลาฯ เมื่อวานนี้ (5 ธ.ค.) ยังคงตามหลอกหลอนผมอยู่เลย เมื่อคืนกว่าจะนอนหลับใช้เวลาอยู่หลายชั่วโมง (อ๋อเซ็งกับผลบอลนอนไม่หลับ ไม่อ่ะกูเซ็งเลยหาหนังดูแก้เซ็งแม่งเลกว่าจะได้นอนตีสามตีสี่)

ประเด็นก็คือพอบอลจบเมื่อวานนี้เหมือนทุกอย่างหยุดนิ่ง แม่งเบลอไปหมด ประเด็นคือไม่ใช่เราแพ้ไม่ได้ หรือตกรอบซูซูกิ คัพ ไม่ได้นะครับ มันตกได้ มันแพ้ได้ แต่มันต้องตกรอบแบบที่ประเทับใจแฟนบอลหน่อย และว่ากันตามจริงเรารู้กันอยู่แล้วว่าศักยภาพเราแม่งเหนือกว่าทุกชาติในอาเซียน

เอาจริงๆ ผมว่าทีมชุดนี้เป็นแชมป์ได้ เพียงแต่บางสิ่งบางอย่างมันทำให้เราไปไม่ถึงจุดนั้น และต่อให้ไปถึงก็ดูเหมือนแฟนบอลจะยังไม่ค่อยแฮปปี้กับผลงานโดยรวมในสนามอยู่ดี เขียนมารถึงตรงนี้ก็คงจะพอเดาออกแล้วว่าผมจะสื่อถึงอะไร คือเราต้องยอมรับกับผลงานที่เกิดขึ้นนะครับ ไม่โลกสวยอะไรทั้งนั้น

ผมยืนยันว่าทีมชาติไทยไม่ใช่ศูนย์รวมของจักรวาล ที่จะต้องเล่นดีทุกนัด เหนือคู่แข่งทุกเกม แพ้ใครไม่ได้ ทีมชาติไทยของเรามันก็คือทีมฟุตบอลเหมือนกับทุกชาตินี่แหละครับ มันชนะได้ แพ้ได้ เกิดอะไรขึ้นก็ได้ เล่นดีได้ เล่นแย่ได้ แต่ประเด็นก็คือทำอย่างไรที่จะให้ประทับใจแฟนบอล บอลแพ้แต่เล่นประทับใจไม่มีใครว่า แต่บอลไม่ชนะเพราะเล่นไม่ดีอันนี้ก็ต้องยอมรับ หรือใครบอกไทยเล่นดีมั่งเกมเมื่อวาน

บอกก่อนผมไม่ได้ติ่งซิโก้ หรือติ่งลุงวัช กูไม่ติ่งใคร กูเชียร์ทีมชาติทุกชุด และโอเคกับโค้ชทีมชาติทุกคน แต่ใครไม่ดีก็ต้องวิจารณ์ ใครดีเราก็ชม ยูโนวววว์ ไม่เข้าใจทำไมกูต้องมาอธิบายอะไรแบบนี้ ต้องกันไว้ก่อนสำหรับพวกที่โลกสวยแล้วเข้าใจอะไรยาก

ที่ทีมชาติไทย้ราตกรอบบอกเลยเพราะรอบรองสองนัดเราเล่นได้ไม่ดี และมาเลเซียทำได้ดีกว่า และจะว่าไปในซูซูกิ คัพ ครั้งนี้ ตลอด 6 เกมที่ผ่านมา ผมได้เห็นจุดอ่อนอะไรบางอย่างในทีมชาติไทยชุดนี้ ที่ทำให้เราตกรอบ จุดอ่อนที่ว่าคืออะไร ไปดูกัน

1.ราเยวัช ไม่เหมาะกับซูซูกิ คัพ

สิ่งแรกเลยผมเคยบอกไปก่อนหน้านี้นานแล้วก่อนที่ซูซูกิ คัพ จะเริ่มอีกเป็นเดือนๆ ว่า “ราเยวัช” จะไหวหรือเปล่ากับการคุมทีมเตะซูซูกิ คัพ หนแรก เพราะบอลรายการนี้จะว่าง่ายมันก็ง่าย จะว่ายากมันก็งาก มีโค้ชระดับโลกกี่คนแล้วที่เอาชื่อมาทิ้งในซูซูกิ คัพ อย่าง ปีเตอร์ รีด,ไบรอัน ร็อบสัน,วินฟรีด เชเฟอร์ เป็นต้น ซึ่งทุกคนเมื่อตกรอบรายการนี้ก็หมดอนาคตทั้งนั้น โชคดีที่มีเอเชี่ยน คัพ มาต่อคิวรออยู่ก็คงจะได้คุมต่ออีกรายการ

ที่จะบอกก็คิอสไตล์ของ “ลุงวัช” เป็นบอลรับเน้นผลการแข่งขัน ไม่ใช่ว่ามันไม่เหมาะกับไทยนะครับ แต่มันไม่เหมาะกับซูซูกิ คัพ เพราะรายการนี้เราเป็นเต้ย เจอใครเราแม่งต้องบุกแหลก ไม่ใช่รับแล้วโต้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผมไม่มั่นใจลุงวัชในรายการนี้ตั้งแต่แรก แต่ผมก็เขียนไว้เช่นกันว่าด้วยแท็คติกและสไตล์บอลแบบนี้เราจะประสบความสำเร็จในเอเชี่ยน คัพ 2019 ที่กำลังจะมาถึง

ด้วยความที่เราเจอคู่แข้งที่เหนือกว่าเป็นส่วนใหญ่ การเล่นบอลรับแล้วโต้ บอลเน้นผลแบบนี้ ในฟุตบอลระดับที่สูงขึ้นมันจะเข้าทางมากกว่า แต่คำว่าประสบความสำเร็จในที่นี้ไม่ใช่ไปถึงแชมป์นะครับ แต่มีโอกาสจะเข้ารอบลึกๆ กว่าเอเชี่ยน คัพ ทุกครั้งที่ผ่านมา ผมคิดว่างั้น

2.เกมรุกไม่หลากหลาย

อย่างที่บอกไปข้อแรกด้วยความที่เราเป็นบอลเน้นผล เกมรับมาก่อน เกมรุกมันก็เลยด้อยไป ซึ่งการลงเล่นในซูซูกิ คัพ ที่เจอคู่แข่งที่เป็นรอง หรือบางทีคู่แข่งที่สูสีกัน หรือบางเกมที่เราต้องการประตู เมื่อเกมรุกเราไม่หลากหลายมันก็ทำอะไรเขาไม่ได้

แม้เราจะยิงประตูได้เยอะในรอบแรก 14 ประตู รวมถึงสองประตูเมื่อวานนี้เป็น 16 ประตู มีแค่เกมเดียวที่เรามีจังหวะเข้าทำที่โอเคคือกับติมอร์ เลสเต นอกนั้นเกมกับ อินโดฯ,ฟิลิปปินส์,สิงคโปร์ และกับมาเลย์ แต่ละประตูมาจากลูกฉาบฉวย ลูกนิ่งบ้าง ซึ่งมันไม่ผิดแต่มันก็ควรจะมีลูกแบบโอเพ่นเพลย์ที่เข้าทำหลากหลายมากกว่านี้ ไม่ใช่รอลุ้นแต่ลูกเตะมุม ฟรีคิก หรือจุดโทษ แบบนี้

3.โค้ชแก้เกมไม่เก่ง

ต้องยอมรับว่า “ราเยวัช” เป็นโค้ชที่แก้เกมขัดใจแฟนบอลในหลายๆ นัด คือแทบทุกนัดก็ว่าได้ ซึ่งเกมที่เราได้ผลการแข่งขันที่ดี คือชนะ มันก็เลยไม่มีปัญหา แต่เกมที่เราเป็นรอง หรือเกมที่ต้องการจุดเปลี่ยน การเปลี่ยนตัวผู้เล่น การแก้เกมต่างๆ ต้องบอกว่ากุนซือชาวเซอร์เบียทำได้ไม่ดีเลย

อย่างเกมแรกที่ชนะติมอร์ 7-0 ในเกมตอนที่นำ 5-0,6-0 แทนที่จะพักตัวหลักเอาไว้เล่นเกมอื่นๆ อีก ก็ปล่อยไปยัน 70 และช่วง 5 นาทีสุดท้ายกว่าจะเปลี่ยนตัว คือสำรองที่ลงมาถ้าได้ลงเร็วมันก็จะได้แสดงฝีเท้ามั่ง เกมกับอินโดโชคดีมาได้ประตูนำก่อนจบครึ่งแรก เลยไม่มีอะไร เกมกับฟิลิปปินส์ นี่โคตรอึดอัด แก้เกมไม่ได้เรื่องเลย เกมกับสิงคโปร์ ตอนนำห่างแทนที่จะพักตัวมีเหลืองติดแต่ก็ให้เล่นจนจบ โชคดีไม่มีใครโดนเพิ่ม

และเกมกับมาเลเซียทั้งสองนัดนี่ชัดเจน โดยเฉพาะเกมแรกการเปลี่ยนตัวแต่ละคน ไม่โอเคเลย คือผมไม่อยากจะเขียนชื่อนักเตะลงไปเพราะไม่อยากกล่าวถึงใครให้มันดูไม่ดี แต่ใครที่ดูบอลอยู่ก็คงจะรู้อยู่แล้ว นักเตำม่ผิด แต่โค้ชเปลี่ยนผิดตัว จริงๆ และบางทีก็ความรู้สึกช้ามากกว่าจะเปลี่ยน

4.ไม่มีสำรองตัวเปลี่ยนเกม

อีกปัญหาก็คือเรื่องผู้เล่นสำรองในทีม ก็ต้องยอมรับว่าเรามีตัวลงมาเปลี่ยนเกมได้น้อยมาก และตัวที่จะฝากความหวังได้เลยนั้นคือไม่มี มีแต่ตัวที่พอจะแก้เกมได้ แต่ส่งลงไปก็ต้องไปวัดดวงเอาว่าจะดีหรือไม่ดี ซึ่งเรื่องนี้ก็มาจากการเลือกตัวผู้เล่นของโค้ช

ตรงจุดนี้มันทำให้เรารู้ทันทีว่าทีมชาติไทยจะขาดผู้เล่น 4 ตัวหลักอย่าง กวินทร์,ธีราทร,ชนธิป และ ธีรศิลป์ ไม่ได้เลย มันไม่มีตัวประสบการณ์ที่จะคอยมาแบกทีม อย่างสรรวัชญ์ ที่เล่นดีในรายการนี้ แต่พอเล่นไม่ออกทีมก็เป๋เลย แต่บอกเลยว่าถ้ามีสี่ตัวที่ว่า ทีมชาติไทยของเราจะแกร่งขึ้นมาเป็นอีกทีมเลย

5.นักเตะใจไม่นิ่ง

สุดท้ายคือเรื่องหัวจิตหัวใจนักเตะ ต้องยอมรับว่านักเตะชุดนี้ใจยังไม่นิ่งเท่าที่ควร สังเกตุได้จากเกมเมื่อวานและหลายๆ เกมที่เมื่อเราตกเป็นรองคู่แข่ง เราจะไม่สามารถคุมสถานการณ์เอาไว้ได้เลย เกมเมื่อวานนี้เรานไสองครั้ง แต่พอโดนตีเสมอก็ช๊อตไปเลยดื้อๆ ทั้งสองครั้ง ต่อบอลกันอีรุงตุงนังมาก และยิ่งมาจุดโทษท้ายเกม มันเห็นชัดเลยว่าเราไม่นิ่ง และผมก็ยังนึกไม่ออกถ้า อดิศักดิ์ ไม่ยิง ใครจะกล้ายิงลูกนี้

ทั้งหมดคือสิ่งที่ผมมองเห็นจากซูซูกิ คัพ ที่ผ่านพ้นมา ผมไม่ได้เป็นโค้ช หรือเก่งกว่าโค้ชอะไรหรอกครับ แต่เราเป็นแฟนบอล เราเป็นสื่อมวลชนที่ตามทีมชาติไทยมา 10 ปี ผมก็มีสิทธิ์ที่จะวิพากษ์วิจารณ์ทีมชาติของผม ผมพูดด้วยเหตุผลและพูดจากสิ่งทีมองเห็น ไม่ได้ด่าเพื่อความสะใจ

ยังไงผมก็เชียร์ทีมชาติไทยเหมือนเดิม และขอให้ทุกคนสู้ๆ ในเอเชี่ยน คัพ เราน่าจะกลับมามีผลงานที่ดี ผมเชื่อแบบนั้น

มูซาชิ

RELATED NEWS