จอมวางหมาก!5 โค้ชสัญชาติไทยยอดเยี่ยมปี 2018

บอลไทยปี 2018 โค้ชไทยเริ่มกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง หลังหลากหลายสโมสรระดับบนและล่าง เริ่มเปิดโอกาสให้พวกเขาได้สำแดงฝีมือกันเต็มที่ โค้ชหลายคนงัดตำราในสมองออกมาเต็มที่ จนสร้างชื่อเสียงเป็นที่ประจักษ์และโยกย้ายไปรับจ็อบใหม่กันถ้วนหน้า

ขอบสนามไม่รีรอจัด 5 กุนซือจอมวางหมากสัญชาติไทยยอดเยี่ยมปี 2018 ซึ่งเราคัดจากผลงาน, อุปสรรคการทำทีม, สไตล์การทำทีม 3 ปัจจัยหลักที่เราคัดมาตามเหตุผลและความเหมาะสม

ชื่อที่ว่าอาจไม่ถูกใจแฟนบอล แต่ฝีมือลายมือในปี 2018 เป็นรูปธรรมจับต้องได้ชัดเจน ไม่เสียเวลาจนเกินไปไปอ่านกันดีกว่าครับพี่น้อง

1.ดุสิต เฉลิมแสน


ถ้าก่อนเริ่มฤดูกาลไทยลีก 2 ปี2018 มีคนบอกว่า ตราด เอฟซี ภายใต้การทำทีมของ”เดอะโอ่ง” ดุสิต เฉลิมแสน จะติด 1 ใน 3 เลื่อนชั้นสู่ไทยลีก 2019 คงโดนหาว่าบ้าแน่ๆ เพราะด้วยงบประมาณที่น้อยนิดสุดแสนจะจำกัดเพียงแค่ 30 ล้านบาท แถมปี 2017 ทีมช้างขาวจ้าวเกาะก็เกือบเอาตัวไม่รอดในการโลดแล่นอยู่ในลีกพระรองแดนสยามด้วยซ้ำ

เมื่อมีอุปสรรคในเรื่องของเงินทุน สิ่งที่”โค้ชโอ่ง”ทำได้คือการใช้วัตถุดิบประเภทลูกมือที่คุ้นเคยติดสอยห้อยตามกันมานมนาน ทั้งวิศรุต ไวงาน, อําไพ มุธาพร, วานิช ใจแสน, วรุฒ สัพโส รวมถึงการหยิบยืมผู้เล่นจากชลบุรี เอฟซี ที่ดีไม่พอในการยืนหยัดอยู่ในลีกสูงสุดเข้าสู่สโมสร ซึ่งว่ากันตามตรงผู้เล่นที่อยู่ในทีมของสิงห์อีซ้ายทีมชาติไทย จัดอยู่ในกลุ่มประเภทเกรดบีลบค่อนข้างไปทางซีด้วยซ้ำ

ทว่าเมื่อผู้เล่นเหล่านี้มารวมตัวกัน พวกเขาได้รับดีเอ็นอีจากลูกพี่โอ่ง สู้ตามสไตล์ในรูปแบบตื้อคู่แข่งไปเรื่อยๆเน้นเกมรับรอสวนกลับ อาศัยจังหวะความผิดพลาดรอเวลาจู่โจมฉับพลัน วิธีการดังกล่าวมันค่อยๆเริ่มผลิดอกออกผลตั้งแต่นัดแรก จนทีมเกาะหัวตารางไทยลีก 2 ผลัดกันยึดจ่าฝูงกับพีทีที ระยอง จนกระทั่งนัดรองสุดท้าย ตราดตีตั๋วขึ้นสู่ลีกสูงสุดแดนสยามได้แบบชนิดหักปากกาเซียน

2.จเด็จ มีลาภ


ชายร่างท้วมผู้ที่ครึ่งหนึ่งเคยคร่ำหวอดอยู่ในวงการฟุตบอลนักเรียนขาสั้นมาช้านานร่วม 10 ปี จนกลายเป็นมาสเซอร์ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา ก่อนจะผันตัวมาเป็นโค้ชลูกหนังบอลอาชีพ จนจับพลัดจับผลูมาเป็นกุนซือผู้พาชลบุรี เอฟซี ผงาดคว้าแชมป์ไทยลีก เมื่อปี 2007 จากนั้นชื่อของเขาก็ติดหูแฟนบอลและสื่อมวลชนลูกหนังไทยมายาวนาน

“เซอร์เด็จ” ได้โอกาสกลับมาทำงานคุมการท่าเรือ ในปี 2018 พร้อมขุมกำลังชั้นดีมากมาย ทั้ง นูรูล ศรียานเก็ม, ดราแกน บอสโควิช, เควิน ดีรมรัมย์, บดินทร์ ผาลา ฯลฯ ท่ามกลางความคาดหวังจากผู้บริหารที่ต้องการเห็นทีมคว้าแชมป์ติดไม้ติดมือ หรืออย่างน้อยต้องติดหัวตารางเพื่อทำอันดับไปเล่นฟุตบอลสโมสรเอเชียให้ได้
กุนซือจากเมืองลพบุรี งัดตำราที่มีพร้อมดีกรีโปรไลเซนต์ ใส่สไตล์บอลเกมรุกบุกเอามันส์ เกมรับช่างแม่ง เคี่ยวเข็ญทีมสิงห์เจ้าท่าจากย่านคลองเตย จบอันดับ 3 ในไทยลีก เก็บไป 61 แต้มเป็นการทำคะแนนมากสุดในประวัติศาสตร์ลีกสูงสุดของสโมสร พร้อมรับสัญญาฉบับใหม่อยู่คุมท่าเรือต่อไปอีก 1 ฤดูกาล

3.ธวัชชัย ดำรงค์อ่องตระกูล


ชายหนุ่มจากกระบี่ อดีตมิดฟิลด์ผู้ที่ใครๆก็จดจำเขาได้จากการยิงประตูชัยพาไทยดับเกาหลีใต้ ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายเอเชียน เกมส์ 1998 กระทั่งมายืนหยัดในบทบาทกุนซือข้างสนาม

หลังห่างหายไปจากการทำทีมในไทยลีกเกือบ 3 ปีเต็ม อดีตโค้ชพัทยา ยูไนเต็ด, เพื่อนตำรวจ, แบงค็อก ยูไนเต็ด, ชัยนาท ฮอร์นบิล กลับมาสร้างชื่ออีกครั้งเมื่อนำทีมเล็กๆต้นทุนไม่สูงอย่างประจวบ ขึ้นมาเล่นไทยลีก ในฐานะทีมอันดับ 3 ของไทยลีก2 ปี 2017″วัง ลันตา” หยิบจับผู้เล่นลูกมือที่คุ้นเคยจากสโมสรเก่าๆที่เคยคุมทีม วันเฉลิม ยิ่งยง,อดุลย์ หมื่นสมาน, สมภพ นิลวงศ์, อมร ธรรมนาม, ขวัญชัย สุขล้อม ผสมผสานกับแข้งต่างชาติ โจนาธาน เฮส, ลอนซาน่า ดูมบูญ่า, อัดนาน โอราโฮวัช ปรากฏว่าเคมีทุกอย่างมันเข้าแก็ปไปหมด

แท็คติกของ”โค้ชวัง” คล้ายๆกับโค้ชโอ่ง คือบอลตื้อรอฉกฉวยความผิดพลาดคู่แข่งแล้วลงโทษ แต่สิ่งที่เด็ดดวงกว่าคือทีมมีอาวุธที่ครบเครื่องกว่า ใช้เกมรับวางบอลยาวสาดไปให้แนวรุกอาศัยทักษะความสามารถเฉพาะตัวพังประตู, ลูกเซ็ตพีซทั้งเตะมุมและฟรีคิกสุดอันตรายกองหลังสูงใหญ่พร้อมโถมพังประตู
เรียกว่าปี 2018 เป็นปีทองของขุนพล”ต่อพิฆาต” จนทีมเข้าป้ายจบอันดับที่ 6 ในไทยลีก ทั้งที่เป็นทีมน้องใหม่ ซึ่งเครดิตตรงนี้ “โค้ชวัง” รับไปเต็มๆ

4.สุรพงษ์ คงเทพ


อดีตโค้ชเยาวชนเมืองทอง ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการทำบอลเยาวชนในเมืองไทย ได้แชมป์โค้ก คัพกับทีม19 กิเลนผยอง 2 สมัย โชคชะตาของ”เดอะ อั๋น” คล้ายๆกับเซอร์เด็จ ไปไม่รุ่งกับการเป็นนักบอล จนมามุ่งมั่นกับการเป็นกุนซือบอลเด็ก กลายเป็นใบเบิกทางสู่สังเวียนโค้ชสั่งการข้างสนามแทน

ด้วยความที่จับงานบอลยุวชนมายาวนาน สุรพงษ์ รู้วิธีปลุกปั้นเจียระไนผู้เล่นบ่มเพาะให้มีประสิทธิภาพ เขาปั้น พิชา อุทรา ให้กลายเป็นมิดฟิลด์ตัวรุกที่เนื้อหอม เล่นบอลด้วยมันสมองมากกว่าพละกำลัง ปัดฝุ่นศุภนันท์ บุรีรัตน์ จากมิดฟิลด์ธรรมดากลายเป็นแบ็คขวาจอมบุกที่ดีสุดในไทยลีก ตัดต่อพันธุกรรม
จักรพันธ์ ไพรสุวรรณ ให้กลายเป็นแนวรับสารพัดประโยชน์ที่โคตรแข็งแกร่งดุดัน, ปลุกความเชื่อมั่นในตัวพีรดนย์ ฉ่ำรัศมี ให้กลับมาเป็นจอมทัพที่ช่ำชองในเรื่องการยิงไกลและคิลเลอร์พาสให้เพื่อนร่วมทีมพัทยา ยูไนเต็ด

นอกจากความรู้ในเรื่องการปั้นคนและจุดประกายผู้เล่นที่เคยหมดไฟกลับมาเล่นบอลคึกคัก สไตล์การทำทีมของ”โค้ชอั๋น”คือการสร้างทีมบอลเกมรุกเน้นเอนเตอร์เทนคนดูจนครองใจแฟนบอลที่สนามหนองปรือ 2 ฤดูกาล พาทีมจนอันดับ 8 ในไทยลีกได้แบบสบายๆ น่าเสียดายที่ปีหน้าเราจะไม่ได้เห็นกุนซือรายนี้ในเขตพัทยา เพราะเขาต้องไปบัญชาการทีมที่จังหวัดสมุทรปราการ

5.ชูศักดิ์ ศรีภูมิ


โค้ชวัย 42 ปีผู้ที่ช่ำชองในเรื่องการนำสโมสรในระดับลีกภูมิภาคเข้าไปเล่นในรอบแชมเปี้ยนส์ ลีก ทั้งสระบุรี เอฟซี, ปากน้ำโพ, เกษตรศาสตร์ เอฟซี, สุโขทัย เอฟซี, ระยอง เอฟซี

ชูศักดิ์ คือผู้ค้นพบศฤงคาร พรหมสุภะ และถ่ายทอดวิชาเกมรับ จนพัฒนาตัวเองกลายเป็นนักเตะทีมชาติไทย 19และ 23 ปีในเวลาต่อมา จนถูกเมืองทอง ยูไนเต็ด ซื้อตัวไปร่วมทีม

ปี 2018 ชูศักดิ์ รับงานคุมทีมถึง 3 จ็อบเริ่มตั้งแต่ทำเมืองเลย ยูไนเต็ด ในไทยลีก 4 ก่อนจะลาออกไปทำทีมชาติลาวชุด 19 ปี ในระหว่างที่อบรมโค้ชเอ-ไลเซนต์ ก่อนจะกลับมารับงานที่สโมสรเจแอล เชียงใหม่ ในช่วงเลก 2 ไทยลีก3

สถานการณ์ก่อนที่ชูศักดิ์ จะเข้ามาทำทีมช้างเผือกเชียงใหม่อยู่หัวตาราง มีแต้มสูสีกับแพร่ ยูไนเต็ด, อยุธยา ยูไนเต็ด แต่ยังไม่มีทีท่าจะเลื่อนชั้นขึ้นไทยลีก 2 สักเท่าไหร่ เพราะฟอร์มการเล่นไม่มีความสม่ำเสมอ เมื่อกุนซือชาวสระบุรี มาทำทีม เขาปรับสไตล์การเล่นเป็นบอลฟิต วิ่งเพรสซิ่งวิ่งไล่บอลจากคู่แข่ง

วิธีดังกล่าวทีมระดับล่างเมืองไทยไม่นิยมมากหนัก จึงทำให้เด็กๆในทีมให้การตอบรับกับ “น้าชู” มากเหลือเกิน จนอันดับขยับขึ้นมาเป็นจ่าฝูงและเข้าป้ายเป็นแชมป์ที 3 โซนบน ก่อนจะไปพิชิตถ้วยแชมป์ไทยลีก 3 ด้วยการปราบศุลกากร ยูไนเต็ด แบบเหย้าเยือน ด้วยสกอร์รวม 2-0 ตีตั๋วขึ้นสู่ไทยลีก 2 ได้แบบไม่ยากเย็นผลงานในระยะเวลา 6 เดือนเศษของ “โค้ชชู” ที่เชียงใหม่ มาสเตอร์พีซพอที่จะนำพาเขากลับไปรับงานระยอง เอฟซี ทีมต้นทุนน้อยในไทยลีก 2 อีกครั้ง

เอ็มเร่

RELATED NEWS