เทียบฟอร์ม ‘ผี’ vs ‘หงส์’ ก่อน แดงเดือด ใครของแรงกว่า

เทียบฟอร์ม ‘ผี’ vs ‘หงส์’ ก่อน แดงเดือด ใครของแรงกว่า

“แดงเดือด” ที่ “เร้ด อาร์มี่” และ “เดอะ ค็อป” เฝ้ารอคอย คราวนี้อุบัติขึ้นที่สังเวียน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด หลายคนคาดหวังถึงเกมที่ สนุก เดือด ระอุ บันเทิง อะไรก็แล้วแต่ แต่ฟอร์มที่ผ่านมาของทั้งสองทีม สไตล์การเล่นที่น่าจะเป็น จะอนุญาตให้แมตช์นี้ “มันสัส” อย่างที่ต้องการหรือเปล่า

วันเสาร์นี้คือเกมชี้ชะตานัดสำคัญของทั้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ ลิเวอร์พูล สองทีมที่จะช่วงชิงรองจ่าฝูง ใครชนะเกมนี้ มีโอกาสได้ผูกขาดตำแหน่งแบบยาวๆ แม้ความเป็นจริงอันดับ 2 หรือ 3 มันที่เป็นอยู่มันไมได้สลักสำคัญอะไรเท่าไหร่ แต่สำหรับคู่นี้ใครจบอันดับต่ำกว่า แฟนบอลมีสิทธิ์ย่อยยับยิ่งกว่าสโมสรแน่ๆ

ศึก “แดงเดือด” ที่ไม่ได้เดือดมาหลายแดงแล้ว แฟนบอลที่นั่งดูเบื่อการที่ “ปีศาจแดง” ของ โชเซ่ มูรินโญ่ ตั้งเกมรับ จอดรถบัสขวางหน้า ลิเวอร์พูล ที่โหมบุกเข้าใส่แบบไม่ได้ลืมหูลืมตา

ใช่ครับมันอาจไม่น่าสนุก ไม่เอนเตอร์เทนคนดู แต่มันก็มีปัจจัยที่ทำให้ทั้งสองทีมต้องทำแบบนั้นอยู่ ลองดูประตูได้ ประตูเสีย ของทั้งคู่ก็คงพอเข้าใจ แมนฯ ยูฯ ยิงได้น้อยกว่า ลิเวอร์พูล ร่วม 10 ลูก แต่ก็เสียประตูน้อยกว่าถึง 10 ลูกเช่นกัน ทีมที่มีดีเรื่องเกมรับ ก็เล่นรับ ทีมที่ดีเรื่องเล่นรุก ก็เล่นรุก ตามนั้น

แล้วเกมนัดนี้ที่จะอุุบัติขึ้นที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ล่ะ รูปเกมจะยังเป็นเหมือนครั้งก่อนๆ นี้หรือเปล่า เราลองเทียบฟอร์ม ผลงาน สถิติ ของทั้งสองทีมดูกัน เลือกเอาตั้งแต่เริ่มเดือกุมภาพันธ์เป็นต้นมา ก็พอจะวัดอะไรได้อยู่เหมือนกัน

 

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

“ปีศาจแดง” ออกสตาร์ทเดือนกุมภาพันธ์ด้วยการบุกไปแพ้ “สเปอร์ส” แม้จะกลับมาชนะ ฮัดเดอร์สฟิลด์ ต่อได้ แต่กลับไปบุกแพ้ นิวคาสเซิ่ล เข้าไปอีก ดูเป็นฟอร์มที่กระท่อนกระแท่นเหลือเกิน พบเกมนั้นไปก็ยังดีที่พอที่จะเริ่มตั้งลำได้ จนตอนนี้ก็ไม่แพ้ใครมา 4 เกมแล้ว

ชนะ 4 นัด เสมอ 1 นัด แพ้ 2 นัด ยิงได้ 9 ประตู เสีย 6 ประตู โดยมี 3 จาก 7 นัดที่พวกเขาไม่เสียประตู ถึงแม้จะบอกว่า แมนฯ ยู มีดีที่เกมรับที่ดี แต่จากตัวเลขที่เห็นบอกว่า “ปีศาจแดง” มีปัญหาพอสมควรกับการป้องกัน ปัญหาเกิดจากฟอร์มอันย่ำแย่ของนักเตะที่เคยเล่นได้ดีตอนต้นซีซั่นอย่าง ฟิล โจนส์ หรือ คริส สมอลลิ่ง ที่ผ่านมาก็เอาตัวรอดมาได้เพราะการเซฟราวปาฏิหาริย์ของ ดาบิด เด เคอา นายทวาร

 

AFP

ลิเวอร์พูล

ฝั่ง ลิเวอร์พูล มีฟอร์มที่ยอดเยี่ยมกว่าเยอะตั้งแต่เข้าเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา จากทีมที่แพ้คู่แข่งสองนัดติดต่อกันในปลายเดือนมกราคม พอเริ่มเขาเดือนใหม่พวกเขาเล่นในบ้านเสมอ “สเปอร์ส” 2-2 หลังจากนั้นก็ชนะติดต่อกันมา 4 เกมรวด ก่อนจะมาถูกหยุดด้วยการเสมอ เอฟซี ปอร์โต้ 0-0 ที่แอนฟิลด์ ซึ่งเป็นเกมที่ไม่ได้มีความหมายอะไร เพราะพวกเขาแทบจะเข้ารอบไปแล้วจากเกมแรกที่ชนะมา 5-0

ชนะ 4 นัด เสมอ 2 นัด ยิงได้ 15 ประตู เสีย 3 ประตูเท่านั้น กลายเป็นว่าทีมที่สถิติเกมรุกดี เกมรับก็กลับมาดีแล้ว เจอร์เก้น คล็อปป์ ตอบโจทย์ตัวเองด้วยการซื้อ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ เข้ามา เมื่อปรับตัวได้ ก็ช่วยทีมได้เยอะ สุดท้ายพวกเขาเสียประตูน้อยมากอย่างน่าตกใจ

สิ่งที่น่าชื่นชมคือการที่ คล็อปป์ รู้ว่าเกมรุกทีมดี และเกมรับเป็นจุดอ่อน จึงดันเกมรุกให้สุด ใช้ประโยชน์จาก 3 แข้ง โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่ และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่ฟอร์มกำลังเยี่ยม ครองบอลให้มาก วิ่งไล่ให้เยอะ เพื่อที่เกมรับจะได้ไม่ต้องรับภาระหนัก นั่นคือสิ่งที่ “หงส์แดง” พัฒนาขึ้น จนเป็นแนวทางการเล่นของตัวเอง

 

เปรียบเทียบ

เมื่อเทียบกันแบบนี้แล้ว เห็นได้ชัดว่า ฟอร์มของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังถอยหลังลงคลอง ในช่วงแรก และกลับมากู้หน้าได้นับตั้งแต่ชนะ เชลซี ในช่วงปลายเดือน แถมกำลังใจดีจากการพลิกชนะ พาเลซ เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ด้วย ขณะที่ ลิเวอร์พูล เองก็อุดจุดอ่อนได้อย่างนากลัว เสียประตูน้อยลง ยิงได้มากขึ้น

 

รูปเกมที่น่าจะเป็น

ความน่าสนใจอยู่ตรงที่เกมรับของ แมนฯ ยูฯ ก็ไม่ได้ดีเหมือนต้นฤดูกาลแล้ว จะมาตั้งลำรถบัสจอดไม่บุกก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีแน่ แต่การบุกแลกหมัดกับทีมที่เกมรุกโหดจริงลักษณะนี้ก็คงไม่ใช่ทางเลือกที่ มูรินโญ่ เลือกแน่ๆ สิ่งที่น่าจะเป็นคือการพยายามตัดท่อน้ำเลี้ยง ไม่ให้ “หงส์แดง” ขึ้นเกมได้อย่างสะดวก ด้วยการเน้นกองกลางที่ตัดเกมและเก็บบอลได้อย่าง เนมานย่า มาติช เป็นหลัก การมีแนวรุกที่ขยันวิ่งอย่าง อเล็กซิส ซานเชซ ก็น่าจะช่วยอะไรทีมได้ยามเสียบอล แต่ปัญหาคือเกมรับที่ไม่ดี จะเอาแนวรุก “หงส์แดง” อยู่ได้นานแค่ไหน

ผมเชื่อเสมอว่าเกม “แดงเดือด” ไม่ว่าใครจะฟอร์มดีหรือแย่กันมายังไง พอมาเกมนี้มันจะเหมือนถูกนับหนึ่งใหม่ และเกมนี้ไม่ว่ายังไงก็เป็นศึกแห่งศักดิ์ศรี ไม่ใช่แค่ของนักเตะ หรือกุนซือ แต่เป็นของแฟนบอลด้วย และหนักสุดในหมู่กองเชียร์นี่แหละ

ทุกวันนี้ พรีเมียร์ลีก ของแฟนกลุ่มนี้เหมือนแข่งกันสองทีม ใครเป็ฯแชมป์ก็ได้ที่ไม่ใช่อีกฝั่ง ใครจะจบอันดับสูงกว่าก็ได้ ถ้าไม่ใช่อีกฝั่ง ดังนั้นเรื่องแพ้ชนะ จึงนับเป็นเป้าหมายหลักที่ใครๆ ก็อยากเห็น เพราะถ้ามีใครแพ้ ก็ปิดคอม งดเข้าโซเชี่ยล นอนไปได้เลย ไม่งั้น ยับเยิน แน่นอน ขอให้สนุกกับ “แดงเดือด” ครับ

– เทพเฟี๊ยต –

RELATED NEWS