ไทม์ไลน์ 1 ปี 8 เดือนของ “โค้ชมิโล” กับ “ทีมชาติไทย”

หลังจากที่ ทีมชาติไทย ประเดิมสนามได้อย่างน่าผิดหวังในรายการชิงแชมป์ เอเชีย ด้วยการแพ้ให้กับ ทีมชาติอินเดีย 1-4 ล่าสุด ส.บอล ไม่รอช้าทำการเชือด มิโลวาน ราเยวัช กุนซือชาวเซอร์เบียเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งถือเป็นการปลดแบบฟ้าผ่าใจกลาง ยูเออี กันเลย

วันนี้ทีมงาน ขอบสนามบอลไทย ขอย้อนไทม์ไลน์ให้กับแฟนบอลชาวไทยทุกๆ คนได้เห็นถึงผลงานของ “โค้ชมิโล” กับการคุม “ทีมชาติไทย” ระยะเวลาเกือบๆ 2 ปีว่าเขามีอะไรฝากไว้ให้คิดถึงบ้าง ???

วันที่ 26 เม.ย. 60 สมาคมกีฬาฟุตบอล แห่งประเทศไทย ประกาศเเต่งตั้ง มิโลวาน ราเยวัช กุนซือชาวเซอร์เบีย เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยคนใหม่ แทนที่ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ซึ่งถือเป็นข่าวฮือฮาในช่วงนั้นเป็นอย่างมาก เนื่องจาก “โค้ชมิโล” ผ่านการคุมทีมแข่งขันฟุตบอลโลก รอบสุดท้ายมาแล้ว ด้วยการพาทีมชาติกาน่าเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย

วันที่ 6 มิถุนายน คือวันแรกที่ มิโลวาน ราเยวัช เริ่มคุมทีมนัดแรกให้กับ ทีมชาติไทย ในเกมกระชับมิตรพบ อุซเบกิสถาน โดยเป็นฝ่ายแพ้ 0-2 และจากนั้นได้คุมทีมเตะเกมฟุตบอลโลกรอบ คัดเลือก 3 นัด เสมอยูเออี 1-1, แพ้อิรัก 1-2 และ แพ้ ออสเตรเลีย 1-2

และเมื่อปลายช่วงปี 2560 “โค้ชมิโล” คุมทีมพบชัยชนะนัดแรก โดยเป็นเกมอุ่นเครื่องที่เอาชนะ เมียนมาร์ 3-1 เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2560 แล้วเก็บชัยต่อเนื่องในการอุ่นแข้งกับ เคนยา ชนะไป 1-0 ซึ่งปิดท้ายปีนั้นได้อย่างสวยงาม และทำให้แฟนบอลยิ้มหวานไปตามๆ กัน 

เริ่มปี 2561 ด้วยการเข้าสู่เดือน มีนาคม “โค้ชมิโล” พาทีมชาติไทย ไปไม่ถึงฝั่งฝันในรายการแรกอย่างเป็นทางการกับ ฟุตบอลศึกชิงถ้วยพระราชทานคิงส์ คัพ โดยทำได้เพียงแค่ “รองแชมป์” เท่านนั้น โดยรอบรองชนะเลิศชนะ กาบอง 4-2 แต่นัดชิงชนะเลิศพลาดท่าแพ้ สโลวาเกีย 2-3 ซึ่งถือเป็นการพลาดแชมป์ คิงส์ คัพ ครั้งแรกในรอบ 3 ปีหลังสุดของทีมชาติไทยด้วย 

หลังจากนั้น “โค้ชมิโล” คุมทีมเรื่อยมาด้วยการเล่นเกมอุ่นเครื่องอีก 3 เกม ไล่ตั้งแต่ แพ้ ทีมชาติจีน 0-2 และต่อเนื่องด้วย 2 เกมติดๆ กัน ที่บุกไปเอาชนะ ทีมชาติฮ่องกง 1-0 และเกมนัดอำลา สินทวีชัย หทัยรัตนกุล ด้วยการเอาชนะ ทีมชาติตรินิแดดฯ 1-0

ก่อนที่เดือน พฤศจิกายน 2561 “โค้ชมิโล” จะนำ ทีมชาติไทย เข้าแข่งขันในรายการ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ที่ทัพ “ช้างศึก” เป็นแชมป์เก่ามา 2 สมัยติดต่อกัน โดยในรอบแรก ช้างศึก จบด้วยการไม่แพ้ชาติใดแบ่งเป็น ชนะติมอร์-เลสเต 7-0, ชนะอินโดนีเซีย 4-2, เสมอฟิลิปปินส์ 1-1 และปิดท้ายแบบสวยๆ กับการถล่มสิงคโปร์ 3-0 พร้อมกรุยทางเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้อย่างสวยงาม

แต่สุดท้ายความฝันเป็นชาติแรกที่จะเถลิงบัลลังก์แชมป์อาเซียนได้ 3 สมัยติดต่อกันก็ต้องพังทลายลง เมื่อมาพบกับ ทีมชาติมาเลเซีย ในรอบรองชนะเลิศ โดยเกมแรกที่สนาม บูกิต จารีล ทำอะไรกันไม่ได้เสมอกันไป 0 – 0 โดยเป็นเกมที่ ทีมชาติไทย โดน เสือเหลือง กดอยู่ตลอดทั้งเกม แต่ยังโชคดีที่ไม่เสียประตู อย่างไรก็ตามกลับมาเล่นในบ้านนัดที่ 2 ทีมชาติไทยภายใต้การคุมทัพของ ราเยวัช ยังทำให้แฟนบอลประทับใจไม่ได้ และรู้สึกผิดหวังหนักกว่าเดิม เพราะรูปเกมในนัดนี้ไม่ดีเลย แถมยังโดน มาเลย์ บุกเข้าใส่เหมือนไม่ได้เล่นในบ้าน ก่อนที่จะจบลงด้วยการเสมอกันไป 2-2 ต้องตกรอบด้วยกฎประตูทีมเยือน ซึ่งทัวร์นาเมนต์นี้เป็นเหมือนความอดทนสุดท้ายที่แฟนบอลต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เอากุนซือชาวเซอร์เบียรายนี้แล้ว

แต่อย่างไรก็ตาม “โค้ชมิโล” ยังได้ลุยต่อในปี 2562 กับรายการ ชิงแชมป์ เอเชีย ที่ ทีมชาติไทย ได้เข้ารอบมาเล่นในรอบสุดท้ายเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี ซึ่งถือเป็นรายการที่ ส.บอล ได้กำหนดเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าจะทำการพิจารณา “ผลงานของโค้ชมิโล” และก็เกิดเรื่องช็อคขึ้นมาทันทีตั้งแต่เกมแรกในรอบแบ่งกลุ่มเมื่อทัพ “ช้างศึก” ประเดิมสนามได้อย่างน่าผิดหวังด้วยการแพ้ให้กับ ทีมชาติอินเดีย 1-4 ซึ่งเป็นการแพ้หนแรกต่อ อินเดีย ในรอบกว่า 30 ปี และนั่นถือเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” ก่อนที่ มโลวาน ราเยวัช จะถูกปลดช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 7 ม.ค.2562

และเมื่อรวมเวลาตั้งแต่วันแรกที่ “โค้ชมิโล” คุม ทีมชาติไทย จนถึงวันที่โดนปลดฟ้าผ่าใจกลาง ยูเออี กุนซือชาวเซอร์เบียรายนี้คุมช้างศึกมา 1 ปี กับ 8 เดือนเศษ พร้อมกับมีสถิติฝากไว้ให้แฟนบอลคิดถึงทั้งหมด 19 เกม (ทุกรายการแข่งขัน) แบ่งเป็นชัยชนะ 8 นัด เสมอ 4 นัด แพ้ 7 นัด และไม่มีแชมป์รายการใดติดมือเลยแม้แต่รายการเดียว

RELATED NEWS