3 ปี “บิ๊กอ๊อด” ในวันที่ “บังยี” คัมแบ็ก

เมื่อวันวานที่ผ่านมา (11 ก.พ. 62) เป็นการครบรอบ 3 ปีวันเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ “ฟ้าเปลี่ยนสี”

ชัยชนะของ “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง และทีมงานในวันนั้นผ่านมา 3 ปีแล้ว ฟุตบอลไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมายตลอดช่วงที่ผ่านมา

คำถามที่ได้ยินบ่อยหูคือ “ฟุตบอลไทยดีขึ้นหรือแย่ลง ?”

คำตอบคงมีหลายมุมมอง อยู่ที่ว่าจะถามใคร

แต่สิ่งที่จริงแท้แน่นอนคือไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซนต์ สมาคมฯ ก็เช่นกัน ไม่ว่ายุคไหน สมัยใด ย่อมมีทั้งเรื่องที่ดีและแย่

ฟุตบอลไทยยุค “บิ๊กอ๊อด” มีจุดเด่นที่สุดคือ “การบริหารจัดการ” ที่ได้รับคำชมเยอะ หลายๆ อย่างเป็นระบบและระเบียบร้อยขึ้นมาก

การดำเนินการบางอย่างอาจดูยืดยาดตามระบบราชการ แต่สิ่งที่ได้มาคือความโปร่งใส การชี้แจงแถลงไขอย่างเป็นทางการมีนำเสนอสู่สาธารณชนตลอด ตรงนี้หลายคนค่อนข้างชื่นชม

แต่ใช่ว่าจะไม่มีสิ่งที่คลาดแคลงใจเลย การออกมาแฉของอดีตเลขาฯ พล.ต.ท.พิสัณห์ จุลดิลก ถึงความไม่ชอบมาพากลเรื่องเงินเดือนค่าจ้างของคนในสมาคมฯถือเป็นเรื่องใหญ่

ตอนนี้เรื่องยังอยู่ในกระบวนการร้องเรียนต่อ “การกีฬาแห่งประเทศไทย” และเป็นประเด็นที่คนวงในยังวิพากษ์กันตลอดถึง “ตัวละคร” บางคนในสมาคมฯ

ด้านการพัฒนาต่างๆ ภาพใหญ่ๆ ที่ถูกจับตามองหนีไม่พ้นเรื่อง “ลีก” และ “ทีมชาติไทย” ที่มีทั้งคำชมและเสียงด่า

“ไทยลีก” ถูกมองว่ากระแสความนิยมและคนดูลดน้อยถอยลง แต่เรื่อง “สิทธิประโยชน์” ไม่ได้ตกตาม เม็ดเงินต่างๆ ที่ต่อยอดมาจากการบริหารสมาคมฯ ชุดก่อนถือว่าโอเค

คุณภาพลีกยังถือเป็น “เบอร์ 1 อาเซียน” แต่นโยบายบางอย่างเหมือนไม่นิ่งกลายเป็น “ไม้หลักปักขี้เลน” ทั้งที่มี “มาสเตอร์แพลน” เป็นแผนแม่บทวางเอาไว้แล้ว

ประเด็น “เพิ่มโควตาอาเซียน” ถูกวิพากษ์มากที่สุดเพราะไม่อยู่ในแผนแต่โผล่มาดื้อๆ หลายคนไม่เชื่อว่าเป็นการพัฒนาที่ตรงจุด และยังไม่เห็นว่ามีสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นตรงไหน

ด้านผลงานของทีมชาติไทยเป็นสิ่งที่ถูกวิจารณ์อย่างหนักเพราะถือเป็น “จุดขาย” ของสมาคมฯทุกสมัย บางยุคบริหารแย่แต่ทีมชาติดีก็ช่วยลดกระแสไปได้เยอะ

ทีมชาติไทยในยุคของ “บิ๊กอ๊อด” มีหลายรสชาติจริงๆ แต่ส่วนใหญ่หนักไปทาง “เจ็บ” โดยเฉพาะการพลาดแชมป์ที่ต้องได้อย่าง “เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ 2018”

ส่วนทีมเยาวชนชุดต่างๆไม่ได้ทำผลงานดีกว่าเดิมที่เคยทำได้ เกมระดับอาเซียนหืดจับ ไประดับเอเชียซ่าไม่ออก เป้าหมาย “เยาวชนโลก” เป็นสิ่งที่ไปไม่ถึงเหมือนเดิม

นี่ยังดีว่าพลิกวิกฤตใน “เอเชี่ยนคัพ 2019” ได้แบบไม่น่าเชื่อ จากจะตกรอบแรกอยู่แล้ว ดันผ่านเข้าไปถึงรอบ 16 ทีมสุดท้าย สถานการณ์หลายๆอย่างจึงคลี่คลาย

“บิ๊กอ๊อด” โชคดีที่ชนะเดิมพันเปลี่ยนโค้ชใน “เอเชียนคัพ” ไม่งั้นวงแตกไปแล้ว เพราะถูกด่ายับมาตั้งแต่ “ยู-23” ไปตกรอบแรก “เอเชียนเกมส์ 2018” ที่อินโดนีเซีย

จริงๆ แล้วฟุตบอลมีแพ้-ชนะ ทุกความล้มเหลวมีเหตุผลและที่มาที่ไป แต่ “บิ๊กอ๊อด” มักจะพังจากคำพูดตัวเอง อย่างบางทีบอกไม่ปลดโค้ชเพราะมีแผนระยะยาว แต่สุดท้าย..ปลด !!!

ภาพของ “บิ๊กอ๊อด” ในตำแหน่งนายกสมาคมฯตลอด 3 ปีที่ผ่านมาจึงมีหลายอารมณ์ บางคนชื่นชอบในความเด็ดขาด กล้าตัดสินใจ กล้าลุย และกล้าเปลี่ยนแปลง

แต่หลายคนไม่ปลื้มสไตล์อดีตนายกตำรวจใหญ่ที่พูดจาโผงผาง และเอาจุดอ่อนที่ “บิ๊กอ๊อด” เคยสารภาพว่า “ไม่มีความรู้เรื่องฟุตบอล” มาย้อนใส่บ่อยๆ

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม “บิ๊กอ๊อด” เหลือเวลาทำงานในตำแหน่งนายกสมาคมฯตามวาระอีก 1 ปี ก่อนที่ต้องจัดการเลือกตั้ง สมาคมฯ ครั้งใหม่ไม่เกินเดือนมีนาคม 2563

ถึงตรงนี้ไม่ปรากฎชัดเจนว่า “บิ๊กอ๊อด” จะลุยต่อหรือไม่ หรือจะมีใครคนใหม่มาลุยแทน แต่ที่แน่ๆมันน่าสนใจยิ่งขึ้นเมื่อ “บังยี” วรวีร์ มะกูดี อดีตนายกสมาคมฯ พ้นโทษแบนกลับมาแล้ว

“บังยี” ถูก “ศาลอาญากรุงเทพใต้” ตัดสินให้ผิดฐานปลอมแปลงเอกสารในการแก้ไข ข้อบังคับสมาคมฯ ก่อนการเลือกตั้งสมาคมฯ เมื่อปี 2013 ทำให้ “ฟีฟ่า” สั่งลงโทษแบน 5 ปี

แต่ “บังยี” ยื่นอุทธรณ์และชนะคดี ศาลไทยยกฟ้องในปี 2017 ทว่าคณะกรรมการอุทธรณ์ “ฟีฟ่า” ยืนยันว่าเป็นการละเมิดจรรยาบรรณ สั่งแบน 3 ปี 6 เดือน

กระทั่งล่าสุด “ศาลกีฬาโลก” พิจารณาตามพยานและข้อมูลใหม่แล้วให้ลงโทษตักเตือน ปรับเงิน และยกเลิกโทษแบน เท่ากับว่า “บังยี” สามารถกลับมาทำกิจกรรมทางฟุตบอลได้แล้ว

“บังยี” จะกลับมาทวงตำแหน่งนายกสมาคมฯหรือไม่ ยังไม่มีใครยืนยัน แต่การ “ปลดล็อก” ครั้งนี้เป็นอะไรที่ต้องจับตามองจริงๆ กับการทำงานของ “บิ๊กอ๊อด” ใน 1 ปีทีเหลือ

 

                                                                       “บับเบิ้ล”  

RELATED NEWS