ทำไม “บีจี” ต้องปล่อย “ธนบูรณ์” ให้ “ท่าเรือ”

การปิดดีลอย่างรวดเร็วของ การท่าเรือ เอฟซี กับการคว้าตัว ธนบูรณ์ เกษารัตน์ มิดฟิลด์ดีกรีทีมชาติไทยมาจาก บีจีพียู จ่าฝูงไทยลีก 2 สร้างความน่าสนใจเอาไว้พอสมควร …

เพราะที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มซีซั่น 2019 มาจนถึงตอนนี้ไม่มีข่าวระแคะระคายเลยว่า “เจ้าท่า” จะเอา “ตั้ม” มาเล่นด้วย ประกอบกับ “บีจี” เคยยืนยันเสียงแข็งตอนตกชั้นเมื่อปีที่แล้วว่า “ธนบูรณ์ จะไม่ย้ายทีมไปไหนแน่นอน เพราะทีมเสีย ฐิติพันธ์ ไปแล้วจะไม่เสียตั้มไปอีกคนแน่นอน”

แต่สุดท้ายจนแล้วจนรอด “ตั้ม” ก็ไม่รอดจนได้ โดยเพิ่งจะมีการเปิดตัวเป็นสมาชิกใหม่ เจ้าท่า เมื่อช่วงสายๆ ที่ผ่านมาของวันนี้

ดังนั้นเราลองวิเคราะห์กันดีกว่าทำไม “บีจี” ถึงเลือกปล่อย “ตั้ม” ออกจากทีมในครั้งนี้ ??? 

 

อย่างแรก และผมคิดว่ามันคือข้อแม้หลักที่ บีจี เลือกขาย ตั้ม เพราะ พวกเขาเล่นโดยไม่มีตั้มได้แล้ว ไม่เชื่อลองดูสถิติที่ผ่านมา 15 เกมแรก บีจี เล่นโดยไม่มีตั้มถึง 7 เกม (ติดโทษแบนด้วย, เจ็บด้วย) แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรเลย พวกเขาก็ยังเล่นกันได้ และเล่นกันดีด้วย ดูได้ผลงานการเป็นจ่าฝูงไทยลีก 2 อยู่ในตอนนี้ ทำให้การมีตั้มหรือไม่มีตั้มมันไม่ได้ส่งผลอะไรทีมไปแเล้ว

 

อย่างที่สอง “เรื่องของธุรกิจ” เพราะการทำฟุตบอลสมัยนี้มันคือการทำธุรกิจอย่างนึง และการทำธุรกิจย่อมต้องแสดงว่าผลกำไร ซึ่งการขายตั้มในครั้งนี้อาจจะไม่ได้กำไรอะไร แต่ก็คงไม่ได้ขาดทุนมากนัก เพราะเท่าที่ทราบ “ค่าตัว” ตั้มตอนย้ายออกน้อยกว่าตอนย้ายเข้ามาบีจี แต่เมื่อนำทุกอย่างมาหักลบกลบหนี้แล้ว บีจี คงจะโอเคอยู่ในฐานที่รับได้ ทำให้ดีลนี้มันจึงเกิดขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็วในเรื่องของการซื้อขายกัน

 

อย่างสาม อันนี้น่าสนใจเพราะผมคิดว่า “บีจีมีตัวแทนที่รอเสียบอยู่แล้ว” ทำไมถึงคิดเช่นนี้ ??? เพราะผมมองว่า คุณปวิณ ภิรมย์ภักดั ปธ.บีจีพียู คงไม่เลือกทางเดินให้ตัวเองต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่โดนแฟนบอลด่ากับการขายตั้มหรอกครับ ซึ่งคาดเดาได้เลยว่า บีจี น่าจะมีตัวเลือกที่ดีที่รอเสียบตำแหน่งของตั้มอยู่แล้ว และเท่าที่ทราบถ้าได้มาจริงๆ น่าสนใจเลย เพราะถึงแม้จะเล่นคนละสไตล์ แต่อย่างน้อยก็เป็น “กองกลาง” เหมือนกัน

ดังนั้นดูแล้วการย้ายในครั้งนี้แฮปปี้ทุกๆ ฝ่าย บีจีได้เงินและอาจจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเรื่องนักเตะ, ท่าเรือได้นักเตะไป 2 คนทีมปึ้กขึ้นกว่าเดิมแน่นอน และสุดท้าย ธนบูรณ์ เกษารัตน์ ได้กลับมาพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งในเวทีลีกสูงสุด

บทความโดย : บอลกูรู (เจษดาพร ศรีสรง)

RELATED NEWS