4 เหตุผลที่ ฟาน ไดค์ ควรได้ซิวบัลลงดอร์

4 เหตุผลที่ ฟาน ไดค์ ควรได้ซิวบัลลงดอร์

จบฤดูกาลลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ ฤดูกาล 2018/2019 ทั้งนี้จากการที่ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ประกอบกับผลงานอันยอดเยี่ยมตลอดทั้งฤดูกาลของ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ที่ช่วยยกระดับแนวรับ ลิเวอร์พูล ขึ้นมาให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น เป็นหัวใจสำคัญของทีม ทำให้เขาติดเป็นหนึ่งในตัวเต็งเบียดแย่ง บัลลงดอร์ กับ ลิโอเนล เมสซี่ ทันที ซึ่งมีสิทธิ์เป็นไปได้สูงที่จะคว้ารางวัลในฤดูกาลนี้ด้วยเช่นกัน และนี่คือเหตุผลที่ ฟาน ไดค์ คู่ควรกับรางวัลนี้

1. ผ่านหลักเกณฑ์

นักเตะที่คว้ารางวัล บัลลงดอร์ นั้นคณะกรรมการที่มีสิทธิ์ลงคะแนนจะคัดเลือกมากจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ ความสำเร็จที่ได้, ศักยภาพผลงาน และ การวางตัว ซึ่งต้องบอกว่า ฟาน ไดค์ ผ่านได้ทั้ง 3 ข้อ รางวัลที่ได้รับในฤดูกาลนี้การันตีด้วย แข้งยอดเยี่ยมพีเอฟเอแห่งปีของพรีเมียร์ลีก พร้อมพา ลิเวอร์พูล จบรองแชมป์ด้วยแต้มมากที่สุดในประวัติศาสตร์ 97 แต้ม ก่อนท้ายที่สุดช่วยทีมจบฤดูกาลอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก สมัยที่ 6 ได้สำเร็จ หลังจากผิดหวังจากฤดูกาลที่ผ่านมา ส่วนในด้านผลงาน ไม่ต้องบอกเลยว่านี่คือหัวใจสำคัญในแนวรับ ลิเวอร์พูล ที่ขาดไม่ได้ไปแล้ว การเข้ามาของเขามาช่วยยกระดับแนวรับ ลิเวอร์พูล อย่างแท้จริง แทบจะไร้คู่แข่งที่เลี้ยงบอลผ่าน ลูกกลางอากาศเก็บได้หมด รวมไปถึงสามารถขึ้นไปโขกทำประตูได้ด้วย ส่วนปัจจัยสุดท้ายเรื่องของการวางตัวนอกสนาม ฟาน ไดค์ ก็เป็นแบบอย่างที่ดีมีความเป็นผู้นำและไม่มีข่าวฉาวอะไร ทั้งหมดประกอบรวมกันแล้วต้องบอกว่าหากเขาได้ บัลลงดอร์ ในฤดูกาลนี้ ก็เหมาะสมทุกประการ

2. หัวใจสำคัญของทีม

ด้วยการที่เป็นกองหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลก อาจจะทำให้เขากดดันในช่วงแรกที่ย้ายเข้ามา ลิเวอร์พูล แต่เวลาผ่านไป ผลงานของเขาก็ตอบโจทย์ได้แล้วว่าค่าตัวของเขาคุ้มค่าทุกเพนนี เป็นแนวรับที่ขาดไม่ได้ทุกนัด ขาดไปเหมือนขาดใจ รวมถึงความเป็นผู้นำในทีมก็มีไม่น้อย เป็นผู้นำสั่งการในแนวรับ ช่วยยกระดับเกมป้องกันให้ ลิเวอร์พูล ได้มากทีเดียว บางเวลาก็ขึ้นมาโขกทำประตูสำคัญได้อีกด้วย บอกตามตรงว่านึกไม่ออกเลยว่าในซีซั่นนี้มีเกมไหนที่ ฟาน ไดค์ เล่นไม่ดี แม้แต่ในเกมที่พ่ายแพ้ ยิ่งเล่นยิ่งแข็งแกร่ง ประกอบกับการผนึกกำลังในแนวรับกับ อลิสซอน เบ็คเกอร์ ลิเวอร์พูล จึงกลายเป็นทีมที่เสียประตูน้อยที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลที่ผ่านมา โดยเสียไปเพียง 22 ประตูเท่านั้น รวมไปถึงในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบชิงชนะเลิศ เขาก็เป็นอีกคนที่โชว์ผลงานได้น่าประทับใจ ช่วย ลิเวอร์พูล เก็บคลีนชีต พร้อมชนะโหวตเป็นแข้งยอดเยี่ยมประจำสัปดาห์ของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก

3. คว้าถ้วยบิ๊กเอียร์

การคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เหล่านักเตะได้ บัลลงดอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีที่ไม่มีทัวร์นาเมนต์ที่น่าจับตาอย่าง ฟุตบอลโลก หรือ ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป อย่างไรก็ตาม ลิโอเนล เมสซี่ ยังมีรายการ โคปา อเมริกา รวมถึง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เพื่อนร่วมทีมที่มีรายการ แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ ได้โชว์ฝีเท้า และเป็นไปได้ว่าหาก เมสซี่ หรือ ซาลาห์ คว้าแชมป์ ก็เหมาะสมและคู่ควรกับ บัลลงดอร์ เช่นกัน โดยเฉพาะ เมสซี่ ที่เป็นทั้งเดอะแบกใน บาร์เซโลน่า และเดอะแบกในทีมชาติ แต่ทว่าหากย้อนกลับไปมองหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่แล้วการคว้าแชมป์กับทีมชาติก็มีความหมายน้อยกว่าถ้วยบิ๊กเอียร์ ขนาด อองตวน กรีซมันน์ ที่ช่วย แอตเลติโก มาดริด คว้าแชมป์ ยูโรป้า และช่วย ฝรั่งเศส คว้าแชมป์โลก ยังต้องตกเป็นรอง ลูก้า โมดริช รองแชมป์โลก แต่คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก กับ เรอัล มาดริด ดังนั้นมีสิทธิ์สูงที่ ฟาน ไดค์ จะคว้าบัลลงดอร์ จากผลงานที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาคือแข้งคนสำคัญที่ช่วย ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ยุโรปมาครอง

4. ถึงเวลาของกองหลัง

จากฤดูกาลที่ผ่านมา ลูก้า โมดริช กองกลางเรอัล มาดริด เป็นแข้งคนแรกในรอบ 10 ปี ที่ไม่ใช่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ ลิโอเนล เมสซี่ ซึ่งพวกเขาทั้งคู่ทำผลงานในลีก และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก  ได้ดีไม่น้อยก็ยิงมากกว่า 25 ประตู ทำประตูสำคัญได้อีกมากมาย แต่ทว่าเป็น โมดริช ที่ผลงานโดดเด่นมาก ๆ เป็นห้องเครื่องที่ เรอัล มาดริด ขาดไม่ได้ รวมถึงกวาดทั้งรางวัลใหญ่ ๆ ของทาง ยูฟ่า และ ฟีฟ่า เดอะ เบสต์ มาได้หมด ซึ่งเขาก็คู่ควรกับ บัลลงดอร์ จริง ๆ ส่วนในฤดูกาลนี้ก็เป็นกองหลังอย่าง ฟาน ไดค์ ที่ผลงานบอกเลยว่าไร้ที่ติ การคว้าแชมป์ กวาดรางวัลส่วนตัว แม้ไม่ใช่กองหน้ามาได้ เป็นเครื่องการันตีว่าเขาคู่ควรกับการชิงชัยในบัลลงดอร์หนนี้ กับบรรดาเหล่าแข้งระดับโลกที่เหลือ ดังนั้นอาจจะถึงเวลาทีกองหลังจะได้รับบัลลงดอร์อีกครั้ง หลังจากครั้งล่าสุดที่กองหลังได้รางวัลนี้ไปครองคือ ฟาบิโอ คันนาวาโร่ ซึ่งต้องย้อนไปถึงปี 2006 เลยทีเดียว

ทั้งหมดเป็นเพียงบทวิเคราะห์ซึ่งไม่รู้ว่าผลจริงแล้วจะออกมาเป็นเช่นไร ลิโอเนล เมสซี่ เองหากได้แชมป์กับทีมชาติเขาก็คู่ควรกับบัลลงดอร์ไม่น้อย เพราะผลงานในลีกก็ทั้งยิงทั้งจ่ายแบบโหดสุด ๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ฟาน ไดค์ เองก็เหมาะสมกับรางวัลอันทรงเกียรตินี้เช่นกัน

– เปี๊ยกบางใหญ่ –

RELATED NEWS