บิ๊กเนมต่างชาติไทยลีกที่อนาคตจบไม่สวยหลังย้ายทีม

2-3 วันที่ผ่านมาประเด็นวงการลูกหนังไทยมีเยอะแยะมากมาย ทั้งเรื่องข่าวลือของกลุ่มทุนซิตี้ กรุ๊ป ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่อยากเทคโอเวอร์ทีมในไทยลีก

ตามด้วยปัญหาเรื่องกุนซือทีมชาติไทยที่ไม่มีความคืบหน้าเรื่องอากิระ นิชิโนะ มาจนถึงเรื่องตัดแต้มรอบที่ 2 ของสโมสรศรีสะเกษที่หนนี้โดนอีก 6 แต้ม ประเด็นเรื่องค่าเหนื่อยนักเตะจากทีมเก่าอีสาน ยูไนเต็ด

แต่ความน่าสนใจอีก 1 ประเด็นคือเรื่องปัญหานักเตะต่างชาติ รายหนึ่งขอชลบุรี ที่มีนามว่า ลูเคี่ยน ได้รับความสนใจจากทีมในเจลีก จนออกลูกงอแงไม่ขอลงเล่นให้ฉลามชลอีกต่อไป และขอย้ายทีม สุดท้ายเรื่องจบสโมสรแห่งทิศบูรพายินยอมปล่อยนักเตะรายนี้ออกจากนี้ แม้จะกระทบต่อแผนการทำทีมในช่วงเลก 2 เพราะหัวหอกบราซิเลี่ยนเป็นกำลังสำคัญจากการทำ 11 ประตูตลอดการลงเล่นในเลกแรก

แต่เมื่อข้อเสนอจากลีกที่สูงกว่าไทยลีกมายั่วยวนนักเตะ มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่นักเตะจะทำทุกวิถีทางเพื่อฉีกสัญญาตัวเองออกจากทีมเก่า เพื่อไปหาทีมที่มีโอกาสสูงกว่า

ในอดีตมีแข้งต่างชาติมากมายที่มาหากินในดินแดนสยาม เล่นบอลเก่งฉายแววเป็นซุเปอร์สตาร์ จากนั้นก็เกิดความอีโก้คิดว่าตัวเองใหญ่และเจ๋งกว่าสโมสรจึงบอกปัดไม่เล่นให้สโมสร หรือบางคนออกลูกงอแงขอขึ้นค่าเหนื่อยสูงเกินความจริง แม้กระทั่งบางคนหาเรื่องย้ายออกจากทีม

ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครประสบความสำเร็จ เมื่อสละยูนิฟอร์มจากทีมเก่าสักเท่าไหร่ และขอบสนามรวบรวมเนื้อหาข้อมูลทั้งหมดมาให้ท่านผู้อ่าน ถ้าพร้อมแล้วเชิญเสพย์ได้ตามอัธยาศัย

1.หลุยส์ เอดูอาร์โด ปูร์ชิโน “ดูดู้” 

กองหน้าชาวบราซิเลี่ยน ที่ถูกบุรีรัมย์ พีอีเอ (บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด) ดึงตัวมาสู่ทีมในปี 2010 พร้อมยูนิฟอร์มหมายเลข 17 การเข้ามาของ”ดูด้” สร้างความแปลกใหม่ให้วงการลูกหนังไทย ในการเล่นการดึงแข้งนอกจากบราซิล ที่ไม่เคยมีประสบการณ์เล่นในไทยลีกมาก่อน และตัวหอกรายนี้ก็พิสูจน์ตัวเองให้ทุกๆคนได้เห็นว่า “ข้าคือของจริง”

“ดูดู้” เทคนิคเยี่ยมแข็งแกร่ง พาบอลไปกับตัวได้ดี ปีแรกเขาคือหัวหอกเบอร์ 1 ของบุรีรัมย์ ซัลโวไปถึง 10 ประตู ประสานงานร่วมกับดักลาส คาร์โดเซ่ได้อย่างลงตัว พร้อมกับนำทีมจบด้วยการเป็นรองแชมป์ไทยลีกและโตโยต้า ลีก คัพ ในปีดังกล่าว

จากนั้นเขาคือฮีโร่ของทีมไม่นาน สโมสรบุรีรัมย์ เอฟซี ขึ้นมาเล่นดิวิชั่น ในปี2011 ทำให้ผู้บริหารบุรีรัมย์ เลือกที่จะส่งนักเตะกลุ่มตัวต่างชาติ ลงไปเล่นกับทีมลาวาเพลิง คนอื่นเช่น อองรี โจเอล, โคเน่ เซย์ดู, ดักลาส คาร์โดเซ่ พร้อมใจกันลงไปเล่น แต่ไม่ใช่สำหรับในรายของ ดูดู้ เขาเลือกปฏิเสธที่จะลงไปเล่น เพราะมองว่าด้วยคุณภาพฝีเท้าไม่ควรลงไปเล่นในลีกระดับล่าง

อย่างไรก็ดีบุรีรัมย์ในฐานะคนถือสัญญาเลือกจัดการขั้นเด็ดขาดตัดหางปล่อยวัดนักเตะทันที พร้อมกับงัดสัญญา”ดูดู้” หมดสิทธิ์ย้ายไปเล่นทีมอื่นในไทยลีก ก่อนที่สโมสรจะยินยอมยกเลิกสัญญากับนักเตะ และเปิดโอกาสให้ย้ายไปร่วมกับศรีราชาช่วงเลก 2 ปี 2011 แต่เชื่อหรือไม่ว่า นับตั้งแต่ ดูดู้ ก้าวเท้าออกจากบุรีรัมย์ เขาไม่เคยโชว์ฟอร์มได้ดีเหมือนเก่าอีกเลย ปัจจุบันแข้งรายนี้อายุ 30 ปี ค้าแข้งกับในลีกกัมพูชา

2.เคลตัน ซิลวา

เจ้าของฉายาโรนัลโด้เมืองไทยเพราะหน้าตาละหม้ายกับ CR7 จากนักเตะโนเนมที่มาคัดตัวกับทีมโอสถสภา เขาใช้เวลา 18 เดือนสร้างชื่อในฐานะศูนย์หน้า ทั้งที่ไม่เคยเล่นในตำแหน่งนี้มาก่อนด้วยซ้ำ จนได้ย้ายไปอยู่กับบีอีซี เทโรศาสน 2 ปีเต็ม ได้ยิงไป 44 ประตูเพียงพอจะทำให้ไอ้หนุ่มบราซิเลี่ยนรายนี้ได้ไปเล่นในลีกที่สูงกว่าอย่างเม็กซิโก กับทีมเกเรตาโร ทว่ามันไม่น่าจดจำสักเท่าไหร่ เพราะในความเป็นจริงเคลตัน ถูกส่งไปอยู่กับเดลฟิเนส เขาประสบความวุ่นวายในลีกเม็กซิโก เงินเดือนไม่ได้ แถมชีวิตที่นั้นสุดแสนอันตราย

สุดท้ายเคลตัน แพ็กกระเป๋ากลับเมืองไทย ทว่ากลับไม่ได้มาอยู่กับมังกรไฟทีมที่สร้างชื่อให้เขา แต่ดันเป็นเมืองทอง ยูไนเต็ด แทน เรื่องวุ่นวายหนัก  เทโรชูสัญญาเพื่อดังเคลตันต้องกลับมาเล่นให้สโมสรเดิม แต่แข้งบราซิเลี่ยนกลับนำหลักฐานคือการที่เขาเป็นฟรีเอเยนต์ไม่ได้รับเงินจากทีมเก่าในเม็กซิโก เท่ากับว่านักเตะเป็นอิสระสามารถเซ็นสัญญากับกิเลนผยองได้ทันที แม้ในช่วงแรกเขาจะปรับตัวกับแท็คติกของดราแกน ทาลายิชไม่ได้ในทีแรก

แต่การที่ได้ร่วมเล่นกับ ธีรศิลป์ แดงดา ส่งผลให้ เคลตัน ยกระดับการเล่นและยิ่งประตูได้สม่ำเสมอ และถูกซื้อตัวไปเล่นในลีกจีนกับสโมสรเซี่ยงไฮ้ เซินซิน แม้จะยิงประตูได้มากมายแต่ชีวิตในแดนมังกรเขาไม่มีความสุขเอาเสียเลย และต้องซมซานกลับเมืองไทยและย้ายไปร่วมให้เชียงราย ยูไนเต็ด แทน ทว่าหนนี้เขาตอบแทนความไว้วางใจให้กับสโมสรไม่ได้เลย และก็ถูกปล่อยตัวไปให้สุพรรณบุรี เอฟซี ใช้งานท้ายที่สุดซึ่งดูเหมือนว่าความเป็นเพชรฆาตของแข้งรายนี้จะหดหายไปตามอายุที่เพิ่มมากขึ้นเสียแล้ว

3.โจนาธาน เฮส

กองหน้าโนเนมชาวบราซิเลี่ยน ผู้ที่ผ่านการทดสอบฝีเท้ากับสโมสรเกษตรศาสตร์ ทีมที่ใครต่อใครมองว่าจะต้องตกชั้นจากการแข่งไทยลีก 2 แน่ๆในซีซั่น 2017 แต่ทว่านาคามรกตกลับเอาตัวรอดในลีกพระรองของเมืองไทยได้อย่างพลิกความคาดหมาย ซึ่งประตูที่สโมสรนี้ทำได้มาจากปลายสตั๊ดของโจนาธาน เฮส กองหน้าสิงห์อีซ้ายผู้นี้นั้นเอง หลังสร้างชื่อในลีกพระรอง ทำให้นครปฐม ตัดสินใจดึงตัวนักเตะไปร่วมทีม แต่อุปสรรคของทีมเมืองส้มโอดันถูกปรับตกชั้นไปเล่นในระดับไทยลีก 4 ส่งผลให้เฮส ต้องหาบ้านชั่วคราว โดยเป็นทางประจวบ ที่ยื่นข้อเสนอยืมตัวนักเตะไปใช้งานต่อ

เฮส ไร้โปรไฟล์ในไทยลีกแต่ดูเหมือนว่าเรื่องดังกล่าวกลับเป็นผลดีต่อเขาและสโมสรประจวบ แม้รูปแบบการเล่นของสโมสรแห่งนี้จะเล่นเกมรับรอจังหวะโต้กลับซะเป็นส่วนใหญ่ แต่เขากลับฉายแสงความเก่งกาจออกมาได้อย่างไร้ปัญหา ปรับตัวเข้ากับเรื่องแบบการเล่นในไทยลีกได้สบาย เคลื่อนที่ว่องไว วางเท้าซ้ายยิงประตูใส่คู่แข่ง นั้นคือจุดเด่นของหมอนี่ 26 ประตูกับการโลดเล่นไทยลีกปีแรกถือว่าสอบผ่านชนิดไร้ปัญหา

เมื่อมีชื่อเสียง เฮส เริ่มมีความคิดที่เปลี่ยนไปประกอบกับการสนับสนุนของเอเยนต์ส่วนตัว ทำให้ขอยื่นเรื่องขอขึ้นเงินเดือนร่วมๆ 10 ล้านบาทกับสโมสร ด้วยขนาดทีมและรายจ่ายที่ไม่สามารถตอบแทนได้ พี่แกเริ่มออกลูกงอแง อยากย้ายทีมในลีกที่สูงขึ้น แต่ประจวบตั้งราคาขายที่สูงลิบ ทำให้ทีมจากเกาหลีใต้ที่สนใจต้องถอยออกมา ช่วงปัญหาคาราคาซัง สุพรรณบุรี อาศัยช่องโหว่ทางกฏหมายเปิดโอกาสให้แข้งรายนี้มาซ้อม

ก่อนที่จะให้นักเตะไปตกลงเงื่อนไขแยกทางกับทีมเก่า และเซ็นสัญญาย้ายทีมได้สำเร็จโดยไม่ผิดกฏ แต่ทว่าเฮส กลับมีชีวิตที่เมืองขุนแผนไม่สวยหรูเหมือนที่สามอ่าว เขาเล่นบอลวันแมนโชว์ ไม่เข้าขากับเคลตัน ซิลวา ฝากความหวังไม่ได้แถมปืนฝืดสนิท 15 เกมยิงได้แค่ 4 ประตูไม่คุ้มกับเม็ดเงินที่สุพรรณบุรี ลงทุนไป สุดท้ายกลายเป็นว่าเขาหลุดออกจากแผนการทำทีมในช่วงเลก 2 ไปซะอย่างนั้น จากเทพเจ้าไทยลีก 2018 สู่ดาวดับปี 2019

4.ไมเคิล เบิร์น

10 ปีก่อนไทยลีกในซีซั่น 2009 สโมสรนครปฐม เอฟซี นำนักบอลตาน้ำข้าวจากเวลส์มาเล่นในเมืองไทย เขาคือไมเคิล โธมัส เบิร์น อดีตเด็กฝึกหัดสโมสรโบลตัน วันเดอร์เลอร์ส แข้งโนเนมรายนี้กลับยกระดับการเล่นให้ทีมเมืองส้มโอได้มากโข 15 เกมแรกในไทยลีก ยิงไป 4 ประตู ด้วยฟอร์มการเล่นที่ยกระดับทีมไทย อรรณพ สิงห์โตทอง ผู้บริหารชลบุรี จึงควักเงิน 5 แสนบาท ซื้อตัวไอ้หนุ่มจากสหราชอาณาจักรไปร่วมทีมในช่วงเลก 2 ไทยลีกในปีนั้น

สิ่งที่ไมเคิล เบิร์น เหนือกว่านักบอลไทยในยุคนั้นคือ การจ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมที่สุดอันตราย แถมยังมีลูกยิงไกลที่รุนแรงทรงพลัง เมื่อมาอยู่ฉลามชลหมอนี่เป็นตัวหลักให้โค้ชและเพื่อนร่วมทีม เพียงแต่เขาเจิดจรัสเร็วเกินไป ส่งผลให้เกิดอีโก้ในจิตใจและการอยากใช้ชีวิตเป็นซุปตาร์ในเมืองกรุง

ส่งผลให้มีข่าวหลุดออกมาเป็นระยะว่าเขาอยากย้ายทีมไปอยู่กับเมืองทอง โดยสโมสรก็อยากจะขายให้ แต่ต้องมีขอแลกเปลี่ยนคือทีมต้องได้ตัว”ลีซอ” ธีรเทพ วิโนทัย มาเป็นส่วนหนึ่งในสัญญา สุดท้ายต่างฝ่ายไม่ยอมกัน ดีลระหว่าง เบิร์น และลีซอ ล้มไป เมื่อเป็นทางบางกอกกล๊าสจ่ายเงินเกิน 3 ล้านบาท พร้อมแถมบ้าน1 หลัง และรถยนต์ 1 คันให้พ่อหนุ่มเมืองเวลส์ไปแทน

แต่ใครจะไปเชื่อละว่า หลังจากที่เบิร์น ออกจากการเป็นผู้เล่นชลบุรี เอฟซี เขาไม่เคยฉายแววความเก่งกาจอีกเลย อาจเป็นเพราะการมาอยู่ในเมืองไทยที่นานเกินไป เขาเรียนรู้จักความขี้เกียจ จนส่งผลต่อการใช้ชีวิตนอกสนาม ที่ทำร้ายตัวเขานั้นเอง ปัจจุบันพี่แกเลิกเล่นบอลอาชีพเรียบร้อยแล้ว

5.เลอันโดร เดอ โอลิเวียร่า

อดีตนักเตะทีมชาติบราซิลชุดคัดเลือกบอลชายโอลิมปิก เกมส์ 2004 ผู้ที่เป็นเพื่อนร่วมทีมกับว๊ากเนอร์ เลิฟ จะได้ย้ายมาสัมผัสประสบการณ์ลูกหนังไทย เลอันโดรไปไม่สุดกับการเล่นบอลอาชีพในยุโรป และการย้ายมาเล่นในลีกเวียดนาม ในระหว่างปี 2008-2012 กับไฮฟงและบินเยือง ทำให้เขาเป็นคนดังในวี-ลีก หลังชื่อเสียงบอลไทยแพร่ดังไปไกลทั่วเอเชีย

เลอันโดร เดอ โอลิเวียร่า จึงตัดสินใจมาขอคัดตัวกับสิงห์ท่าเรือในยุคของ”โค้ชโอ่ง” ดุสิต เฉลิมแสน ซึ่งเวลานั้นทีมไปตั้งหักเล่นอยู่ในดิวิชั่น 1 ปี 2013 เขาซัลโวไป 24 ประตู นำทีมตีตั๋วกลับมาเล่นในไทยลีกเพียงแค่ 1 ฤดูกาล ด้วยตำแหน่งการเล่นที่ยืนเป็นมิดฟิลด์ตัวรุก ทำให้เขาได้รับฉายาจากแฟนบอลและสื่อมวลชนในยุคนั้นว่า “แลมพาร์ดเจ้าท่า”

แม้ในปี 2014 สิงห์ท่าเรือ จะโดนวิกฤติตัดแต้มจนต้องมาดิ้นรนหนีการตกชั้น แถมมีช่วงหนึ่ง เลอันโดร เกิดบาดเจ็บหนักที่หัวไหล่ แต่ฟอร์มการเล่นในช่วงเลกแรกที่หมอนี่ช่วยทีมได้เยอะ ทำไป 10 ประตู ก็ช่วยให้ทีมเอาตัวรอดในลีกแดนสยามปีนั้นไปได้สำเร็จ

หลังจากมีชื่อเสียงคนรู้จักกันทั้งวงการลูกหนังไทย สัญญาของเลอันโดร หมดลงกับท่าเรือ เขาจึงสบโอกาสย้ายไปอยู่กับบางกอกกล๊าส ทว่าปัญหาเกิดขึ้นระหว่างเขากับเอเยนต์ เนื่องจากการเซ็นสัญญากับบีจีนั้นอยู่ในช่วงเวลาที่เขาทำงานร่วมกับเอเยนต์ชาวไทยรายหนึ่งอยู่

ซึ่งกว่าจะเคลียร์กันได้ต้องใช้เวลานานพอควร และการโยกมาเล่นกับทีมกระต่ายแก้ว “คิงเลอันโดร” ไม่สามารถสานต่อในเรื่องการทำประตู 9 เกมทำได้แค่ 2 ลูก สุดท้ายจึงโดนปล่อยไปให้โอสถสภายืมตัว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ และพเนจรไปอยู่กับพีทีที ระยอง และแอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล ปัจจุบันแขวนสตั๊ดแล้ว

เอ็มเร่

[email protected]

RELATED NEWS