4 เหตุผลที่ทำให้ “สิงห์เจ้าท่า” ฟอร์มตกในไทยลีก เลก 2

4 เหตุผลที่ทำให้ “สิงห์เจ้าท่า” ฟอร์มตกในไทยลีก เลก 2

เชื่อเหลือเกินว่าตอนนี้เหล่าแฟนบอลของยอดทีมไทยลีกอย่าง การท่าเรือ เอฟซี ต้องรู้สึกไม่ประทับใจในผลงานของทีมรักในตอนนี้แน่นอน เพราะนับตั้งแต่เปิดฉากเลก 2 มา เหล่าขุนพล สิงห์เจ้าท่า ทำผลงานสวนทางกับช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมาค่อนข้างมาก

หลังจากเริ่มเลก 2 ไปแล้ว 3 นัด แต่ยังไม่สามารถชนะใครได้เลย และล่าสุดยังไม่ชนะใครมา 5 เกมติดต่อกันนับเฉพาะบอลลีก

ต้องบอกว่าหลังจากเลกแรก ด้วยการจบอันดับที่ 3 ของตาราง ที่พวกเขาพลาดท่าให้กับ สมุทรปราการ ซิตี้ ในนัดสุดท้ายของเลกแรก พร้อมกับถูก ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด แซงขึ้นมาเป็นที่ 2 ของตาราง หลังจากนั้น การท่าเรือ เอฟซี ก็ต้องเจอปัญหาเข้ามารุมล้อมในทุกๆด้านทั้งการตัดสินใจในสนามที่ผิดพลาด หรือเรื่องนอกสนามต่างๆนาๆ ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่มาดามแป้งไม่อยู่ หรือ

ซึ่งวันนี้เราจะพามาวิเคราะห์ดูกันว่าอะไรที่เป็นสาเหตุของการทำให้ทีม การท่าเรือ เอฟซี ฟอร์มตกได้ขนาดนี้ เราลองไปดูกัน

1. จเด็จ มีลาภ กับ 4-2-3-1 สไตล์

ปัจจัยแรกที่ส่งผลต่อฟอร์มการเล่นของทีมอย่างเห็นได้ชัดเลยคือ การวางตัวผู้เล่นและแผนการเล่นของ จเด็จ มีลาภ กุนซือปัจจุบันของทีม ซึ่งแผนการเล่นของทีม หรือ การวางแท็คติคต้องบอกว่าไม่ได้ต่างจากที่ปีที่ผ่านๆ มาเท่าไร โดยจะยึดแผน 4-2-3-1 เป็นหลักในฤดูกาลนี้ ที่นับว่าเป็นแผนคุ้นเคยกันอย่างดีสำหรับ จเด็จ มีลาภ

อย่างไรก็ตามการเล่นแผนเดิมๆ มาเป็นระยะเวลายาวนาน ก็เป็นธรรมดาที่จะทำให้ทีมถูกจับทางได้ กับรูปแบบการเล่นของทีมในการเล่นเกมสวนกลับที่หวังพึ่งตัวต่างชาติ และความเร็วด้านริมเส้นมากจนเกินไป จนทำให้ในบางครั้งทีมที่มาเล่นด้วยมักไม่บุกแลก แต่จะทิ้งแดนหลังไว้แทนเพื่อป้องกันการสวนกลับอยู่เสมอ ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่แก้ไม่หายในตอนนี้สำหรับ การท่าเรือ เอฟซี

2. เกมรับที่พร้อมเสียตลอดเวลา

จากเกมที่เปิดบ้านเสมอกับ ชลบุรี เอฟซี 2-2 ทำให้เห็นได้ว่า ณ ตอนนี้เกมรับถือได้ว่าเป็นจุดอ่อนมากๆ พร้อมเสียประตูตลอดเวลา ต่างจากในช่วงต้นของฤดูกาลพอสมควร ที่ทีมมีเกมรับที่เหนียวแน่น เสียประตูยาก กองหลังทั้งหมดเล่นกันเข้าขา แต่มาตอนนี้กลับกลายเป็นปัญหา และจุดอ่อนที่หนักพอสมควรสำหรับ สิงห์เจ้าท่า

ซึ่งหากสังเกตุดีๆ การท่าเรือ เอฟซี เสียประตูให้กับคู่แข่งมาแล้ว 10 เกมติดต่อกัน รวมทุกรายการ รวมเป็นทั้งสิ้น 18 ประตูด้วยกัน และหากจะย้อนกลับไปเกมที่สามารถรักษาคลีนชีทได้นั้น ต้องย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ที่ออกไปถล่ม ชัยนาท ฮอร์นบิล ถึงถิ่น 3-0 และหลังจากนั้น ก็เสียประตูให้กับคู่แข่งมาทุกนัด

3. ความผิดพลาดจากการซื้อขายนักเตะ

ถือได้ว่าเป็นการตัดสินใจที่รวดเร็ว และเด็ดขาดพอสมควรสำหรับทีมซื้อขายของ การท่าเรือ เอฟซี แต่การตัดสินใจที่รวดเร็วจนเกินไปนั้น กลับทำให้เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดมากเหมือนกัน การเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งโควต้าต่างชาติทั้ง 2 คนไม่ว่าจะเป็น ดราแกน บอสโควิช และ ดาบิด โรเชลา เนื่องจากหากลองมองดีๆ ทั้ง 2 คน ถือเป็นหัวใจของทีมในแต่ละตำแหน่งไปแล้วก็ว่าได้

พอไม่มีทั้ง 2 คนนี้แล้ว ก็เหมือนกับ การท่าเรือ ขาดอะไรไปสักอย่าง เกมรุกดูไม่วูบวาบเหมือนเดิม ไม่มีความดุดัน ข่มให้คู่แข่งกลัว บวกกับเกมรับที่ทีมกำลังขาดภาวะผู้นำคอยสั่งการ ทำให้พร้อมเสียประตูตลอดเวลา และการนำตัวของ โจซิมาร์ โรดริเกวซ เข้ามานั้น ก็ยังไม่สามารถเล่นเข้าขากับใครได้เลยและยังเปลี่ยนแปลงทีมอะไรได้ไม่มากนักด้วย ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกกี่เกมถึงจะปรับตัวได้ ตรงนี้ต้องมาลุ้นกันต่อไปสำหรับสาวก สิงห์เจ้าท่า

4. การทานความกดดันของนักเตะ

แม้นักเตะหลายๆรายจะมีประสบการณ์ในไทยลีกมาพอสมควร แต่อาการที่ผู้เล่นแต่ละคนแสดงออกมานั้น แสดงให้เห็นแล้วว่า ทุกคนสู้กับความกดดันตรงนี้ไม่ไหว เราไม่มีทางเห็นหรอกว่านักเตะทีมที่ลุ้นแชมป์ทีมไหนพอโดนนำแล้วทุกคนก้มหน้า หงุดหงิดกันเอง มีแต่จะให้กำลังใจกันซะมากกว่า ช่วยดึงกันลุกขึ้นมาสู้เพื่อทวงประตูคืนกลับมาให้เร็วที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเลยว่าทีมกำลังขาดผู้นำ ที่จะคอยรับภาระให้กับเหล่าผู้เล่นหน้าใหม่ในทีมอย่างแท้จริง

จากปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับ การท่าเรือ เอฟซี ดูเหมือนคนที่ถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษก็คือ “เซอร์เด็จ” จเด็จ มีลาภ ที่ปัจจุบันต้องยอมรับว่าเก้าอี้กำลังร้อนได้ที่ ท่ามกลางข่าวลือมากมายที่เขากำลังโดนปลดออกจากตำแหน่งเฮดโค้ชในเร็ววันนี้ ซึ่งก็ต้องรอติดตามกันต่อไปว่าฟางเส้นสุดท้ายระหว่าง จเด็จ มีลาภ กับ การท่าเรือ เอฟซี จะหมดลงเมื่อไร บางทีถ้าเขาไม่สามารถพาทีมเอาชนะ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ในเกมเอฟเอคัพวันนี้ได้ เราอาจได้เห็นการประกาศปลด “เซอร์เด็จ” พร้อมแต่งตั้งโค้ชคนใหม่ในเร็ววันอย่างแน่นอน

 

มาร์ค ศุภวิชญ์

RELATED NEWS