เรื่องที่สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ควรเป็นห่วงมากกว่า !!!

นับถอยหลังจากวันนี้ไปเหลือเพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้นที่ทีมชาติไทยต้องเริ่มต้นเส้นทาง “ฟุตบอลโลก 2022” รอบคัดเลือก โซนเอเชีย ด้วยการเตะนัดแรก กับ เวียดนาม ในวันที่ 5 ก.ย.

แต่การเตรียมทีมและเตรียมการยังเป็นอะไรที่น่าหวั่นใจไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะดูเหมือนไม่เข้าที่เข้าทางอะไรสักอย่าง

เอาจริงๆ คือน่าเป็นห่วงตั้งแต่ตอนที่เปิดตัว อากิระ นิชิโนะ รับงานคุมทีมชาติไทยแบบ “มาคนเดียว” แล้ว เพราะผิดไปจากที่คาดว่าจะมี “ทีมงาน” มาร่วมทำทีมด้วย

จากที่คิดว่าจะได้เห็น “อเวนเจอร์ ทีม” กลับกลายเป็นได้ดู “ซูเปอร์แมน” แทนซะงั้น !!!

แถมรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา “นิชิโนะ” ยังกลับไปทำภารกิจที่บ้านเกิดอีกต่างหาก ไม่รู้ว่าฝากฝังงานไว้กับใครแล้วจะกลับเมื่อไร เพราะไม่มีความชัดเจนใดๆ แม้แต่อย่างเดียว

น่าแปลกใจตรงที่ “สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ” ดูจะใจเย็นเหลือเกินด้วย ไม่มีแอคชั่นหรือความคืบหน้าใดๆ เลย ทั้งที่ระยะเวลาการแข่งขันใกล้เข้ามาเต็มทีแล้ว

ที่ผ่านมาเห็นมีประเด็นเพียงแค่แนวทางกว้างๆ ถึงการทำงานของ “นิชิโนะ” ที่เน้นคำว่า “มืออาชีพ” ประมาณว่าทุกอย่างเป็นความลับ ต่อจากนี้จะไม่เปิดเผยข้อมูลอะไรมากมายนัก

ตามข่าวระบุว่าสมาคมฯขอทำความเข้าใจกับสื่อมวลชนและแฟนบอลว่ารูปแบบข้อมูลทีมชาติไทยอาจต้องมีการปรับเปลี่ยนไปจากเดิม

รายชื่อนักเตะ สถานที่เก็บตัว โปรแกรมอุ่นเครื่อง รูปแบบการฝึกซ้อมจะไม่มีการเปิดเผย รวมถึงอาจไม่ให้สื่อมวลชนเข้าทำข่าวเหมือนที่ผ่านมา

ผู้บริหารสมาคมฯ บางคนให้ข่าวหลังไมค์เน้นย้ำอีกว่าที่ผ่านมาคู่แข่งรู้ข้อมูลทีมชาติไทยง่ายมาก ไม่ว่าจะเดินทางเที่ยวบินไหน พักโรงแรมอะไร ใครเจ็บ ใครแบน ใครจะลงสนาม

“แค่เปิดข่าวตามสื่อแล้วแปล ข้อมูลทีมชาติไทยก็รั่วไหลออกไปถึงคู่แข่งทันที” ผู้บริหารสมาคมฯ บอกสื่อไว้แบบนั้น

จากนี้ไปเรื่องของข้อมูลและข่าวสารต่างๆ จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนไปจากเดิมเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทีมชาติไทยและผลการแข่งขันที่ตามมา

ประเด็นตรงนี้ถือว่าน่าสนใจและน่าดีใจที่สมาคมฯใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ ได้ดี แต่จริงๆ แล้วอยากจะบอกว่ายังมีเรื่องอื่นที่สมาคมฯ ควรใส่ใจและเป็นห่วงมากกว่าเรื่องข่าว

สมาคมฯ อย่าลืมว่าการทำข่าวทีมชาติไทยถูกวางกำหนดกฎเกณฑ์มานานแล้ว โดยเฉพาะตั้งแต่ยุคสมัย มิโลวาน ราเยวัช ที่อนุญาตให้สื่อเข้าทำข่าวแค่ตามเวลาที่กำหนด

ข่าวความเคลื่อนไหวในการฝึกซ้อมของทีมชาติไทยล้วนออกจากสื่อของสมาคมฯ และ “ผู้ดูแลสิทธิประโยชน์” ของสมาคมฯ เกือบทั้งนั้น

ข้อมูลข่าวสารแต่ละอย่างเอาตรงๆ คือ “จืดชืด” แทบไม่มีสีสัน ส่วนใหญ่เป็นข่าวพื้นฐาน ประมาณว่าวันนี้ซ้อมกี่โมง ที่ไหน แล้วมีเนื้อหาเพิ่มเติมนิดๆ หน่อยๆ ไม่มีอะไร “ลึก” เป็นพิเศษ

ดังนั้นเรื่อง “ปิดสนามซ้อม” และไม่เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกจึงไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เคยทำมาอยู่แล้วและสนับสนุนให้ทำต่อไป ไม่มีใครเรียกร้องให้เปิดทำข่าวแบบไร้กฎ กติกา

แต่ข้อมูลอื่นๆ เช่นการเก็งรายชื่อนักเตะ ใครลง 11 คนแรก เล่นแผนไหน ระบบอะไร ล้วนเป็นการคาดเดาของสื่อ สื่อที่ไหนในโลกล้วนทำกันและคงต้องทำต่อไป ไม่ใช่เรื่องแปลก

ส่วนข้อมูลสถานที่เก็บตัว โรงแรม หรืออะไรที่เป็นข้อมูลพื้นฐานก็ไม่น่าจะเป็นความลับ บางทีเห็นหลายๆ ชาติมีไปถ่ายสกู๊ปเจาะถึงแคมป์ที่พัก ห้องนอน ห้องครัว ด้วยซ้ำว่าอยู่ กิน ยังไง

ข้อมูลแค่นี้ไม่เป็นจุดอ่อนของทีมชาติไทยอย่างที่ผู้บริหารสมาคมฯ หวั่นใจหรอก สมาคมฯ ไม่ต้องมาห่วงเรื่องข่าวหรือการทำงานของสื่อ เอาเวลาไปห่วงการทำงานตัวเองดีกว่า

เท่าที่ได้ข้อมูลมาตอนนี้ไม่ใช่ว่าสมาคมฯ ไม่ยอมออกข่าวความคืบหน้าเรื่องใดๆ แต่ยังสรุปอะไรไม่ได้มากกว่า หลายๆอย่างเห็นแล้วยังแปลกใจทำไมยังไม่จบเสียที

คำถามที่ว่าช่วง “ฟีฟ่าเดย์” ที่ “นิชิโนะ” ต้องพาทีมไปลุยฟุตบอลโลกแล้วใครจะดูแลทีม “ยู-23” ที่ต้องเตรียมทีมไปพร้อมๆ กันเพื่อลุ้นตั๋ว “โอลิมปิก” ก็ยังไม่มีใครตอบได้ว่าจะเอาไง

ที่รู้มาคือตอนนี้สมาคมฯ ยังหาทีมงานคนไทยที่จะมาทำงานร่วมกับ “นิชิโนะ” อยู่เลย สัปดาห์ที่แล้วเพิ่งติดต่อไปถามโค้ชคนไทยที่ว่างงานรายหนึ่งว่าสนใจทำงานด้วยหรือเปล่า

จริงๆ แล้วเรื่องทีมงานควรจบไปล่วงหน้านานแล้วเพื่อลุยงานทันที ถ้าหากรู้ว่า “นิชิโนะ” มาคนเดียวยิ่งต้องรีบสรุป เตรียมทีมรอให้พร้อม มาถึงแล้วลุยเลย ไม่ใช่ว่าตอนนี้ยังหาอยู่

การทำงานของ “นิชิโนะ” จึงน่าเป็นห่วงที่สุด เอาแค่มองหานักเตะมาติดทีมชาติไทยทั้ง 2 ชุดยังไม่รู้เลยจะชัดเจนดีแค่ไหน ใช้ตาขวาดูตัวฟุตบอลโลกแล้วตาซ้ายดูตัวยู-23 หรือยังไง !!!

นอกจากนี้สมาคมฯ ยังสรุปไม่ได้แบบชัวร์ๆ ด้วยว่าเกมเหย้านัดที่ 2 วันที่ 15 ต.ค.กับ ยูเออี จะเตะที่ไหนแน่ แฟนบอลถามมาเยอะแล้วเพื่อจะได้เตรียมการจองตั๋วเดินทาง ที่พัก ล่วงหน้า

สมาคมฯ ควรห่วงเรื่องเหล่านี้มากกว่าเพราะการทำงานที่เป็นมืออาชีพไม่ใช่แค่ปิดสนามซ้อมหรือไม่เปิดเผยข้อมูลต่างๆ แต่ควรตั้งแต่การเตรียมทีมนี่ละว่าได้เรื่องแค่ไหน

 

“บับเบิ้ล”

 

RELATED NEWS