พวกเขาอยู่ไหน! ย้อนรอยทีมไทยลีก2009 ปัจจุบันเป็นอย่างไร

ฟุตบอลไทยลีก สมรภูมิลูกหนังหมายเลข 1 แดนสยาม จากเดิมที่เป็นบอลกึ่งอาชีพกึ่งสมัครเล่น ที่เต็มไปด้วยทีมองค์กรในเขตกรุงเทพฯ ไล่ฟาดแข้งกันอย่างบ้าระห่ำ

นักบอลวิ่งไล่ล่าแข่งขันกันเพื่อได้งานประจำเป็นหลักเป็นแหล่งทำ มาวันนี้มันกลายเป็นบอลลีกที่เขาว่ากันว่าอาชีพจริงๆ เสียที นับตั้งแต่มีการจดทะเบียนตามนโยบายของเอเอฟซี (สมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย) ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2009 เวลานี้ก็ 10 ปีและใกล้ย่างเข้าขวบปีที่ 11 เมื่อจบซีซั่น 2019

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วชนิดที่เราไม่ทันคาดคิดว่าแม่งเร็วเกิน ทีมองค์กรภาครัฐวิสาหกิจ ล้มหายตายจากไปเพราะพิษเศรษฐกิจ, พิษการเมือง จนเหลือทีมลูกหนังภูธรที่แอบอิงกลุ่มการเมืองบางจำพวกเข้ามาทดแทน ความสนุกอรรถรสไม่น่าตื่นเต้นเร้าใจเหมือนวันวาน ถึงแม้จะมีค่าจ้างค่าตอบแทนมหาศาลทำให้นักบอลบางคนทำตัวเป็นซุปตาร์คนดัง จนลืมรากเหง้าของตัวเอง

อย่างไรก็ดีฟุตบอลไทยมาถึงวันนี้ได้ เพราะการร่วมมือร่วมใจในการพัฒนาลูกหนังของบรรดาสโมสรสมาชิกในช่วงขวบปี 2009 ซึ่งหากไม่มีการเริ่มต้นในเวลานั้น บางทีเวลานี้เราอาจจะได้เห็นระบบจัดการที่ยังไม่เป็นอาชีพ แถมผู้เล่นบางทีมอาจแอบไปเดินสายเล่นไล่ล่าเงินรางวัลก็เป็นได้

ผู้เขียนอยากลิสต์รายชื่อ 16 สโมสรไทยลีก ปี 2009 ว่าสถานะในเวลานั้นกับตอนนี้แตกต่างกันเป็นเช่นไร ไม่ชักช้าเสียเวลาเนื้อหาทั้งหมดอยู่ด้านล่างไปอ่านกันเถอะพี่น้อง

1.เมืองทอง หนอกจอก ยูไนเต็ด 

กิเลนผยองน้องใหม่ไทยลีก ในฐานะดีกรีแชมป์ดิวิชั่น 1 ปี 2008 พวกเขาคือทีมน้องใหม่ที่มีกลุ่มทุนสยามกีฬาและเนสกาแฟ บริหารทีมอยู่โดยที่มีโรเบิร์ต โปรคูเรอร์ อดีตผู้อำนวยการจีเอ็มจี อะคาเดมี่ ที่บ้านบึง จ.ชลบุรี ทำหน้าที่ผู้จัดการทีม เดิมทีพวกเขาตั้งเป้าคือประคองตัวเอาตัวรอด แต่ผู้เล่นที่เสริมเข้ามาเพียบพร้อมด้วยดีกรีทีมชาติไทย ธีรศิลป์ แดงดา, พิชิตพงษ์ เฉยฉิว, ณัฐพร พันธ์ฤทธิ์ ผสมผสานกับอดีตทีมชาติ สุริยา ดอมไธสง, เจษฎา จิตสวัสดิ์ ฯลฯ

จากทีมที่มีอัฒจันทร์ฝั่งเดียวจากการเช่าสนามรักบี้ของการกีฬาแห่งประเทศไทย ในบริเวณเมืองทองธานี ผลงานของพวกเขาค่อยๆพัฒนา จนเกิดกระแสนิยมจากคนรอบข้างและด้วยการจัดการของกลุ่มทุนสยามกีฬาทำให้เมื่อผลงานเมืองทอง เล่นบอลได้เอนเตอร์เทนคนดู จนเรียกคนเข้าสู่สนาม และเป็นที่มาของการสร้างอัฒจันทร์เพิ่มอีก 3 ฝั่ง จนสร้างปรากฏการณ์สนามแตกในเกมเหย้าที่พบกับชลบุรี เอฟซี เมื่อวันที่ 4 ตุุลาคม ปี2552

สิ่งหนึ่งที่ทำให้เมืองทองฮิตติดลบบนคือการมีผู้เล่นดีกรีทีมชาติไทยอยู่ในทีมด้วยในเวลานั้น โดยผลงานตลอด 30 เกม พวกเขาชนะ 19 เกม เสมอ 8 และแพ้ 3  แม้จะมีการเปลี่ยนกุนซือ 2คนในปีนั้น สุรศักดิ์ ตั้งสุรัตน์ และ อรรถพล ปุษปาคมแต่ความสม่ำเสมอของผู้เล่นคือกุญแจสำคัญ เข้าป้ายเป็นแชมป์ลีกสูงสุดสมัยแรก ด้วยการมี 65 แต้ม

ปัจจุบัน : เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด คือทีมที่ยืนยัดในไทยลีก เพราะพวกเขามีแบ็คอัพชั้นดีจากเอสซีจี ค่อยหนุนหลังในการบริหารทีม และยังไม่ทิ้งนโยบายเดิมคือ ซ่อมแซมนักเตะด้วยการซื้อตัวทีมชาติ หรือแข้งนอกที่มาเพื่อยกระดับทีม โดย”มุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา คือแข้งคนเดียวที่หลงเหลือมาจากซีซั่น 2009

2.ชลบุรี เอฟซี

 

ทีมลูกหนังภูธรทีมแรกที่ไต่เต้าขึ้นมาเล่นบอลไทยลีก เมื่อปี 2006 และเอาตัวรอดในปีแรกจนก้าวไปเป็นแชมป์ในซีซั่น 2007 ภายใต้การทำทีมของมาสเซอร์จเด็จ มีลาภ เด็กดาวรุ่งจากทีมโรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา และโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย ชลบุรี โดยมาจากการเขียนโครงสร้างของ”โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล

พวกเขาจบฤดูกาลในฐานะรองแชมป์ปี 2008 และในปี 2009 ทีมมีการเปลี่ยนตำแหน่งกุนซือเมื่อเซอร์เด็จ ติดอบรมโค้ชทำให้ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง มารับหน้าที่แทน ทีมชุดเดิมแต่ใช้งานโค้ชที่ไม่ใช้ลูกหม้อ ปีนั้นฉลามชล ที่มีคีย์แมน พิภพ อ่อนโม้, อาทิตย์ สุนทรพิธ,โคเน่ โมฮาเหม็ด, ณัฐพงษ์ สมณะ, เกียรติประวุฒิ สายแวว, อดุล หละโสะ, สินทวีชัย หทัยรัตนกุล, สุรีย์ สุขะ อันที่จริงทีมชุดนี้สร้างผลงานที่เยี่ยมยอดแล้ว เพียงแต่ทีมที่ดีกว่าฉลามชลตัวนี้ในปีนั้น คือเมืองทอง ยูไนเต็ด และต้องจบด้วยการเป็นรองแชมป์หนที่ 2 ติดต่อกัน พร้อมสถิติ 30 เกม ชนะ 18 เสมอ 8 แพ้ 4 เก็บไป 62 แต้ม

ปัจจุบัน : ชลบุรี ไม่เหลือสถานะทีมที่เคยลุ้นแชมป์ผู้เล่นกลุ่มเดิมโรยราและย้ายออกจากทีมไป ฉลามชลเหลือแค่ทีมดาวรุ่ง ถึงกระนั้นพวกเขายังมีระบบเยาวชนหลังบ้านที่แข็งแรง ซึ่งเหลือแค่รอเวลาให้เด็กเหล่านี้โตตามวัยขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่

3.บางกอกกล๊าส

ทีมลูกหนังจากบอลถ้วยพระราชทานประเภท ค. ที่ขึ้นลิฟท์เลื่อนชั้นมาอย่างรวดเร็ว หลังจากธนาคารกรุงไทย เจ้าของสิทธิ์เดิม ไม่สามารถจดทะเบียนเป็นสโมสรอาชีพได้ เนื่องจากไม่สามารถจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล โดยพวกเขาได้นำนักเตะของทีมนกวายุภักษ์มาเล่นในไทยลีกในปี 2009

ทีมได้ให้ ฮันส์ อาร์ เอ็มเซอร์ โค้ชเยาวชนของสโมสรขึ้นมาทำหน้าที่เป็นโค้ช ช่วงเลกแรกบีจี ก้าวไปเป็นผู้นำในช่วงแรก ก่อนจะมีการดึง “โค้ชง้วน” สุรชัย จตุรภัทรพงศ์ มาทำหน้าที่แทน ทว่าเลก 2 ทีมกลับไม่ไฉไล นันทวัฒน์ แทนโสภา, อาจายี่ เบงก้า ซามูเอล, พีรพงศ์ พิชิตโชติรัตน์, อำนาจ แก้วเขียว, อานนท์ บุญสุโข, รุ่งโรจน์ สว่างศรี คีย์แมนหลักในตอนนี้ กลับฟอร์มตกและบางคนมีปัญหาอาการบาดเจ็บ จนหล่นมาเป็นอันดับที่ 3  เมื่อจบฤดูกาล พร้อมสถิติ 30 เกม ชนะ 16 เสมอ 8 แพ้ 6 เก็บไป 56 แต้ม

ปัจจุบัน : พวกเขาเปลี่ยนชื่อเป็นบีจี ปทุม ยูไนเต็ด หล่นไปเล่นในระดับไทยลีก 2 แต่ด้วยขนาดทีมที่ใหญ่และมีผู้เล่นคุณภาพสูง พร้อมกับระบบเยาวชนที่ให้เลือกใช้มากมาย ทีมดังจากรังสิตคลอง 3 คือผู้นำจ่าฝูงลีกพระรองเมืองไทย

4.บีอีซี เทโรศาสน

อดีตแชมป์ไทยลีก 2 สมัยยุคไร้คนดู ทีมอาชีพทีมแรกที่ทุ่มเงินซื้อนักบอลเข้าสู่สโมสร พร้อมกับมีการจ่ายเงินเดือน มีรถรับส่งเวลาไปแข่งขัน โดยที่อยู่ในความดูแลของไบรอัน แอล มาร์คาร์ พร้อมกับคนเบื้องหลังอย่าง องอาจ ก่อสินค้า พวกเขาวางระบบเยาวชนไล่ต้อนเด็กฝีเท้าดีจากบอลนักเรียนกรมพละ 18 ก. รวมถึงตัวเยาวชนทีมชาติ มาเก็บตัวฝึกซ้อมที่แคมป์หนองจอก ชานเมืองที่ไกลแสนไกล

ปี 2008 ทีมจบอันดับ 4 แน่นอนว่าในทุกๆปี สโมสรแห่งนี้มีการเปลี่ยนแปลงผู้เล่นและส่วนใหญ่คือกลุ่มมีดีกรีทีมชาติ อานนท์ สังสระน้อย, กิตติพล ปาภูงา, วุฒิชัย ทาทอง, ปรัชญ์ สมัครราษฎร์, ชาคริต บัวทอง, นพพล ปิตะฝ่าย, ธฤติ โนนศรีชัย, ศิวะรักษ์ เทศสูงเนิน แต่ทว่าช่วงเลกแรกการทำทีมของโค้ชฝรั่งเศส คริสตอฟ ลาห์รูห์ เกิดไม่เข้าตาเจ้าของเงินทุน สุดท้ายแยกทางก่อนจบเลกแรกในเกมแพ้เมืองทอง ยูไนเต็ด คาบ้าน 1-4 และธชตวัน (ตะวัน) ศรีปาน ได้รับการสนับสนุนให้ขึ้นมาเป็นกุนซือคนใหม่ จากอันดับ 9 ในช่วงเลกแรก เทโร ภายใต้การทำทีมของสุภาพบุรุษลูกหนัง ปรับเปลี่ยนสไตล์การเล่นจากต่อบอลไปมาแต่ไร้ประสิทธิภาพในการจบสกอร์ เปลี่ยนเป็นบอลเกมรุกต่อบอลและจบด้วยการยิงประตู ชายหนุ่มจากสระบุรี นำมังกรไฟจบด้วยอันดับ 4 ในไทยลีก เก็บไป 51 แต้ม พร้อมสถิติ 30 เกม ชนะ 15 เสมอ 6 และแพ้ 9 ซึ่งหลังจบฤดูกาลโค้ชแบน ได้รับคำชมจากทั่วสารทิศถึงการหาญกล้าสร้างฟุตบอลได้มีคุณภาพ

ปัจจุบัน : บีอีซี เทโรศาสน ปรับเปลี่ยนกลายเป็นโปลิศ เทโร ที่เป็นการร่วมมือกันระหว่างกลุ่มบีอีซี และสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการทำทีมฟุตบอลอาชีพ และตอนนี้พวกเขาคือทีมรองจ่าฝูงไทยลีก 2 ที่หวังจะกลับสู่ไทยลีกให้ได้ภายใน1 ฤดูกาล

5.โอสถสภา เอ็ม-150

ทีมฟุตบอลองค์กรเอกชน เจ้าของฉายยา”นายห้างขายยา” ที่จวนเจียนจะเข้าป้ายเป็นแชมป์ไทยลีก 2-3 หน แต่สุดท้ายก็ได้แต่จบด้วยคำว่าพระรอง ปี 2009 พวกเขามีอ.อาจหาญ ทรงงามทรัพย์ กุมบังเหียน และผู้ช่วยคือไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก ทีมชุดนั้นมีสตาร์ดัง ศรายุทธ ชัยคำดี, ประทุม ชูทอง, ศิวะเมธ ธนูศร, โกศวัต ว่องไวลิขิต, จักรกริช บุญคํา, เจษฎา พั่วนะคุณมี เป็นตัวชูโรง

ช่วงเลกแรกทีมลงเตะในสนามซ้อมตัวเองภายในแคมป์หมู่บ้านธนารมณ์ ย่านสายไหม จนกระทั้งตกลงที่จะย้ายไปเล่นที่จังหวัดสระบุรี เพื่อเป็นฐานที่มั่นใหม่และสอดคล้องกับการปรับตัวให้เข้ากับคำว่าลีกอาชีพ พลังเอ็มในปีนั้นเข้าป้ายเป็นอันดับ 5 เก็บไป 47 แต้ม ชนะ 13 เสมอ 8 และแพ้ 9 เกม ห่างไกลกับคำว่าลุ้นแชมป์ไทยลีก

ปัจจุบัน : กลุ่มทุนโอสถสภา เลือกจะถอนตัวออกจากการทำทีมฟุตบอลไทย หลงเหลือแค่การเป็นสปอนเซอร์เวทีลูกหนังไทยลีก 2 โดยทีมได้ปล่อยสิทธิ์การทำทีมต่อไปให้กลุ่มซุปเปอร์พาวเวอร์ จนโดนถูกขายทอดไปให้กลุ่มจำปาศรี ในจังหวัดมุกดาหาร แต่ด้วยคุณสมบัติที่ไม่ผ่านทั้งสนามแข่งขันและกฏข้อบังคับจนหมดสิทธ์โม่แข้งไทยลีก 2 นั้นเอง

6.การท่าเรือไทย เอฟซี

ทีมลูกหนังเก่าแก่ของเมืองไทยจากย่านคลองเตย ที่เกือบเอาตัวไม่รอดในระดับไทยลีก ในปี2008 แต่ก็รอดตายมาได้ในอันดับ 13 ปีถัดมา การท่าเรือแห่งประเทศไทย มอบหมายให้พิเชษฐ์ มั่นคง มารับหน้าที่ประธานสโมสร พวกเขาวางเป้าหมายติด10 อันดับแรก และได้ไพบูลย์ เลิศวิมลรัตน์ มาทำหน้าที่โค้ช ทว่าความพ่ายแพ้ต่อเมืองทอง หนองจอก ยูไนเต็ด เกมแรกด้วยสกอร์ 0-3 ทำให้กุนซือคนเก่าเลือกลาออก และสุดท้ายหวยไปออกที่”โค้ชเตี้ย” สะสม พบประเสริฐ ผู้ซึ่งห่างหายไปจากงานคุมทีมฟุตบอลไปนานเกือบ 5 ปี นับตั้งแต่โดนบีบให้ลาออกจากบีอีซี เทโรศาสน เมื่อปี 2004 และผันตัวเองไปวิเคราะห์เกมฟุตบอลผ่านหน้าจอทรูวิชั่นส์แทน

แต่เมื่อถึงเวลาจริง ชายที่ชื่อสะสม ปรับตัวและกลับมาทำหน้าที่กุมบังเหียนข้างสนามได้ดี เขาไม่หลงไหลฟุตบอลต่อบอลเซ็ตเกม แต่เลือกแท็คติกบอลไฟท์เตอร์เดินหน้าฆ่าคู่แข่ง 29 เกม ชนะ 12 เสมอ 8 แพ้ 9 เกม เก็บไป 44 แต้ม พ่วงด้วยแชมป์บอลถ้วยเอฟเอ คัพ 2009 ยุติการไร้โทรฟี่แชมป์มาประดับสโมสรในรอบ 16 ปีเต็ม ด้วยขุมกำลังอย่างพิพัฒน์ ต้นกันยา, เกียรติเจริญ เรืองปาน, มาริโอ ดา ซิลวา, อาลีฟ เปาะจิ, เอกชัย สำเร ฯลฯ

ปัจจุบัน : การท่าเรือ เปลี่ยนแปลงจากทีมไร้เงินทุน ปรับเปลี่ยนมาอยู่ในความดูแลของ “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซ่ำ นายหญิงที่ขึ้นแท่นประธานสโมสร พร้อมกับการซื้อผู้เล่นดีกรีทีมชาติและจ้างนักบอลนอกฝีเท้าเกรดเอมาประดับทีม เพื่อไล่ล่าตำแหน่งแชมป์

7.ทีโอที 

ทีมฟุตบอลภายใต้การดูแลขององค์การโทรสัพท์ จนเปลี่ยนมาเป็นทีโอที ทีมดังจากแจ้งวัฒนะ ที่มีสนามซ้อมอยู่ในย่านงามวงศ์วาน ภายใต้การวางแผนโดยคนเล็กแต่หัวใจใหญ่ “น้าก๊อก” พงษ์พันธุ์ วงษ์สุวรรณ อดีตกุนซือที่ชอบปั้นนักบอลโนเนมมากมายมาประดับวงการฟุตบอลไทย กลางตารางคือเป้าหมายของทีโอทีในไทยลีก ผู้เล่นในเวลานั้นมีดาราตัวชูโรง สุเชาว์ นุชนุ่ม, รัตนะ เพ็ชรอาภรณ์, กิตติคุณ แจ่มสุวรรณ, ธีรชัย งามเจริญ, โคเน่ เซย์ดู, ไพรัช ทับเกตุแก้ว, สิทธิศักดิ์ ตาระพัน

่ช่วงแรกทีมไปเล่นที่สนามกลีบบัว จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อหวังดึงดูดคนท้องถิ่นให้มาดู สุเชาว์ ที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไข แต่ทว่าไม่ประสบความสำเร็จ ก่อนที่จะกลับมาเล่นที่นนทบุรี และเช่าสนามธันเดอร์โดมของเมืองทอง เอาไว้เล่นเป็นเกมเหย้า ช่วงเลก 2 ปีนั้น ทีมจบอันดับ 7 จากการชนะ 10 เสมอ 12 และแพ้ 8 มี 42 แต้ม

ปัจจุบัน : หลังการตกชั้นจากไทยลีกในปี 2015 ทีมมีปัญหาในเรื่องสิทธิ์การทำทีมที่องค์กรแม่เลือกจะหันหลังไม่สนับสนุนทีมต่อ และเมื่อกลุ่มทุนใหม่เข้ามา เมื่อมาทำทีมตกชั้นแล้วก็ทิ้งทีมไป แถมยังขาดจ้างเงินนักเตะอีกตั้งหาก จนท้ายที่สุดโดนสมาคมเพิกถอนการทำทีมในไทยลีก 2 ในปี 2016 และปิดฉากการเป็นทีมฟุตบอลที่มาระยะเวลา 61 ปี

8.ทีทีเอ็ม สมุทรสาคร

พนักงานยาสูบ องค์กรลูกหนังรัฐวิสาหกิจจากย่านพระราม 4 พวกเขาคือแชมป์ไทยลีกปี 2004/2005 เมื่อมีการปรับเปลี่ยนให้สโมสรมีรังเหย้า พวกเขาเลือกไปจับมือกับจังหวัดสมุทรสาครในการใช้สนามเหย้า

ปีนั้นพวกเขามีการใช้บริการกุนซือ 3 รายคือ กิจ มีศรีสุข, อรรถพล ปุษปาคม และประจักษ์ เวียงสงค์ พร้อมด้วยผู้เล่นอย่าง พีรทรรศน์ โพธิ์เรือนดี, พอล เอ็คโคโล่, เจษฎา บุญเรืองรอด, ภานุวัฒน์ ไฟไหล, ณรงค์ จันเสวก, วรวุฒิ วังสวัสดิ์ เป็นแกนหลัก และเข้าป้ายในการจบอันดับที่ 8 มี 37 แต้มจากการชนะ 8 เสมอ 13 และแพ้ 9 ซึ่งความไม่สม่ำเสมอหลุดเสมอ 13 เกมทำให้ทีมหลุดจากการติด 5 อันดับแรกในลีก

ปัจจุบัน : ทีทีเอ็ม ยุติการทำทีมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ตกชั้นจากดิวิชั่น 1 เมื่อปี 2015 หลังจากก่อนหน้านั้นสโมสรแห่งนี้กลายเป็นของเล่นนักการเมืองเปลี่ยนขั้วย้ายสนามเป็นว่าเล่นจนกลายเป็นเจ้าไม่มีศาล ตั้งแต่พิจิตร, เชียงใหม่

9.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

เจ้าของแชมป์ไทยลีก ปี 2008 แบบชนิดหักปากกาเซียน พวกเขาฉวยโอกาสจากความผิดพลาดของชลบุรี ที่หลุดเสมอมากเกินไป จนปาดหน้าไปสู่การชูโทรฟี่แชมป์ สไตล์แบบเกมรับรอโต้ อาศัยการวางบอลของณรงค์ชัย วชิรบาล, รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค โดยที่มีหลังบ้านคุมเกมคือภานุพงศ์ วงศ์ษา, เฮนรี่ โจเอล, ปฏิภาณ เพชรพูล นายประตูที่ไว้ใจได้อย่างอัมรินทร์ เยาว์ดำ และคู่กองหน้าอย่างพิพัฒน์ ต้นกันยา และ รณชัย รังสิโย

แน่นอนว่าปี 2009 “น้าเหม่ง” ประพล พงษ์พานิช หวังสานฝันในการนำทีมเข้าไปเล่นรอบแบ่งกลุ่มเอซีแอล 2009 และป้องกันแชมป์ไทยลีก 2009 แต่ทุกอย่างพังทลายตั้งแต่บอลไม่เริ่มฤดูกาล ทีมตกรอบคัดเลือกบอลสโมสรเอเชีย หล่นไปเล่นเอเอฟซี คัพ แต่ก็ไม่ผ่านรอบแบ่งกลุ่ม ส่วนผลงานเกมลีกทีมไม่ไฉไล หลายๆสโมสรจับทางวิถีการเล่นของมนุษย์ไฟฟ้าได้ เมื่อหมากการวางแผนไว้ตัน แผน 2 ไม่เป็นอย่างที่หวัง กุนซือคนเก่าโดนถอดไปเป็นผู้จัดการทีม และเปิดทางให้ อ.ทองสุข สัมปหังสิต ขึ้นมาทำทีมแทน ผลงานดีขึ้นแต่ด้วยการที่ทีมออกทะเลในช่วงเลกแรก ทำให้ช่วงเวลาที่เหลือทีมมีเวลาไม่มากพอจะไต่ขึ้นไปอยู่บนหัวตาราง และจบซีซั่นนั้นด้วยอันดับ 9 มี 36 แต้มจากการชนะ 9 เสมอ 9 แพ้ 12 และนั้นคือฤดูกาลสุดท้ายของพวกเขาในไทยลีก ก่อนจะหายเข้ากลีบเมฆไปตลอดกาล

ปัจจุบัน : บอร์ดบริหารการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคขายสิทธิ์การทำทีมไปให้คนใหญ่คนโตของบุรีรัมย์ในราคา 23 ล้านบาท เมื่อปี 2012 และทีมปราสาทสายฟ้าก็สถาปนาเป็นทีมหมายเลข 1 ของประเทศไทยถึง 6 สมัย

10.สมุทรสงคราม เอฟซี

จังหวัดที่เล็กสุดในประเทศไทย แต่กลับมีทีมฟุตบอลที่ไต่เต้าขึ้นไปสู่การเข้าร่วมการแข่งขันไทยลีก ในปี 2008 และเอาตัวรอดมาได้แบบพลิกความคาดหมาย แม้จะมีงบประมาณที่จำกัดแต่กุนซือที่ชื่อ สมชาย ชวยบุญชุม นักบอลระดับตำนานของการท่าเรือฯ สามารถจัดการทีมลูกหนังนี้ได้สบายๆไร้ปัญหา

ผู้เล่นคือกลุ่มโนเนมที่ไปไหนไม่มีใครเอา ผสมผสานกับนักบอลม.กรุงเทพ ที่ขึ้นไปเล่นในทีมของสมชาย ทรัพย์เพิ่มไม่ได้ จึงถูกส่งมาเล่นทีมแม่กลอง อภินันท์ แก้วปีลา, ชุมพล บัวงาม, อรรถณพ ชัยแป้น, พัชรินทร์ สุกใส, จิรวัฒน์ แก้วโบราณ, ไตรภพ ชูชื่นกลิ่น, กันตภณ สมพิทยานุรักษ์, เอกศักดิ์ บัวเบา, สิทธิพันธ์ ชุมช่วย, ประสาร พันธ์สำลี, สุขสยาม ชาญมณีเวช, ทรงวุฒิ บัวเพ็ชร รวมถึงดิยุฟ บิรัม พวกนี้คือกลุ่มเด็กสร้าง”น้าฉ่วย” ที่พร้อมสู่และตายแทนนายตัวเองในสนาม บอลสไตล์ตื้อเหนียวแน่น ใช้จังหวะรับๆแน่น รอสวนกลับโป้งปิดบัญชี ผลงาน 30 เกม ชนะ 9 เสมอ 7 และแพ้ 14 เก็บไป 34 แต้ม

ปัจจุบัน : สมุทรสงคราม หล่นไปเล่นในระดับไทยลีก 4 เนื่องมาจากไม่ทำคลับไลเซนซิ่งส่งสมาคมฯ เมื่อจบฤดูกาล 2016 แถมยังขาดแคลนนายทุนใจใหญ่ที่จะมาสนับสนุนทีม

11.พัทยา ยูไนเต็ด

ชลบุรีไม่ได้มีเพียงแค่ฉลามชล แต่ยังมีทีมฟุตบอลเสื้อสวยอย่างพัทยา ยูไนเต็ด รวมอยู่ด้วย คลับลูกหนังแห่งนี้อยู่ในความดูแลของ พันธ์ศักดิ์ เกตุวัตถา นักการเมืองท้องถิ่นจากย่านบางพระ และตอนนั้นก็ลงมาคุมทีมด้วยตัวเอง ขุมกำลังในเวลานั้นมี ธนา ชะนะบุตร, อิทธิพล พูลทรัพย์, สันติ ไชยเผือก, อมร ธรรมนาม, นิเวศ ศิริวงศ์, สมภพ นิลวงษ์, นริศ ทวีกุล ฯลฯ ผู้เล่นไม่เป็นสองรองใครในลีก แต่ด้วยประสบการณ์ลูกหนังการทำบอลมันต่างกับเกมการเมือง ส่งผลให้ผลงานในลีกเวลานั้นออกไปในทางโซนหนีตาย

สุดท้ายผลงานดูไม่เข้าท่า บอร์ดบริหารตัดสินใจดึงจเด็จ มีลาภ เข้ามาทำทีม เพื่อเซฟทีมให้อยู่รอดในไทยลีก และอดีตกุนซือทีมฉลามชลก็ทำสำเร็จ “โลมาฟ้าขาว” เร่งเครื่องรอดตายได้สำเร็จราวกับปาฏิหารย์ โดยไฮไลท์อยู่ในเกมนัดสุดท้ายที่ปราบจุฬา ยูไนเต็ด 2-1 การันตีสิทธิ์โลดแล่นไทยลีกในปี 2010

ปัจจุบัน : ไม่มีชื่อพัทยา ยูไนเต็ด อีกต่อไปหลังการเข้ามาซื้อทีมของกลุ่มทุนเกียรติธานี และพวกเขาดูแลทีม 2 ปีก่อนจะย้ายสนามเหย้าไปเล่นที่จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งใกล้กับแคมป์เก็บตัวของสโมสร

12.ราชนาวี-ระยอง

ทีมฟุตบอลกองทัพจากสัตหีบ ที่ได้สิทธิ์ในฐานะทีมอันดับ 3 ดิวิชั่น 1 ปี 2008 พวกเขาคือสโมสรที่ขึ้นๆลงๆไทยลีกเป็นว่าเล่น และด้วยความที่สนามเหย้าไม่พร้อม ส่งผลให้ราชนาวีต้องไปจับมือกับทางจังหวัดระยองในเรื่องใช้สนามเหย้าในการส่งทีมลงแข่งไทยลีก

โดยที่ราชนาวีในตอนนั้นคุมทีมโดย สุขสันต์ คุณสุทธิ์ อดีตนักบอลสโมสรกสิกรไทยคุมทีม โดยสไตล์การเล่นฟิตวิ่งตามแบบฉบับวินัยทหาร ซึ่งขุมกำลังก็คือเหล่านายทหารเรือ ประตู คือ ชินกร ดีสาย, แนวรับ  ศรายุทธ เขียวแพร, สุระเดช เสาไธสง, เสกสันต์ ชาวทองหลาง, เจษฎา งามเมือง กองกลางเสาหลักคือ ติณภพ ศรีสถิตย์, มารุต ดอกมะลิป่า และจอมทัพคือ สุทธินันท์ นนที ที่เวลานั้นฟอร์มกำลังขึ้นพีคสุดในชีวิตฟุตบอล กองหน้าปล่อยให้เป็นหน้าที่สมเจตร สัตบุษ, วุฒิชัย อะสุชีวะ, รัฐพร แซ่ตั๋น

ผลงานในปีนั้นพวกเขาจบด้วยการเป็นอันดับ 12 ด้วยการชนะ 8 เสมอ 6 และแพ้ 16 แน่นอนว่าปัจจัยสำคัญให้ทีมอยู่รอดคือการลงเล่นในสนามเหย้าที่ระยอง ที่เวลานั้นกระแสยอดเยี่ยมมีแฟนบอลซื้อตั๋วมาชมกันแน่นสนาม

ปัจจุบัน : ราชนาวีกลับมาลงเล่นที่สนามเหย้ากม.5 สัตหีบ และไม่เหลือเค้าโครงทีมจะไปเล่นไทยลีกอีกเลย เนื่องจากขุมกำลังหน้าเก่าโรยราลงไป แถมนักบอลชุดปัจจุบันไม่ได้แกร่งพอจะช่วยทีมกลับไปลุ้นเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดในตอนนี้ และพวกเขาต้องมาดิ้นรนหนีการตกชั้นลีกพระรองเมืองไทย

13.แบงค็อก ยูไนเต็ด

อดีตแชมป์ไทยลีกปี 2006 ในชื่อม.กรุงเทพ เกือบจะยุบทีมไปแล้วหลังจบไทยลีก ปี2008 เนื่องจากพวกเขาไม่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงทีมตามนโยบายทีมอาชีพที่สมาคมต้องการในเวลานั้น ส่งผลให้ต้องหาพันธมิตรใหม่ ก่อนที่อดีตผู้ว่ากทม.ในตอนนั้นอภิรักษ์ โกษะโยธิน ยื่นมือเข้ามาซื้อทีมไปและเปลี่ยนชื่อเป็นแบงค็อก ยูไนเต็ด ย้ายสนามเหย้าในม.กรุงเทพ รังสิต มาเตะที่ไทย-ญี่ปุ่น ดินแดงแทน

ทีมของสมชาย ทรัพย์เพิ่มในเวลานั้น ใช้ขุมกำลังผู้เล่นชุดเดิม วีระ เกิดพุดซา, ทรงศักดิ์ เฮมเขียว, พลวัฒน์ ปิ่นกอง, จีรณัฐ นนทเกษ, จีระ เจริญสุข, นพพล ผลอุดม, ปุณณรัตน์ กลิ่นสุคนธ์, กิตติศักดิ์ ศิริแว่น, วิทยา หมัดหลำ,  ศุภเสกข์ ไก่แก้ว โม่แข้งแต่ด้วยอุปสรรคการลงเล่นที่สนามที่ไม่คุ้นเคยกลางเมือง แตกต่างจากเดิมที่ลงเล่นในมหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ ที่มักมีเสียงเชียร์จากนักศึกษามาช่วย แข้งเทพไม่สยายปีก เก็บชัยชนะได้แค่ 5 เกม และหลุดเสมอไปถึง 15 เกม ปราชัยไป 10 เกม เก็บไป 30 แต้มเอาตัวรอดในไทยลีกปีนั้นได้อย่างหวุดหวิด

ปัจจุบัน : กลุ่มทุนทรู คอร์ปอเรชั่น เข้ามาถือสิทธิ์ขาดการทำทีมแบบเบ็ดเสร็จจากกทม. และใช้เงินมหาศาลปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ทีมจนขึ้นมาเป็นสโมสรที่เพียบพร้อมในเรื่องการจัดการทั้งในสนามและนอกสนาม โดยที่มีผู้เล่นไทยและนอกค่าจ้างมหาศาล แต่สิ่งที่พวกเขาขาดคือโทรฟี่แชมป์ที่ยังมาไม่ถึง

14.ศรีราชา เอฟซี

ทีมฟุตบอลจากอำเภอศรีราชา ทีมที่เป็นเสมือนเวทีฝึกปรือเรียกความมั่นใจให้ผู้เล่นทัพฉลามชลยังบลัดในช่วงเวลาที่ยังไม่พร้อมจะไปเบียดสู้กับแข้งซีเนียร์ นี่คือการรวมตัวของพวกวัยคะนองจากอัสสัมชัญ ศรีราชาและจุฬาภรณราชวิทยาลัย

เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์,สุภาภรณ์ พรหมพินิจ, ยอดรัก นาเมืองรักษ์, สุจริต จันทกุล, พรศักดิ์ ป้องทอง, สุพจน์ วงษ์หอย ผสมผสานกับตัวนอก ทั้ง กัสตาน ราอูล, ซารูตะ ฮิโรโนริ, ดีเอโก้ โรเบิร์ต โดยที่ทีมมี ครองพล ดาวเรือง คุมทัพ ทว่าด้วยประสบการณ์ผู้เล่นที่ไม่มีมากในไทยลีก จนต้องมีการใช้บริการโค้ชอีก 2 ราย คืออภิรักษ์ ศรีอรุณ และ ทรงยศ กลิ่นศรีสุข สุดท้ายไม่อาจเอาตัวรอดในไทยลีกในปี 2009 แม้ว่าสไตล์การเล่นจะเป็นบอลเท้าสู้เท้าเน้นความสวยงาม แต่ฟุตบอลเล่นดีแต่จบสกอร์ไม่ได้มันไร้ความหมาย และมี 30 แต้ม ชนะ 8 เสมอ 6 แพ้ 16 มี 30 แต้ม โดยที่เฮดทูเฮดเป็นรองแบงค็อก ยูไนเต็ด จนต้องร่วงตกชั้นไป

ปัจจุบัน : สโมสรแห่งนี้ไม่มีแล้ว หลังบอร์ดบริหารคืนสิทธิ์ให้กลุ่มทุนชลบุรี ก่อนจะมอบสิทธิ์ไปให้ทวีวัฒนา ดูแลทีมต่อ ในปี 2014 และเปลี่ยนมาเป็นพัทยา ซิตี้ ก่อนที่สุดท้ายผู้บริหารชุดเดิมไม่ทำต่อ และถูกโอนมาอยู่ในมือของนครราชสีมา ห้วยแถลง ยูไนเต็ด

15.จุฬา ยูไนเต็ด

สินธนาอดีตบ้านจัดสรรย่านบางกะปิ ที่มีดีกรีเป็นแชมป์ไทยลีก ปี 1998 เมื่อไร้ทุนจะทำบอลอาชีพ จนต้องมอบสิทธิ์ให้ทางจุฬาลงกรณ์ไปทำทีมแทนและไต่ระดับจากดิวิชั่น 2 ปี 2006, ดิวิชั่น 1 ปี 2007 จนมาอยู่ในระดับไทยลีก ปี 2008 พวกเขาจบอันดับ 8 จากการทำทีมของ”ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง

ทว่าก่อนร่วมต้นฤดูกาล กุนซือคนเก่าชิ่งออกไปคุมชลบุรี แข้งตัวหลักบางคนโดนดึงตัวไปอยู่กับเมืองทอง, บีอีซี เทโร ทำให้เป็นงานหนักของกุนซือบราซิเลี่ยนคาร์ลอส แฟร์ไรร่า ที่ผู้เล่นส่วนใหญ่เป็นนักศึกษากำลังเรียนหนังสือในรั้วจามจุรีในการสู้รบปรบมือกับหัวตารางไทยลีก สุดท้ายคุณภาพทีมที่เป็นรองชาวบ้านที่มากโข จนร่วงตกชั้นไปในที่สุด จากผลงานการทำทีม 30 นัด ชนะ 4 เสมอ 14 แพ้ 12  แม้ว่า”โค้ชต้อม” ณรงค์ สุวรรณโชติ อดีตโค้ชกรุงไทยชุดแชมป์ไทยลีกปี 2004 จะมาช่วยทีมแต่มันไม่ทันเสียแล้ว โดยที่สตาร์ดังของทีมชุดนี้ที่แจ้งเกิดคือสมปอง สอเหลบ, ไพฑูรย์ นนทะดี ที่ได้โยกย้ายไปสร้างชื่อกับทีมใหม่เมื่อจบฤดูกาล

ปัจจุบัน กลุ่มจุฬาแยกตัวออกไปทำทีมฟุตบอลเอง ขณะที่สิทธิ์การทำทีมไปอยู่กับทางโมโน่ ในชื่อบีบีซียู ได้มีโอกาสเล่นไทยลีก 2 หนในปี 2012, 2016 แต่ด้วยคุณภาพทีมที่ผู้เล่นไม่สามารถไปสู้รบปรบมือกับใครได้มากหนัก  แถมองค์กรมีปัญหาในเรื่องการให้เงินหนุนทีม จึงประกาศยุบทีมช่วงต้นฤดูกาลไทยลีก 2 ในปี 2017

16.นครปฐม เอฟซี

ทีมลูกน้องภูธรที่ได้สิทธิ์ขึ้นมาไทยลีกในปี2007 จากฐานะทีมรองแชมป์โปรลีก 2006 พวกเขาเอาตัวรอดในลูกสูงสุดของประเทศมาตลอด 2 ฤดูกาล ผู้เล่นในทีมคือกลุ่มนักบอลเดินสายในละแวกย่านภาคตะวันตก เช่นเอกภูมิ โพธารุ่งโรจน์, วิมล จันทร์คำ, พานุวัฒ ยิ้มสง่า, ประหยัด บุญญา, วุฒิศักดิ์ มณีสุข, ปริญญา อู่ตะเภา, ประดิษฐ์ สว่างศรี  ซึ่งทั้งหมดเคยผ่านประสบการณ์ไทยลีกมาก่อนแล้ว แต่คีย์แมนคนดังสุดในทีมกลับกลายเป็นนักบอลตาน้ำข้าวที่นำเข้ามาจากสหราชอาณาจักร อย่าง ไมเคิล โธมัส เบิร์น ที่เรียกเสียงฮือฮาในเวลานั้นได้มากโข

ทว่าทีมกลับประสบปัญหาในเรื่องงบประมาณการทำทีมในช่วงแรกก่อนลงแข่งขัน แต่ด้วยสปิริตทีมและความใจสู้ของผู้เล่น ภายใต้การกุมบังเหียนของ ศุภกิจ รังษีบุตร และ อนุสรณ์ ชุ่มดวงใจ ก่อนที่”เดอะตุ๊ก” ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน จะขันอาสามาช่วยทีม แต่ด้วยสภาพทีมที่ทุลักทุเล จมอยู่โซนท้ายตาราง จนสุดท้ายทีมมีอันต้องตกชั้นไป ในอันดับสุดท้าย พร้อมสถิติ ชนะ 6 เสมอ 7 และแพ้ 17

ปัจจุบัน : นครปฐม ไม่ได้มีชื่อต่อท้ายว่าเอฟซี แต่เปลี่ยนเป็นยูไนเต็ด และมีสถานะคือทีมไทยลีก 3 โดยพวกเขาคือจ่าฝูงโซนล่าง ซึ่งถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดทีมของธงชัย สุขโกกีจะได้กลับมาลุยลีกพระรองของเมืองไทยปี 2020

เอ็มเร่

[email protected]

ขอบคุณภาพ : แฟนเพจรูปฟุตบอลไทยในอดีต By Tommy Bars

 

RELATED NEWS