รู้จัก แทมมี่ อับราฮัม ดาวรุ่งฟอร์มฮอตแห่ง สแตมฟอร์ด บริดจ์

16 ก.ย. 2019

รู้จัก แทมมี่ อับราฮัม ดาวรุ่งฟอร์มฮอตแห่ง สแตมฟอร์ด บริดจ์

แทมมี่ อับราฮัม กลายเป็นนักเตะที่ร้อนแรงที่สุดในเวลานี้ไม่แพ้ใคร หลังเจ้าตัวกดแฮตทริกให้ เชลซี ในเกมเอาชนะ วูลฟ์แฮมป์ตัน 5-2 เมื่อวันเสาร์ที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา และกลายเป็นแข้งอายุน้อยที่สุดของเชลซี ที่ทำแฮตทริกได้ทันที วันนี้ขอบสนามจะพามารู้จักเขามากขึ้น

วัยเด็ก

ชื่อเต็มของ แทมมี่ อับราฮัม คือ เควิน โอเกเนเตก้า-ทามาเรบี-บาคูโม่ อับราฮัม เกิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 1997 เขตแคมเบอร์เวลล์ โดยพ่อของเขาอพยพมาไกลจากไนจีเรีย เพื่อหวังว่าครอบครัวจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ก่อนมาพบรักกับแม่ของเขา และให้กำเนิดเขาในเวลาต่อมา

เริ่มต้นอาชีพค้าแข้ง

แทมมี่ อับราฮัม ตัดสินใจก้าวเข้าสู่วงการค้าแข้ง เลือกอาชีพนักฟุตบอลเป็นเป้าหมายในอนาคต แม้ว่าตอนนั้นเขาจะเรียนการแสดงอยู่ก็ตาม เขาเข้าสู่อะคาเดมี่ของ เชลซี ด้วยวัยเพียง 8 ขวบ โดยทาง เชลซี ปาดหน้าคว้าลายเซ็นเขาได้ก่อน อาร์เซน่อล ที่อยากได้เขาไปร่วมทีมด้วยเช่นกัน ซึ่งเขาเคยกล่าวถึงการแสดงไว้ว่า “ผมเป็นนักแสดงที่เก่งระดับหนึ่งเลยนะ ผมชอบการแสดงละครที่โรงเรียน เพราะมันเป็นอะไรที่ผมมีความสุขมาก”

ไอดอลในดวงใจ

ส่วนหนึ่งที่ เชลซี สามารถปาดหน้าคว้าลายเซ็นเด็กคนนี้ได้ก่อน อาร์เซน่อล เป็นเพราะ แทมมี่ เองมี ดิดิเยร์ ดร็อกบา ตำนานของ สิงห์บลูส์ เป็นไอดอล และอยากจะเดินตามรอยตำนานผู้ยิ่งใหญ่ของ เชลซี ยิ่งวันแรกที่เข้าสโมสร เขายังได้เจอตำนานตัวเป็น ๆ โดยบังเอิญ ยิ่งทำให้เขามีความฝันที่ยิ่งใหญ่กับที่นี่ “คนแรกที่ผมเจอที่สโมสรคือ ดิดิเยร์ ดร็อกบา จำได้ว่าวันนั้นผมอายุประมาณ 8 หรือ 9 ขวบ ผมเดินออกไปข้างนอกซึ่งเป็นวันที่อากาศหนาวมาก ดิดิเยร์ เห็นผมก่อนที่จะให้ผมขึ้นรถเขาไปสนามซ้อม เมื่อมาถึงผมอยากจะบอกกับทุกคนว่านั่นคือ ดิดิเยร์ ดร็อกบา ที่มาส่งผม แต่ดันยังไม่มีใครโผล่มาเลยสักคน ผมยังจำได้ดีว่า ติดตามดูการเล่นของ ดิดิเยร์ ดร็อกบา มาตั้งแต่สมัยเด็กแล้ว และโตขึ้นมาโดยมีตำนานคนนี้เป็นไอดอล เช่นเดียวกับคนอื่น ผมอยากเป็นกองหน้าที่ทำประตูได้มากมาย และอยากประสบความสำเร็จเหมือนกับ ดร็อกบา ให้ได้ในอนาคต”

เริ่มเขียนประวัติศาสตร์ให้ตัวเอง

ด้วยความที่หวังเดินตามรอยไอดอลของตัวเอง แทมมี่ อับราฮัม ปรับตัวเข้ากับทีมอย่างรวดเร็ว อยู่กับ เชลซี เรื่อยมาจนกลายเป็นส่วนสำคัญที่พาทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่า ยูธลีก และ เอฟเอ ยูธคัพ 2 ปีติดต่อกัน เขายังคงรักษาฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมต่อเนื่อง ในศึก เอฟเอ ยูธคัพ เขาเป็นคนยิงประตูชัย พาทีมชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จนกระทั่งวันหนึ่ง โรมัน อบราโมวิช เจ้าของสโมสรได้เรียกเขามาถ่ายรูปด้วย หลังจากเห็นฟอร์มเขาในตอนที่ไปนั่งดูเกมเยาวชน ทั้งนี้ในช่วงปี 2014 ถึง 2016 เขายิงไปทั้งหมด 74 ประตูจากการลงสนาม 98 เกมรวมทุกรายการที่ลงแข่งระดับเยาวชน จากฟอร์มการเล่นที่ร้อนแรง หลังจากจบฤดูกาล 2015-2016 กุส ฮิดดิ้งค์ ได้เรียกตัวเขาไปซ้อมกับทีมชุดใหญ่

ออกไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์

แต่ด้วยความที่ยังเด็ก การเบียดแย่งตำแหน่งตัวจริงในทีมชุดใหญ่เป็นเรื่องที่หนักมาก เขาแทบไม่มีโอกาสได้ลงเล่นกับทีมชุดใหญ่ จึงตัดสินใจย้ายไปร่วมทีมใน เดอะ แชมป์เปี้ยนชิพ อย่าง บริสตอล ซิตี้ ด้วยสัญญายืมตัว หวังเก็บเกี่ยวประสบการณ์และแสดงศักยภาพที่ตัวเองมีออกมาให้มากที่สุด ในช่วงสัญญายืมตัว เขายิงประตูไปทั้งหมด 23 ประตู จาก 41 เกม และได้รับการโหวตเป็นนักเตะยอดเยี่ยมและนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมของสโมสรประจำฤดูกาล 2016/2017 ไปครอง หลังจากนั้นเขายังต้องพเนจรต่อไปเรื่อย ๆ เนื่องจากยังคงยากในการเบียดแย่งตำแหน่งตัวจริง โดยไปเล่นแบบยืมตัวกับ สวอนซี ซิตี้ และ แอสตัน วิลล่า ในช่วงฤดูกาลที่ผ่านมา

ความท้าทายในการรับใช้ชาติ

ประธานฟุตบอลไนจีเรียพยายามโน้มน้าวให้ แทมมี่ มาเล่นให้อินทรีมรกต ก่อนที่เดือนกันยายนในปี 2017 ทีมงานของไนจีเรียออกมาประกาศว่า แทมมี่ อับราฮัม ต้องการเล่นให้กับทีมชาติไนจีเรีย แต่ในวันเดียวกัน แทมมี่ ออกมาปฏิเสธอย่างรวดเร็ว โดยระบุว่าเขาพร้อมเป็นตัวเลือกให้ทีมสิงโตคำรามมากกว่าอินทรีมรกต เขามองว่าการแข่งขันในทีมที่สูงในทีมชาติอังกฤษเป็นสิ่งที่ท้าทายมากกว่า อย่างไรก็ตามเขาไม่ปิดโอกาสรับใช้ทีมชาติไนจีเรียชุดใหญ่ ล่าสุดเพิ่งระเบิดแฮตทริกในเกมบุกถล่มวูล์ฟส์ 5-2 นั่นทำให้ ไนจีเรีย หวังเรียกเขาติดทีมชาติชุดใหญ่ เพราะก่อนหน้านี้นักเตะเคยลงเล่นกับทีมชาติอังกฤษแค่ในเกมอุ่นเครื่องเท่านั้น

การกลับมาของตำนาน

ก่อนหน้านี้เขาแทบไม่อยู่ในแผนการทำทีมของ เมาริซิโอ ซาร์รี่ กุนซือคนก่อนของ สิงห์บลูส์ แต่การกลับมาของตำนานอย่าง แฟร้งค์ แลมพาร์ด ทำให้เขามีโอกาสมากขึ้น ประกอบกับทีม โดนกฎไฟแนนเชียลของฟีฟ่า ทำให้ซื้อนักเตะมาเพิ่มไม่ได้ทำให้ เชลซี ไม่สามารถปล่อยยืมตัว แทมมี่ ได้อีก นี่จึงเป็นโอกาสดีที่จะยึดตำแหน่งตัวจริงในทีมและก้าวสู่เป็นดาวยิงตัวหลักของทีมชาติต่อไป

ล้มแล้วลุกขึ้นเดินหน้าสู้รอวันเฉิดฉาย

แม้ว่าช่วงแรกเขาจะโดนโจมตีอย่างหนัก ทั้งโดนเหยียดสีผิวหลังจบเกมรอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ ที่เขาพลาดจุดโทษ เป็นเหตุทำให้แพ้ ลิเวอร์พูล แต่เขาไม่ย่อท้อ ตั้งสมาธิทำผลงานให้ดีที่สุดตอบแทน แฟร้งค์ แลมพาร์ด ที่เชื่อมั่นในศักยภาพของเหล่าบรรดาแข้งดาวรุ่ง และแน่นอนเขาไม่ทำให้ แลมพาร์ด ผิดหวัง ล่าสุดในเกมกับ วูล์ฟแฮมป์ตัน เขาทุบสถิติกลายเป็นแข้งอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร เชลซี ที่สามารถทำแฮตทริกในพรีเมียร์ลีกได้ด้วยวัย 21 ปี 347 วัน และนำดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกในตอนนี้ เส้นทางของเขายังคงอีกยาวไกล แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขากลายเป็นนักเตะที่ร้อนแรงอีกคนในเวลานี้ และรอวันเจิดจรัสเฉิดฉายตามไอดอลของเขาเอง หวังว่าฝีเท้าของเขาต่อจากนี้จะสร้างสถิติหรือประวัติศาสตร์บทใหม่ขึ้นมาเรื่อย ๆ เพื่อพิสูจน์ว่าเขาคือของจริงไม่ใช่วูบวาบเดี๋ยวเดียวและดับไป

– เปี๊ยกบางใหญ่ –

RELATED NEWS